อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2564

"ติ๊ก-อรัญวา" บัณฑิตมละบริคนแรกของโลก

"มละบริ” เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่ง ที่มีถิ่นพำนักอาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย เป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตพเนจรและใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าลึกเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่ไม่เข้าใจมักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ผีตองเหลือง” อาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 06.00 น.

"มละบริ” เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่ง ที่มีถิ่นพำนักอาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย เป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตพเนจรและใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าลึกเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่ไม่เข้าใจมักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ผีตองเหลือง” ซึ่งเป็นคำเรียกที่คนชนเผ่านี้ไม่ชอบ เพราะรู้สึกเป็นคำเรียกที่สื่อไปในเชิงลบ ทั้งนี้ ปัจจุบันชาวชนเผ่านี้ได้มีการเปิดตัวออกสู่สังคมโลกภายนอกเพิ่มขึ้น นี่ก็รวมถึงมี “คนมละบริ” บางคนที่ออกมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนวิถีชีวิตกับสังคมภายนอกป่า จนสามารถเรียนจบระดับปริญญาตรี กลายเป็น “บัณฑิตชาวมละบริคนแรกของโลก” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ...ติ๊ก-อรัญวา ชาวพนาไพร”

พวกเราเป็นชนเผ่ามละบริ ไม่ใช่ผี (ตองเหลือง) พวกเราก็เป็นคนเหมือนกัน” ...เสียงจาก ติ๊ก-อรัญวา บอกกับเรา ซึ่งปัจจุบันสาวมละบริคนนี้มีตำแหน่งเป็น ประธานหมู่บ้านศูนย์มละบริภูฟ้า ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน โดยเธอเป็นคนแรกของเผ่า ที่เรียนจบระดับปริญญาตรี ที่ทำให้บางคนรู้สึกแปลกใจ เนื่องจากหากย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน วิถีชีวิตของผู้คนในชนเผ่านี้ถือเป็นเรื่องราวที่ดู “ลึกลับ” ทั้งนี้ ติ๊กบอกว่า ชาวมละบริชอบอาศัยอยู่ในป่าเป็นหลัก รักสันโดษ และไม่ค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก และด้วยความที่มีวิถีชีวิตอยู่ในป่าเป็นส่วนใหญ่ ชาวมละบริจึงไม่ได้รับการศึกษา แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมีเยาวชนในเผ่าที่ลงมาอาศัยอยู่ในพื้นที่นอกป่ามากขึ้น จึงได้รับการศึกษามากขึ้น โดยเธอเป็นคนแรกที่เรียนจบปริญญา

ติ๊กฉายภาพ “ชีวิตชาวมละบริ” ว่า คนมละบริจะกังวลเรื่องความปลอดภัยจากสังคมภายนอก จึงมักเข้า ๆ ออก ๆ ป่าอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งตัวเธอเกิดและอาศัยอยู่ในป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติขุนสถาน แต่พออายุ 5-6 ขวบ พ่อแม่ต้องออกตามหาญาติ เธอจึงย้ายถิ่น ฐานมาอยู่ที่บ้านห้วยฮ่อม อ.ร้อง กวาง จ.แพร่ และปักหลักอยู่ที่นี่ โดยช่วงที่เธออาศัยอยู่ที่นี่ตอนนั้นยังมีชาวมละบริไม่มาก และเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ก็มีโอกาสได้เรียนหนังสือการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพราะส่วนตัวเธออยากเรียนหนังสือ โดยเธอเรียนจบชั้น ม.3 จากนั้นพออายุ 17 ปี ก็ตัดสินใจออกจากหมู่บ้าน เพื่อมาหางานทำในเมือง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากครอบครัว...

เรื่องนี้ ติ๊กเล่าว่า การที่เป็นชาวมละบริ อีกทั้งเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่งต้องออกจากหมู่บ้านเข้ามาทำงานในเมือง เป็นสิ่งที่คนในหมู่บ้าน รวมทั้งพ่อแม่ มองว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เธอก็ตัดสินใจออกมา เพราะมองว่าหมู่บ้านที่อยู่นั้น เริ่มที่จะไม่เหมือนชุมชนที่เป็นวิถีวัฒนธรรมของชาวมละบริแล้ว เพราะมีแต่คนเข้าไปบงการชีวิตว่า จะต้องทำอะไร ยังไงก็ต้องทำตามเขา จนไม่มีความเป็นตัวตนของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจออกจากหมู่บ้านมาทำงานที่ตัวเมือง โดยยึดอาชีพขายน้ำปั่นให้กับเด็กนักเรียน



หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็มีคนมาบอกว่ามีชาวมละบริอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยหยวก อ.เวียงสา จ.น่าน เธอจึงรับเป็นอาสาสมัครเพื่อเข้าไปช่วยสอนภาษาให้คนกลุ่มนั้น แต่พอไปถึงที่หมู่บ้านดังกล่าว คนในนั้นไม่ยอมให้คนภายนอกเข้าไปพัฒนา แม้แต่คนชนเผ่าด้วยกันก็ไม่ให้เข้า จึงตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในเมืองตามเดิม

ในช่วงที่กลับมาทำงานในเมืองครั้งนี้ ติ๊กก็ได้มีโอกาสเรียนเพิ่มทางด้านการเย็บผ้า ซึ่งตอนนั้นน้องสาวของเธอได้รับพระราชทานทุนอาหารกลางวันจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเธอเองก็เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านด้วย รวมถึง ได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งคอยติดตามเด็กชนเผ่าที่ได้รับพระราชทานทุน หลังจากนั้นท่านก็ชวนให้เธอมาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาแห่งนี้ พร้อมความฝันที่จะสร้างหมู่บ้านมละบริขึ้น โดยติ๊ก ได้เล่าว่า เข้ามาอยู่ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนากัน 9 คน เป็นเด็กและเยาวชนที่มาเรียนงานฝีมือด้วยกัน หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้คิดว่าจะกลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิม แต่คิดแค่จะเอาความรู้ไปทำงานในตัวเมือง แต่ทีนี้ตอนที่อยู่ที่ภูฟ้า อาจารย์ที่ดูแลก็ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนต่อ เธอจึงมีโอกาสเรียน กศน.ต่อจนจบชั้น ม.6 จากนั้นก็ไม่คิดที่จะเรียนต่อแล้ว เพราะหลังเรียนจบพ่อแม่ได้ย้ายมาอยู่กับเธอด้วย จากนั้นเธอก็แต่งงาน ซึ่งตามวัฒนธรรมชนเผ่ามละบริ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะต้องเชื่อฟังสามี แต่ด้วยความฝันที่ต้องการเป็นผู้นำชุมชน อยากช่วยพัฒนาให้ชาวเผ่ามละบริมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องทำตามความคิดคนอื่น ดังนั้น เธอจึงเลือกเดินตามความฝัน จนได้เป็นประธานหมู่บ้าน เป็นผู้นำชุมชนในที่สุด

ติ๊กเป็นคนหัวดื้อตั้งแต่เด็กก็ว่าได้ค่ะ” ...เธอกล่าว พร้อมรอยยิ้มใส ๆ



แต่การเป็น “ผู้นำคน” ก็ไม่ใช่งานง่าย ยิ่งการเป็นผู้นำชุมชนของชาวมละบริยิ่งยาก ซึ่งเธอได้เล่าว่า การที่จะเป็นผู้นำในชุมชนชาวมละบริไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวมละบริส่วนใหญ่ถึงจะเติบโตมาด้วยกัน แต่การที่จะมารวมตัวกันได้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะนิสัยส่วนใหญ่จะมีความอิสระของตัวเองสูง ยิ่งเธอเองก็เป็นผู้หญิง และตอนนั้นอายุเพียง 24 ปี ทุก ๆ คนจึงยังไม่ยอมรับ โดยติ๊กบอกว่าต้องใช้เวลานาน 5-6 ปี คนในเผ่าจึงไว้ใจ และยอมรับ ทั้งนี้ ติ๊กบอกอีกว่า สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ ส่งเสริมให้เด็กชาวมละบริได้เรียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน จึงส่งเสริมให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านที่เรียนจบ ม.6 ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จึงติดต่อไปที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยทางมหาวิทยาลัยได้เข้ามาให้คำแนะนำในเรื่องการเรียนต่อ พร้อมสนับสนุนให้ส่งเด็กในหมู่บ้านไปเรียนต่อด้วย

เราเป็นผู้นำ ในเมื่ออยากให้เด็กในเผ่าได้เรียน เราก็ต้องทำให้เขาดู จึงตัดสินใจลงไปเรียนด้วย โดยได้รับพระราชทานทุนจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์” ...ติ๊กกล่าว

พร้อมบอกอีกว่า สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ที่ผ่านมามีทั้งอาจารย์ และพี่ ๆ จาก มจธ.คอยย้ำอยู่เสมอว่า หมู่บ้านจะเข้มแข็งได้ จะพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ต้องเกิดจากคนภายในหมู่บ้านเท่านั้น ไม่ใช่จากคนภายนอก และอาวุธสำคัญที่จะช่วยพัฒนาได้นั้น คือความรู้ เธอเองจึงตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องไกลตัวชาวเผ่าอย่างเธอที่จะนึกฝันว่าจะมาถึงวันนี้... วันที่เป็น “บัณฑิตคนแรกของเผ่ามละบริ”...
ติ๊กเล่าต่อว่า ช่วงแรกที่ตัดสินใจเรียน ก็มีความรู้สึกกลัวมาก กลัวจะสู้คนอื่นไม่ได้ และตอนเรียนนั้น ได้แค่ปี 1 ก็ตัดสินใจจะไม่เรียนแล้ว แต่ผู้ใหญ่ให้กลับมาคิดว่า ชาวมละบริเวลามีปัญหาหรือเจอปัญหาก็จะใช้วิธีการหนีปัญหา ถ้าทำแบบนั้นก็จะไม่ได้ช่วยยกระดับชีวิตของชาวมละบริอย่างแน่นอน ซึ่งความรู้จะใช้พัฒนาคนในเผ่าได้ ที่สุดก็เลยเกิดแรงฮึดที่จะทำให้สำเร็จ และที่สุดก็สามารถเรียนจบตามเกณฑ์ 4 ปี เหมือนกับคนทั่วไป



ปัจจุบันนี้มีชาวมละบริที่ศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 6 คน โดยติ๊กเป็นคนแรกที่เรียนจบเมื่อปีที่แล้ว และกำลังรอรับปริญญาปีนี้ อีกคนที่จบตามมาคือน้องสาวของติ๊กเอง และยังมีเด็กมละบริอีก 4 คน ที่กำลังเรียน และจะจบตามมาในอีกไม่ช้า ตอนนี้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือกันทุกคนแล้วค่ะ” เธอกล่าว พร้อมแววตาภูมิใจ

ติ๊กเล่าย้อนอดีตด้วยว่า เมื่อก่อนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน เด็กที่มาเที่ยวหลาย ๆ คนมักไม่กล้าลงจากรถ เพราะกลัวคำว่า “ผีตองเหลือง” ซึ่งเป็นคำเรียกที่คนที่ไม่เข้าใจใช้เรียก ชนเผ่าเธอ แต่ปัจจุบันนี้ ชาวชนเผ่าสามารถเดินเข้าไปพูดคุยเพื่ออธิบายทำความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวได้ทราบข้อมูลแล้วว่า คนมละบริไม่ใช่ผี จนทุกวันนี้ทำให้ชุมชนมละบริมีนักท่องเที่ยวสนใจอยากจะเข้ามาศึกษาชีวิตชนเผ่านี้เพิ่มขึ้น โดยติ๊กกล่าวว่า “มีหลายคนที่มาแล้วก็กลับมาอีก ปีใหม่ก็ยังส่งของขวัญมาให้พวกเราด้วย ทำให้พวกเรามีเพื่อนเพิ่มขึ้น ที่สำคัญทำให้สังคมเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเรามากขึ้นด้วย”

ทิ้งท้าย ติ๊กเผยกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า “ดีใจที่ชาวมละบริในหมู่บ้านมีเพื่อนจากโลกภายนอก ไม่ใช่เฉพาะคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่ศูนย์มละบริภูฟ้า สามารถดำรงชีวิตได้ 2 แบบ ได้อย่างไม่อายใคร!! ไม่ว่าจะอยู่ในป่าตามวิถีชนเผ่า หรือจะออกมาสู่สังคมเมือง ก็สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ไม่ต้องมีใครพาไป ซึ่งเมื่ออยู่ในป่าก็เอาชีวิตรอดได้ อยู่ในเมืองก็ไม่ต้องอายใคร” ...เป็นถ้อยคำเรียบง่าย แต่ก็ลึกซึ้ง จากสาวคนนี้...

“บัณฑิตคนแรก” ของ “ชาวมละบริ”.

.............................................................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 15.63K