อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เด็ก + ไส้เดือนดิน + เกษตรอินทรีย์

เมื่อเด็กๆ เห็นไส้เดือนตัวเป็นๆ ก็ไม่กลัว และมีผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตการเลี้ยงไส้เดือนให้ดูก่อน จากนั้นให้ลองทำตามเพื่อนำมูลไส้เดือนไปทำปุ๋ยใช้ปลูกผักในแปลงเกษตรอินทรีย์ ศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น.


ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน “พลังเด็ก พลังเมือง” ของนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่น 6 สถาบันพระปกเกล้า “กลุ่มเสือ” กลุ่มนี้มีโครงการสร้างจิตสำนึกพลเมืองระดับประถมศึกษา โดยเริ่มจากโรงเรียนเล็กๆ ในกรุงเทพมหานคร เขตยานนาวา

สมาชิกในกลุ่มเสือเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งแรกที่ประชุมกันในกลุ่ม ทุกคนมีความเห็นว่า จะเลือกโรงเรียนไม่ใหญ่โตเกินไป เพราะโรงเรียนที่ใหญ่และมีความพร้อม เด็กๆ มักจะได้รับการสนับสนุนรอบด้านอยู่แล้ว ทั้งด้านพื้นฐานครอบครัว พื้นที่และอุปกรณ์จากโรงเรียน และเรื่องสำคัญคือเรื่อง “กิจกรรมนอกเวลาเรียนเวลาของเด็กๆ จากโรงเรียนใหญ่มักจะถูกดึงไปทำอย่างอื่นเสียหมด ถ้าอยากจะปลูกฝังจิตสำนึกพลเมือง ต้องใช้เวลา ความรับผิดชอบและความตั้งใจพอสมควร ดังนั้นทางกลุ่มจึงเลือกที่จะทำโครงการกับโรงเรียนขนาดเล็ก

พอดีกับที่สมาชิกในกลุ่มคุ้นเคยกับพื้นที่ในเขตยานนาวา แจ้งว่า มีโรงเรียนเล็กหลายโรงเรียนให้ลองไปลงพื้นที่สำรวจดู ผมฟังเรื่องราวในการเลือกโรงเรียนแล้วน่าสนใจดีครับ “กลุ่มเสือ” เล่าว่า เขาให้เด็กๆ แต่ละชุมชนวาดรูปบ้านของตัวเอง เป็นการบอกเล่าเรื่องผ่านภาพและพอจะประเมินสิ่งที่ได้เห็นในภาพว่า บ้านของน้องๆ มีอะไรบ้าง จนไปสะดุดอยู่รูปหนึ่ง “บ้านไม่มีหน้าต่าง” จึงไปสำรวจดู ก็พบว่าบ้านไม่มีหน้าต่างจริงๆ สภาพชุมชนโดยรอบเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีทางเข้าแคบๆ มีโรงเรียนเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางตึกสูงและโรงงานรอบด้าน โรงเรียนนั้นชื่อว่า “โรงเรียนวัดคลองใหม่” ทางสมาชิกเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนถึงจุดประสงค์ของโครงการ ในที่สุดโครงการ “พลังเด็ก พลังเมือง” จึงได้เริ่มต้น

สิ่งที่ “กลุ่มเสือ” อยากปลูกฝังจิตสำนักของพลเมืองเด็ก ออกมาในรูปของการให้ความรู้ในด้านเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่ใช่แบบที่มาสอนว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไรอย่างเดียว เด็กต้องได้ลงมือทำจริง ได้เรียนรู้ ได้แก้ปัญหา แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ดึงผู้มีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง หรือคนในชุมชนได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน มีการทำซ้ำ ขยายผล และต่อยอดให้ดีขึ้น มีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้ (เด็กที่เข้าโครงเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.5 ปีหน้าจะเป็นพี่ ป.6 สามารถให้คำปรึกษาน้องๆ ป.5 รุ่นใหม่ได้) ถือว่าเป็นโครงการที่ทำแบบยั่งยืน



เริ่มต้น ถ้าพี่ๆ “กลุ่มเสือ” เข้าไปบอกน้องๆ ว่าจะเลี้ยงไส้เดือนแล้วให้จับไส้เดือน แค่ได้ยินชื่อ เด็กๆ ก็ร้องอี๋แน่ๆ แต่ทีมนี้เขามีกลยุทธ์ค่อยๆ นำเสนอเกี่ยวกับไส้เดือนว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ กินของสะอาดนะ ไม่ได้กินของเน่าเสีย เพราะฉะนั้นตัวเขาจะสะอาด ถ้าตรงไหนที่ไส้เดือนอยู่ได้ แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นดินดี

หลังจากนั้นพี่ๆ ก็บอกถึงพันธุ์ไส้เดือนที่น้องๆ จะได้เลี้ยงชื่อว่า “ไส้เดือนดิน” พูดถึงวงจรชีวิต ข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เราจะได้มูลไส้เดือน เพื่อนำไปขายเป็นปุ๋ยมูลไส้เดือน หรือนำปุ๋ยนี้ไปใส่ผักที่ปลูกในราง ตะกร้า และแปลงปลูกผักได้ การนำเสนอเป็นการ์ตูนที่วาดน่ารักมากครับ ทำให้เด็กๆ เข้าใจง่ายและมีทัศนคติที่ดีต่อไส้เดือนตั้งแต่แรก



เมื่อได้เห็นไส้เดือนตัวเป็นๆ เด็กๆ ไม่กลัว และมีผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตการเลี้ยงไส้เดือนให้ดูก่อน หลังจากนั้นให้เด็กๆ ลองทำตาม แบ่งกลุ่มกันรับผิดชอบ โดยมีกะละมังเลี้ยงไส้เดือนของแต่ละกลุ่มในโรงเรือนวางเรียงซ้อนลงมา มีชื่อและตารางเวลาที่สมาชิกต้องมารดน้ำให้ดินชุ่มชื้นทุกวัน



นอกจากจะถามพี่ๆ “กลุ่มเสือ” แล้ว ผมลองทดสอบถามน้องๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงไส้เดือน เด็กทุกคนบอกวิธีทำได้หมดตั้งแต่ต้นจนจบ เด็กๆ บอกว่าต้องรอ 30 วันถึงจะเก็บมูลไส้เดือนได้ โดยนำสิ่งที่อยู่ในกะละมังมาร่อน เพื่อแยกมูลไส้เดือนที่มีขนาดเล็กกว่า ออกมาจากมูลโค (ที่เป็นอาหารไส้เดือน) เมื่อได้มูลไส้เดือนอย่างเดียวแล้ว ก็นำมาแพ็คใส่ถุง 1 กิโลกรัม ติดฉลากที่พวกเขาคิดและวาดกันเอง เพื่อเตรียมนำไปขาย

วิทยากรตัวน้อยพาผมเดินชมสวนแปลงเกษตรอินทรีย์ บอกถึงพันธุ์พืชที่เขาได้ปลูก ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง ผักปวยเล้ง กะเพรา พี่กลุ่มเสือเสริมว่า ส่วนใหญ่ผักที่ปลูกจะเป็นผักสวนครัว เพราะเคยแนะนำผักสลัดให้กับน้องๆ แต่น้องๆ กินไม่เป็น เลยนำผักที่พวกเขาชอบกินมาปลูกดีกว่า พอวันเก็บผัก ก็นำไปให้แม่ครัวของโรงเรียนและให้ เด็กนำไปทำกับข้าวที่บ้าน



วันนี้มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือโครงการนี้ให้มีความยั่งยืนต่อเนื่องจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตยานนาวา ส่งเสริมเรื่ององค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อการพึ่งพาตนเองและนำไปประกอบเป็นอาชีพ กลุ่มบริษัทซีดีจี (ที่ขายนาฬิกา GARMIN) ส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและจัดกิจกรรม workshop และสุดท้าย คือ โรงเรียนวัดคลองใหม่ ที่อนุญาตให้โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ของเด็กและผู้ที่สนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์…จะเห็นได้ว่ามีความร่วมมือจากท้องถิ่น เอกชน และโรงเรียนอย่างเข้มแข็ง

ผมชอบโครงการนี้นะครับ ไม่ต้องทำใหญ่โตอลังการ แต่ลงลึกในรายละเอียดและนำไปใช้ได้จริง ก่อนกลับ ผมถามเด็กๆ ว่าทำไมต้องเอาผักไปปลูกในตะกร้า เด็กๆ บอกว่าบ้านพวกเขาเล็กไม่มีพื้นที่ ปลูกในตะกร้าใช้พื้นที่น้อยและเคลื่อนย้ายง่ายดีด้วย สุดท้ายผมอุดหนุน “ปุ๋ยมูลไส้เดือน” ของเด็กๆ ราคาเพียง 30 บาทเท่านั้น (ผมเคยเห็นขายกันทั่วไปเกือบ 50 บาท) จาก “ไส้เดือนดิน” นำไปสู่ “สิ่งดีๆ” อย่างนี้น่าสนับสนุนครับ
….......................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 17