อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

บันเทิงเริงรมย์"ออสการ์" 'เพศ-การเมือง'รางวัลโลก

หลังจากหนังเกย์อารมณ์เหงา “moonlight” ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทำให้รู้สึกว่าออสการ์ใจกว้างขึ้น ต่อไปหนังที่มีการพูดถึงกลุ่มหลากหลายทางเพศจะได้รับการยอมรับมากขึ้น พฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2560 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ในช่วงเช้าตามเวลาไทย ก็มีการประกาศผลรางวัล “อคาเดมี อวอร์ด” หรือ ออสการ์” รางวัลสำหรับโลกภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ถือว่า ใหญ่ที่สุด และมีสีสัน มีคนสนใจมากที่สุดในแต่ละปี สำหรับรางวัลด้านบันเทิงใหญ่ๆ ในอเมริกานั้นมีอยู่ 4 รางวัล เขาเรียก EGOT” ประกอบด้วย E คือ Emmy award เป็นรางวัลที่แจกสำหรับภาพยนตร์ หรือซีรีย์ที่ฉายทางทีวี G คือ Grammy award เป็นรางวัลสำหรับสายเพลง O ก็ออสการ์ หรือ Academy award และตัวสุดท้าย T คือ Tony award เป็นรางวัลที่แจกสำหรับละครเวที

อันว่า การทายผล “ออสการ์” นั้น บางปีก็ไม่มีอะไรน่าลุ้นหรอก ผู้ชนะแบบว่า...นอนมา ผลออสการ์เขาจะเก็งๆ รางวัลใหญ่กันจาก 3 เวทีที่จัดก่อนหน้านี้ คือ “ลูกโลกทองคำ บาฟต้า” (ประมาณออสการ์ของอังกฤษ) แล้วก็ screen actors guild” (SAG) ที่เป็นการให้รางวัลนักแสดง ส่วนใหญ่ถ้าประเภท “เต็งหาม” มาเลย ก็จะคว้ารางวัลจาก 3 เวทีนี้มาก่อน แต่ก็มีบางปีที่มี “ม้ามืด” มาให้ลุ้นๆ บ้าง ให้เห็นว่า ผลออสการ์ก็ไม่ใช่อะไรที่จะทำนายง่ายๆ





ปีนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้แหละ เพราะ “ตัวเต็งหามมาเลย” คือ
“La la land” หนังเพลงเกี่ยวกับการใฝ่หาความฝันในวงการบันเทิงของคนหนุ่มสาวแห่งอเมริกา เรื่องนี้เป็นสถิติที่ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 14 สาขา และปีนี้อาจเป็นรอบของหนังเพลง หลังจากที่ได้เรื่องสุดท้ายย้อนไปตั้ง 10 กว่าปีก่อน คือ เรื่อง Chicago และหนังมันก็มีกลิ่นอาย “อเมริกันส ดรีม” ที่เอาใจชาวอเมริกัน เอาใจกรรมการได้ไม่ยาก แต่พอประกาศภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขึ้นมาก็เซอร์ไพรส์กันพอสมควร

เพราะปีนี้ดันไปได้หนังฟอร์มเล็ก คือ
“moonlight” และเป็นหนังแนวที่ออสการ์ไม่ค่อยแล คือ 1.เป็นหนังที่มีตัวละครเป็นคนดำทั้งชุด แต่ไม่ใช่หนังที่พูดถึงปัญหาการเหยียดผิว ซึ่งหนังเหยียดผิว เวทีออสการ์รัก ที่ผ่านมาที่เห็นเคยได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ driving miss Daisy ที่คู่แข่งปีนั้นสายแข็งทั้งนั้น แต่หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้ล้มแชมป์หนังอันเป็นแรงบันดาลใจและหนังอันเป็นที่รักของใครๆ หลายๆ คน อย่าง dead poet society, my left foot, born on the fourth july, field of dreams หนังเหยียดผิวยุคหลังๆ มาที่ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก็เรื่อง crash แล้วก็ 12 years a slaves





2. “moonlight” เป็นหนังเกย์!! หนังเกย์นี่ออสการ์ยิ่งไม่ค่อยแลเลย ขนาดปีที่มีหนังคนรักเพศเดียวกันเป็นที่ฮือฮา และเป็นที่รักของหลายคน อย่าง brokeback mountain” คนเชียร์ก็ยังไม่ค่อยหวังว่าหุบเขาเร้นรักนี่จะได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และก็จริงดังคาด รางวัลใหญ่ที่สุดที่หนังเรื่องนี้ได้ไป คือ “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” (อัง ลี หรือหลี่อัน ผู้กำกับชาวไต้หวันชื่อดัง ที่คว้าออสการ์สาขากำกับมา 2ตัวแล้ว) สุดท้ายภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนั้นก็ได้หนังเหยียดผิวเรื่อง crash” (มีเสียงค่อนแคะว่า เพราะกรรมการออสการ์ส่วนใหญ่เป็นชายแก่ผิวขาวหัวโบราณ ที่รับเรื่อง “ความแตกต่าง” ไม่ค่อยได้)

นักแสดงที่เล่นบทคนรักร่วมเพศจะเป็นตัวละครที่ถูกจับตามองมากว่า มีโอกาสคว้ารางวัลสูง แต่ถ้าเป็นหนังเกย์ โอกาสที่จะคว้ารางวัล หรือโอกาสที่จะถูกเสนอชื่อเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจะน้อยกว่าโอกาสของนักแสดง ลองมาไล่ๆ ดูหนังเกย์ พูดถึงปัญหาของเกย์กับสังคม การใช้ชีวิตหรือความรักของเกย์ ที่เคยชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดูจะมีเรื่องแรกที่นึกออก คือ the crying game” หนังที่ได้ชื่อว่ามีจุดหักมุมอันฮือฮาที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์



เมื่อก่อนคงเซอร์ไพรส์กัน แต่หนังมันนานแล้ว วันนี้คงรู้กันครึ่งโลกว่าเซอร์ไพรส์ที่ว่าคืออะไร? ฉากหน้าของ the crying game” คือ หนังแนวอาชญากรรม แต่พอดูจบอารมณ์มันกลายเป็นหนังรัก เป็นหนังรักที่สวยงามสำหรับหลายๆ คนด้วย เพราะมัน “รักที่เธอเป็นเธอ” โดยมองข้ามมิติเพศสภาพ ปีนั้นแพ้ unforgiven” หนังคาวบอยของคลินท์ อีสต์วู้ด

ถัดไปอีกหลายปี ก็เป็นปีที่หลายคนเรียกว่า “ออสการ์ของคนนอก” มีหนังเกย์เข้าชิง 2 เรื่อง ซึ่งเรื่องแรกคือหนังโรมานซ์คาวบอยbrokeback mountain...หุบเขาเร้นรัก” ที่มาพร้อมคำโปรย “ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติ” คาวบอย 2 คน ไปเลี้ยงแกะอยู่ลำพังในหุบเขาห่างไกลก็เผลอใจรักกันได้ แม้ว่าต่อมาต่างคนต่างก็ไปมีครอบครัว แต่ยังมีวันที่ลอบเร้นมาพบกัน...พยายามทำอะไรให้ถูกต้องแต่รักไปแล้วมันห้ามใจไม่ได้ เรื่องนี้เป็นหนังรักที่มีฉากดีๆ น่าจดจำหลายฉากมาก



หนังเกย์อีกเรื่องหนึ่งที่ชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน คือ capote” หนังพูดเรื่องช่วงหนึ่งในชีวิตของนักเขียนเกย์ชื่อดัง Trueman Capote (งานเขียนของเขา เช่น Breakfast at Tiffany) คาโปตีได้ข่าวฆ่ายกครัวสยองในรัฐแห่งหนึ่ง จึงมีไอเดียอยากเขียนนิยายกึ่งสารคดีข่าว ความทุ่มเทหาข้อมูล พูดคุยกับฆาตกรของคาโปตี ทำให้ว่ากันว่าเขาตกหลุมรักฆาตกร จนคาโปตีสามารถเขียนงานชิ้นที่ดีที่สุดในชีวิต คือ in cold blood” (มีหนังสือแปลไทย ชื่อเรื่องฆาตกร) แต่เหมือนเป็นคำสาปว่า เขาเอาวิญญาณเข้าแลกกับการสร้างงานชิ้นนั้นแล้ว ทำให้คาโปตีไม่เคยเขียนนิยายเรื่องอื่นจบอีกเลย



3 เรื่องที่ผ่านมา เป็นหนังเกย์แนวรักหรืออารมณ์ แล้วก็มีหนังเกย์ที่พูดถึงมิติทางสังคมมาเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่องนั้น คือ Milk” สร้างจากชีวประวัติฮาร์วี่ย์ มิลค์ อดีต ส.ว.สหรัฐอเมริกาที่ประกาศตัวเป็นเกย์ชัดเจน และจะทำเพื่อสิทธิ LGBT หนังพูดถึงการต่อสู้รณรงค์ที่ต้องเริ่มจากความชัดเจนในความต้องการของตัวเองว่า จะบอกสังคมเรื่องอะไร และจุดประกายให้เกิดพลังในกลุ่มเล็กๆ ก่อนจะขยายตัวให้ใหญ่ และไปถึงระดับการเมืองเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะได้



เป็นหนังว่าด้วย “การเคลื่อนไหวทางสังคม” ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ปีนั้นแพ้ slumdog millionaire” และหนังเกย์เรื่องก่อนสุดท้ายที่เข้าถึงรอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ไม่กี่ปีก่อน คือ imitation game” หนังสร้างจากเรื่องจริงของ อลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่แกะรหัสอินิกมาของเยอรมันได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และทำให้ฝ่ายอังกฤษชนะสงคราม อลัน ทัวริง เป็นเกย์...ซึ่งในยุคนั้นพฤติกรรมรักร่วมเพศถือว่า “ผิดกฎหมาย” จึงถูกลงโทษโดยการจับฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจน เพราะเชื่อว่าเป็น “การรักษาเกย์” (แลกกับไม่ต้องจำคุก)

ในที่สุด อลัน ทัวริง ฆ่าตัวตายตอนอายุ 40 ต้นๆ เท่านั้น โดยการกินแอปเปิ้ลกับไซยาไนต์ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เกิด กระแสเคลื่อนไหวทางสังคม เรียกร้องทางอินเทอร์เน็ตให้รัฐบาลอังกฤษอภัยโทษในความผิดข้อหารักร่วมเพศและขอโทษ ทัวริง อย่างเป็นทางการจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องอภัยโทษให้ ทัวริง สอดคล้องกับข่าวที่เพิ่งออกมาว่าเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2017 ชายชาวอังกฤษเกือบ 50,000 คนที่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายต่อต้านเกย์ ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการอภัยโทษโดย สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงอนุมัติกฎหมายพระราชทานอภัยโทษให้แก่ชายชาวอังกฤษทุกคนที่เคย “มีความผิดฐานรักร่วมเพศ” ให้ไม่ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมอีกต่อไปในอังกฤษและเวลส์ การอภัยโทษนี้มีผลกับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ในส่วนผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมดังกล่าวที่ยังมีชีวิตอยู่ ชื่อของพวกเขาก็จะถูกลบออกจากแฟ้มประวัติอาชญากรรมเป็นรายๆไป (ถ้าใครสนใจลองสืบค้นโดยใช้คีย์เวิร์ด United Kingdom, pardon, gay ก็จะเห็นข่าว)

แล้วก็มาปีนี้แหละ ที่หนังเกย์อารมณ์เหงา moonlight” ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หนังค่อนข้างเรียบเรื่อยสไตล์หนังอาร์ต คือเน้นการถ่ายโคลสอัพใบหน้าเพื่อสื่อสารความรู้สึกของตัวละคร มากกว่าการออกการแสดงอะไรมาก ซึ่งคนที่ทนแนวๆ นี้ไม่ได้อาจเบื่อเอาง่ายๆ มันไม่ใช่หนังแนวตลาด (เอาจริงออสการ์ก็ชอบหนังแนวตลาด หรือหนังป๊อบอยู่พอสมควร) แต่ถ้าคนชอบการแสดงนิ่งๆ ลึกๆ น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ (โดยเฉพาะฉากดูโอครึ่ง ชม.สุดท้ายของเรื่อง เรียกได้เลยว่าเป็นฉากที่หวาม และหวานมาก อารมณ์แบบ in the mood for love หนังหว่องคาไว มาเต็ม)

การที่หนังเรื่องนี้ได้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างภาคภูมิ มันก็ทำให้รู้สึกว่า “ออสการ์ใจกว้างขึ้น” ที่ต่อไปหนังที่มีความแปลก มีการพูดถึง “คนนอก” อย่างกลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มศาสนาอื่น หรือแนวใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ขวัญใจอเมริกันชนจะได้รับการยอมรับโดยสถาบันของอเมริกันว่า “มันยอดเยี่ยม” แล้วเวทีก็จะหลากหลายมากขึ้น





อย่างไรก็ตามสิ่งที่ฮือฮาพอๆ กัน (หรืออาจมากกว่า) การที่หนังคนดำแถมเป็นหนังเกย์ได้ออสการ์ คือ กรณีจดหมายผิดซอง!! เมื่อผู้ประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ วอเรน เบตตี้ และ เฟย์ ดันนะเวย์ ดาราลายครามแห่งฮอลลีวู้ด เผลอรับซองจากทีมงานผิด ไปรับเอาซองนำหญิงยอดเยี่ยม (ที่ดันมีชื่อหนังกำกับ) มาแล้วก็อ่านว่า La la land” ได้ ...(เรื่องนี้ก็เป็นตัวเต็งของหลายสำนัก) ทีมงานดีใจใหญ่ ขึ้นไปกล่าวขอบคุณดิบดี จนพิธีกรต้องแก้หน้าว่า... “moonlight” ต่างหากชนะ

ทีม la la land” ก็แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีเยี่ยม โดยการบอกว่า ขออยู่บนเวทีเพื่อจะส่งต่อรางวัลให้ทีมจาก moonlight” อันนี้น่าชมเชย กลายเป็นนาทีที่น่าจดจำนาทีหนึ่งท่ามกลาง “ความอัปยศ” (นาทีที่น่าจดจำแต่ไม่อัปยศในเวทีแกรมมี่ก่อนหน้านี้ คือ อเดล อุทิศรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมให้  “lemonade ของบียอนเซ่”  และบอกว่า อัลบั้มของเธอเยี่ยมมาก) ก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องไปไล่บี้ทีมงานกันต่อไปว่าทำไมพลาด (ข่าวลือว่ามัวแต่สนใจเล่นทวิตเตอร์กัน)

และสีสันของออสการ์งานนี้ แน่นอน คงไม่พ้นการจิกกัด “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำอเมริกาคนใหม่ จนว่ากันว่า เรียกเรทติ้งให้เวทีออสการ์ (หลังๆ เรทติ้งชักจะกร่อย) ได้อีกโขทีเดียว เพราะคนอยากรู้ “ความเห็นของคนดัง” ที่จะจิกกัดผู้นำ แถมยังมีความคิดกันเสียด้วยว่า ออสการ์ปีนี้จิกกัด “โดนัลด์ ทรัมป์” ในเรื่องการมอบรางวัลนโยบายทางการเมืองของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือ การกีดกัน “คนนอก”

เช่น นโยบายไม่เอามุสลิม หรือลักษณะของทรัมป์ที่ค่อนข้างเป็นคนเหยียดเพศ (อันนี้ทรัมป์โดนวิจารณ์หนักมาก ตั้งแต่คำพูดไม่ค่อยดีตอนยังเป็นเจ้าของเวทีมิสยูนิเวิร์ส) พอเห็นเหยียดกันมาก คนก็มีความเชื่อว่าเลยมอบรางวัลให้หนังเกย์ (แถมเป็นหนังคนดำ) มันซะเลย



แล้วกีดกันมุสลิมนักใช่ไหม? งั้นรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยมก็มอบให้ Mahershala Ali” จาก moonlight” มันซะเลย เพราะรายนี้แกเป็นมุสลิมผิวสี (คนผิวสีในแอฟริกาเป็นมุสลิมเยอะ โดยเฉพาะแอฟริกาตอนบน) แถมรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมก็ให้เรื่อง The salesman หนังจากอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติที่ทรัมป์กีดกันเรื่องการออกวีซ่าให้

ดูๆ ไปมันก็เป็นการส่งความหมายว่า คนอเมริกันยอมรับเรื่องความหลากหลาย ทั้งเพศ ศาสนา เชื้อชาติแล้วนะ แต่นโยบายผู้นำมันคร่ำครึ ที่จะมองเรื่องความต่างเป็นภัยมากกว่ามองว่าเป็นความสวยงาม คนมีเสรีทางความคิด พอมีช่องไหนแสดงออกได้ก็ทำให้โลกเห็น เพราะ “ออสการ์” มันถ่ายทอดไปทั่วโลก และสร้างภาพที่ดูดีได้มากทีเดียว

ก็เป็นสีสันน่าสนใจและน่าบันทึกไว้สำหรับ “งานประกาศผลออสการ์” ปีนี้.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 70