อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

จากขายก๋วยเตี๋ยวไก่เร่ร่อน กลายเป็นเศรษฐีนั่งนับเงิน!

ในที่สุดพ่อค้าร้านอาหารตามสั่งยื่นคำขาด“มึงมาขายตรงนี้ไม่ได้แล้วไปขายที่อื่น” ทำให้พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่รถเข็นเข้าใจ มันเป็นความลำบากในชีวิตที่ต้องเผชิญ แต่ต้องสู้และผ่านมันไปให้ได้ พุธที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 08.00 น.


เป็นนักข่าวตระเวนอาชญากรรมไม่เพียงตระเวนหาข่าวท่ามกลางการจราจรรถหนาแน่นในกรุงเทพพระมหานครเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสตระเวนหาของกินอร่อยๆ ไปด้วย บางครั้งก็ได้เรื่องราวดีๆ ต่างๆ นานากลับไปเขียนให้ผู้อ่านได้ยลกัน

หลายสิบปีก่อน พ่อค้ารายหนึ่งเข็นรถมาที่หน้าร้านอาหารตามสั่งเพื่อขอขายก๋วยเตี๋ยวไก่ที่ตนทำมาใส่รถเข็น ตรงจุดที่ขอขายนั้น เมื่อถึงช่วงเที่ยงก็จะมีคนเดินทางมากินอาหารที่ร้านอาหารตามสั่งเป็นประจำ แบบต้องกินเพราะไม่มีของกินอื่นในละแวกนี้อีกแล้ว รสชาติก็งั้นๆ

“ขายไปเลย” ทางเจ้าของร้านอาหารตามสั่งอนุญาต เพราะเห็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวมีท่าทางนอบน้อมสัมมาคารวะ จึงอนุญาต “ดีเสียอีก คนจะได้สั่งมากินร้านฉันได้ด้วย ไหนลองมากินชามสิ” เมื่อแกลองชิมก็พลันปรากฏว่าก๋วยเตี๋ยวของพ่อค้าหนุ่มนั้น รสชาติดียิ่งนัก โดยเฉพาะน้ำซุปรสชาติอยู่ในระดับลิ้นสั่นไหว ใจสั่นลึก สมองสั่งการจดจำความอร่อยได้อย่างเอกอุ น่ายินดีเจริญอาหารนัก “อร่อยใช้ได้นี่นา...” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งพูดออกมาขณะซดน้ำซุปอย่างเมามัน



แต่ช่วงแรกๆ ความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวไก่ยังไม่ได้เลื่องลือสะท้านไปในหมู่คนกินเท่าใดนัก พ่อค้าหนุ่มทำได้เพียงเข็นรถมาที่ร้าน และเข็นตระเวนขายไปทั่ว ก่อนจะเอารถไปจอดเก็บไว้ที่ประจำ แล้วนั่งรถเมล์กลับหอพักโทรมๆ ก่อนจะรีบตื่นแต่เช้ามาซื้อของแล้วนั่งรถเมล์ไปยังรถเข็นเพื่อปรุงรสก่อนตระเวนขายอยู่ทุกวี่ทุกวัน เมื่อถึงยามเที่ยงพ่อค้าหนุ่มก็จะมาที่ร้านอาหารตามสั่งเป็นประจำ

ทางเจ้าของที่เห็นดังนั้นก็สงสารไม่คิดจะเก็บค่าเช่าอันใด ทำได้เพียงขอน้ำซุปมาซดฟรีทุกวัน เมื่อถึงวันอาทิตย์ก็เดินทางไปเล่นม้าที่สนามม้ากันเป็นประจำ ระหว่างเสียม้าก็นั่งคิดว่า ไอ้พ่อค้านี่คงจะขายได้ไม่นานก็คงเจ๊งไปแน่!!

แต่มนุษย์นั้น การกินถือเป็นเรื่องสำคัญ กลิ่นหอมของน้ำซุป ความนุ่มของเนื้อไก่ เส้นก๋วยเตี๋ยวที่นวลลิ้นยั่วน้ำลาย สูตรของพ่อค้าหนุ่ม ไม่นานและไม่นาน ชื่อเสียงความอร่อยก็ค่อยๆ เลื่องลือ มาบัดนี้คนเริ่มมาดักรอกินก๋วยเตี๋ยว นานเข้าและนานเข้า พ่อค้าก็ไม่ต้องตระเวนเข็นรถอีกแล้ว ก็มาประจำที่หน้าร้านอาหารตามสั่งเลย เพราะมีคนมาดักรอกินเป็นจำนวนมาก ไม่ถึงบ่ายสองทุกอย่างก็หมด บางวันลูกค้ามาสาย “โห...อดกินเลยนะพี่ วันหลังทำมาเยอะๆ หน่อยนะ”

“ได้ครับ...” พ่อค้าหนุ่มก้มหน้ารับคำตำหนิที่ลูกค้าเสียดายไม่ได้กินอย่างอิ่มใจ

ชื่อเสียงความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวไก่รถเข็นเลื่องลือยิ่งนัก เหล่านักข่าวตระเวนอาชญากรรมรุ่นเก่าก็มาดักรอกินด้วย จากปากต่อปาก ทุกเสียงค่ำร่ำลือ ทำให้พ่อค้าหนุ่มมีรายได้ดีมากขึ้น

แต่คนเรานั้นยามรุ่งมักมีคนอิจฉา!!



ก๋วยเตี๋ยวไก่เป็นที่นิยม ขณะที่อาหารตามสั่งไม่มีใครเข้า เจ้าของร้านเริ่มไม่พอใจก๋วยเตี๋ยวที่ขายหน้าร้าน จึงเริ่มเก็บค่าเช่า พ่อค้าหนุ่มยินดีจ่าย ทั้งๆ ที่ตรงจุดขายนั้นเป็นถนนของหลวง หนักเข้าๆ ก็เริ่มเรียกค่าเช่าแพงขึ้น แต่พ่อค้าหนุ่มก็ยินดีจ่าย เพราะยังมีลูกค้ามาตระเวนเข้าคิวกันเป็นจำนวนมาก

“วันอาทิตย์หยุดนะครับ” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่บอกลูกค้า “ขอพักบ้างนะครับ...”

ฟากเจ้าของร้านอาหารตามสั่งที่หลังๆ เริ่มเสียม้าและเงินทองร่อยหรอ มองดูความสำเร็จของก๋วยเตี๋ยวด้วยความตาร้อนอิจฉา ต้องกำจัดมัน ถ้าไม่มีมันแล้ว เราก็คงจะขายอาหารได้ ในที่สุดจึงยื่นคำขาด “มึงมาขายตรงนี้ไม่ได้แล้ว ไปขายที่อื่น” คำขาดที่พูดทำให้พ่อค้าหนุ่มเข้าใจ มันเป็นความลำบากอย่างหนึ่งในชีวิตที่เขาต้องเผชิญและผ่านมันไปให้ได้

ทีแรกเจ้าของร้านอาหารตามสั่งคิดว่า เขาคงจะขายดีมากขึ้น แต่ปรากฏว่าลูกค้ายังขาดแคลนเหมือนเดิม คนแห่ตามก๋วยเตี๋ยวไก่รถเข็นที่ตระเวนขายห่างออกไป โดยไปตั้งขายหน้าร้านขายอุปกรณ์ห่างจากร้านอาหารตามสั่ง 200 เมตร ทางเจ้าของร้านอาหารรู้เรื่องก็พยายามไปบอกให้เจ้าของร้านอุปกรณ์ไล่ไป

“ไล่มันทำไม คนทำมาหากินต้องช่วยเหลือกันสิ มันก็นิสัยดี คนขยันแบบนี้เราต้องสนับสนุนสิวะ” เจอแบบนี้เจ้าของร้านตามสั่งทำได้เพียงก้มหน้าอย่างเซ็งๆ กลับไป



วันคืนล่วงผ่าน พ่อค้าหนุ่มมีเงินทองมากขึ้นๆ จนแต่งเมียได้คน เขาตัดสินใจขอเช่าที่ข้างร้านอาหารตามสั่งเพื่อขาย ในที่สุดลูกค้าก็ได้มีที่นั่งกินอย่างสะดวกสบาย เงินมากขึ้นเขาก็ตัดสินใจซื้อที่โดยรอบทั้งหมด ทำเป็นบ้าน ทำเป็นร้าน ถึงตอนนั้นไม่ปรากฏว่าร้านอาหารตามสั่งหายไปไหน เหลือเพียงร้านขายอุปกรณ์เท่านั้นที่ยังอยู่

จากพ่อค้าหนุ่มมาเป็นเจ้าของร้านวัยชรา ทุกวันตอนเที่ยง หากมีรถเข็นมาขอขายหน้าร้าน แกจะอนุญาต แถมให้ขายฟรีด้วย “เป็นคนค้าคนขายมันต้องช่วยเหลือกัน” แกบอกลูกค้าที่มากิน บางคราวแกคิดเงินก็ไม่คิดค่าน้ำ หากคุยกันคุ้นเคย แม้จะเป็นพ่อค้าที่เคยเข็นรถก๋วยเตี๋ยว แต่แกก็รู้เรื่องสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างดี

มื่อก่อนพวกนักข่าวมันมากินจ่ายเงินแล้วก็แถมหนังสือพิมพ์ติดรถไว้ ผมได้อ่านทุกวัน หลายฉบับด้วย ทุกวันนี้เลยติดต้องซื้ออ่านประจำ”



มันเป็นชีวิตที่แกภาคภูมิใจ เพราะมันสร้างด้วยสองมือของแก ความลำบากในอดีตหล่อหลอมให้แกเข้มแข็ง ทำงานเก็บเงินและดิ้นรนต่อสู้ แกมั่นใจว่าสูตรก๋วยเตี๋ยวที่แกได้รับมาลองผิดลองถูกหลายปี กว่าจะออกตระเวนขายหาที่ตรงนี้ และขายจนลูกค้าติดเป็นจำนวนมาก จนมีเงินทองขอเช่าที่ ซื้อบ้านให้ตัวเอง ให้ลูกสาว ลูกชายคนเล็ก ทุกวันนี้แกไม่ได้ลงมือทำก๋วยเตี๋ยวเองอีกแล้ว มือที่ผิวด้านผ่านริ้วรอยความร้อนของน้ำลวกจนชาชิน เป็นเครื่องเตือนใจแกเสมอ


“ชีวิตมันต้องสู้นะ ถ้าตั้งใจทำก๋วยเตี๋ยวให้คนกินต้องดีที่สุด ไม่เอาเปรียบ วันหนึ่งมันจะต้องมีวันเป็นของเราได้...” แกเล่าอย่างภาคภูมิใจ เหมือนคนทำซูชิของร้านอาหารดังในญี่ปุ่น มืออาชีพ...จริงๆ

ผมนั้นก็ไปกินเสียบ่อย เพราะแอบมองลูกสาวแกที่สวยใช้ได้ชวนน่าจีบ แต่พลันที่รู้ว่าแต่งงานแล้ว ก็ได้แต่กินก๋วยเตี๋ยวไปปาดความเสียดายไป นี่แหละกระมัง...ที่เขาเรียกว่า... ชีวิตต้องสู้” ทั้งแก ทั้งผม และประเทศไทย!!
…....................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


ขอบคุณภาพประกอบจาก : wongnai, Photo by Rita

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    90%
  • ไม่เห็นด้วย
    10%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.81K