อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

มอง'แผนปรองดอง'รัฐบาล ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายๆ

ความน่าสับสนมึนงงของรัฐบาลในวันนี้ คือโครงสร้างคณะกรรมการปรองดองชุดใหม่เยอะจนเรียกไม่ค่อยถูก ควรจะสรุป ย่น ย่อ ให้มันชัดหน่อย เพราะยิ่งทำให้มันยุ่งยาก คนก็ยิ่งไม่สนใจ พฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม 2560 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการนัดกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อคุยงานการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นนัดแรก เพื่อหารือเรื่อง แผนปรองดอง ปฏิรูป” ฯลฯ อะไรก็ตามที่รัฐบาลบอกตั้งใจจะทำ

เมื่อปีที่แล้วก็มีคนออกมาติติงว่า...รัฐบาลพูดจะสร้างความปรองดองตั้งแต่ปี 57 แต่ก็ไม่เห็นได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในเรื่องนี้ จนกระทั่งตอนต้นปี 60 บิ๊กตู่” เลยปิ๊งไอเดียตั้ง คณะกรรมการ ป... นี่ขึ้นมา แล้วก็มีคณะกรรมการอะไรยิบย่อย เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ กัน

แต่หลักการพื้นฐาน คือ “มาเริ่มนับหนึ่งฟังความเห็นกันใหม่” ซึ่งก็ทำให้หลายๆ คนเซ็งบ่อนไปพอสมควร (หรือไม่สนใจไปแล้ว) ว่า รัฐบาลทำอะไรเหมือนพายเรือวนในอ่าง ก็ไอ้การรับฟังความเห็นมันทำมาแล้วกี่ครั้ง? ฟังแล้วฟังอีกไม่เห็นจะทำอะไรเป็นรูปธรรมชัดๆ กันสักที...

รัฐบาลที่แล้วก็อย่างนี้ คือตั้งเวทีฟังความเห็นในระดับภูมิภาค รวมความเห็นเข้าสู่ส่วนกลาง ฯลฯ แล้วพอมารัฐบาลใหม่ ความเห็นที่รับฟังไว้ไม่รู้ลอยออกอ่าวไทยไปไหนแล้ว มาเริ่มกันใหม่ ทั้งที่ปัญหาเอาเข้าจริงก็ปัญหาเดิมๆ ที่ไม่แก้ไขกัน คือ ความแตกแยกของอุดมการณ์ทางการเมือง

ความแตกแยกเกิดจากอะไร? ก็พูดกันหลายรอบแล้วว่า... เกิดจากการที่พยายามมุ่งเอาชนะกันทางความคิด ว่า... “อุดมการณ์กูถูก มึงผิด” ไม่ยอมลดราวาศอกกัน



แล้วต่อมา ความแตกแยกก็ขยายหนักขึ้น เพราะเกิดเหตุว่า...การสลายการชุมนุมในปี 53 มีปัญหาเพราะผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากการหาตัว “ฆาตกร” หรือผู้สั่งการทำไปได้อย่าล่าช้า ก็ไปโยงกับอุดมการณ์ตัวว่า “เพราะเราเป็นขั้วการเมืองฝั่งนี้ จึงไม่ได้รับความเป็นธรรม” พอมีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองตั้งแต่ปี 53 เขาก็เสนอมาแล้วว่า กระบวนการทำความจริงให้ปรากฏมันสำคัญ

คดีของผู้เสียชีวิตปี 53 อยู่ในชั้นศาลและชั้น ป.ป.ช. บางคดีเขาก็พิสูจน์วิถีกระสุนได้แล้วว่ามาจากฝั่งไหน แต่ความล่าช้า คืออยู่ในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งเวลานักข่าวไปถามก็จะได้รับคำตอบคล้ายๆ กัน คือ “เร่งอยู่และไม่ได้นิ่งนอนใจ” พอผ่านไปเรื่อยๆ ก็เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกเกี่ยวกับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจของนักการเมืองเสียงข้างมาก ที่ลักหลับกฎหมายให้ผ่านสภาฯ ตอนตีสาม แล้วก็เกิดการประท้วงตามมา

พอประท้วง ก็มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก ขณะเดียวกัน ข้อเสนอของม็อบ กปปส.ในวันวาน ก็ถูกมองว่า “ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย” เพราะปฏิเสธการเมืองแบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ให้หารัฐบาล “เทพประทาน” ไม่รู้ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อทำการปฏิรูป ขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามต่อรองที่จะใช้คำสั่งสำนักนายกฯ ตั้ง กก.ปรองดองขึ้นมา แต่ม็อบไม่เอา บอกว่าไม่มีอำนาจจะสอยรัฐบาลปูให้ได้อย่างเดียว

มันก็กลายเป็นความขัดแย้งของสังคมซ้ำขึ้นมาอีก เกี่ยวกับความหมายของประชาธิปไตยและการปฏิรูป ฝั่งหนึ่งเขาก็บอกว่า ประชาธิปไตยแท้มันทำแบบนี้ไม่ได้ อย่างไรฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติต้องมาตามระบบที่ถูกต้อง แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า มันต้องหา “คนดี” มาทำ ก็ยักแย่ยักยันกันอยู่อย่างนี้ไม่มีฝั่งไหนยอม เลยถูกยึดอำนาจ



โดยสรุปคือปัญหามันก็มาจากความจริงที่ไม่ได้เปิดเผย และก็มีความขัดแย้งกันเรื่องความหมายของประชาธิปไตย แต่บางคนแถวนี้เขาสรุปให้สั้นๆ ว่า มันเริ่มจากเอาหรือไม่เอาอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นแหละ โอเคว่ามันเริ่มจากตรงนั้นก็อาจจริง แต่ว่าขณะนี้มันขยายมายังเรื่องอื่น เรื่องหาความจริง และการจะเปิดเผยความจริงได้หรือไม่ ก็รอให้เป็นการตัดสินใจของผู้มีอำนาจไป แต่เรื่องความหมายของประชาธิปไตย มันซับซ้อนและพูดยากว่า ที่สุดแล้วคนไทยให้ค่าอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “ระบบดี” กับ “คนดี”

ระบบดีก็ไม่ใช่ว่า เอาแค่อะไรๆ ก็ต้องให้ “มีส่วนร่วมโดยการเลือกตั้ง” พอเลือกตั้งก็จบกัน รัฐบาลบอกประชาชนไม่ต้องสนใจการเมือง (เช่นตอนที่อดีตนายกฯ ทักษิณบอกประชาชนไม่ต้องสนใจอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้ไปดูบอลโลกแทน) มันต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งการเปิดให้สามารถเสนอกฎหมายได้ เสียงประชาชนมีอำนาจถึงถอดถอนนักการเมือง ไม่ต้องถึงคดีทุจริต แค่จริยธรรมก็ควรจะเล่นงานได้ อย่างพวกไม่ยอมเข้าประชุมสภา หรือพฤติกรรมน่ารังเกียจอื่นๆ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า ต้องย่อยเรื่องซับซ้อนให้ง่าย โจทย์ใหญ่ก็นี่แหละ เรื่องความจริงกับความหมายประชาธิปไตย จัดการแก้ไข พัฒนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็เถอะ แต่ให้ได้ออกมาเป็นข้อสรุปที่สังคมถือเป็นข้อเสนอที่รับฟังได้ไม่มีข้อโต้แย้ง ถ้าจะให้เพิ่มอีกเรื่องก็คือ การแก้ไขกระบวนการยุติธรรมให้เป็นอิสระจริงๆ และสามารถทำคดีความได้รวดเร็ว...ที่คิดไว้ มันก็พ้องๆ กับที่เขาศึกษากันมาก่อนหน้านี้แหละ ก็ไม่รู้จะรับฟังความเห็นครั้งใหม่ทำไม

มีคนแถวๆ นี้ที่มองโลกในแง่ร้าย ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าไม่ใช่ประวิงเวลา คือตั้งกรรมการอะไรต่อมิอะไรมาบอกว่า ทำนะ...แต่จริงๆ ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ก็น่าจะเป็นว่าส่งสัญญาณให้มีการ “ต่อรอง” เกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองบางอย่างว่าจะเอาเรื่องไหนมาเจรจา และรัฐบาลต้องการอะไร มันก็คิดกันไปได้หมดล่ะถ้าเชื่อทฤษฎีที่ว่า ทุกอย่างในโลกมันมีการสมคบคิดกันทั้งนั้น เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ “ผลประโยชน์” แต่ก็อย่าเพิ่งตีความไปอย่างนั้น เรารอดูผลสรุปของรัฐบาลก่อนว่า
เขาจะให้การปรองดองออกมารูปไหน?



อันหนึ่งที่เคยเป็นข้อเสนอที่เขาว่า เป็นของ “บิ๊กป้อม” พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม คือการให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ทำสัตยาบันอะไรบางอย่างหลังจากที่มีการสรุปแนวทางปรองดองแล้ว ทำนองว่า เพื่อให้กลุ่มการเมืองเหล่านี้แสดงท่าทีที่ชัดเจน ว่ามีเจตน์จำนงร่วมในการยอมรับผลการปรองดองที่รัฐบาลผลักดันออกมา และจะทำตามแผนต่างๆ เหล่านี้

ถ้าเช่นนั้น อันหนึ่งที่ต้องทำ คือสัตยาบันที่ว่า พรรคการเมืองต่างๆ จะต้อง
1.ไม่บอยคอตการเลือกตั้ง เพราะปัญหาการเมืองติดล็อคที่ผ่านมา มันมาจากพรรคใหญ่บอยคอตการเลือกตั้ง เห็นได้จากรัฐประหาร2ครั้งในช่วง 10กว่าปีที่ผ่านมานี่แหละ ที่พอบอยคอตปุ๊บ...พังเลย การเมืองสะดุดทำอะไรไม่ได้ ปัญหาอะไรก็ไม่ได้เอามาเข้าสู่กลไกสภาฯ

2.หากมีความขัดแย้งระหว่างเสื้อสี แกนนำกลุ่มการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหว สามารถแสดงท่าทีได้ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องเอาประเด็นความขัดแย้งนั้นเข้าสู่ที่ประชุมร่วม 2สภา และยอมรับผลการชี้ขาดของที่ประชุมร่วม ไม่ใช่เห็นว่าไม่ถูกใจก็ประกาศไม่ชนะกูไม่เลิกอีก ปัญหาทั้งหมดเอาเข้าสภาจะดีที่สุด อย่างน้อยก็เชื่อได้ว่าสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง (ส่วนวุฒิสภาแล้วแต่จะคิด อาจมองว่าเป็นสภาของกลุ่มคนดีกันก็ได้) และถ้าไม่แอ๊บกันก็ยอมรับเถอะว่า กลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่ม มันก็มีพรรคการเมืองหนุนหลังอยู่ ก็ใช้กลไกของพรรคการเมืองนั่นแหละให้เป็นประโยชน์

3.พรรคการเมือง ควรต้องฟังท่าทีของสังคมในการผลักดันร่างกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งซ้ำอีก อ้าว...!! ใครจะรู้ว่าวันหน้าใครจะเที่ยวปลุกผี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาหรือไม่ รวมถึงกฎหมายที่อาจสร้างความขัดแย้งอื่นๆ ที่อาจต้องทำประชาพิจารณ์ก่อนดำเนินการก็ต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นที่เป็นจริงทั่วถึง ไม่ใช่เอาแต่แกนนำกลุ่มหนุนหรือกลุ่มต้านไม่กี่คนออกมาพูด

และถ้าพบว่ามีเสียงต้านในระดับที่ “รับฟังได้” ก็ต้องถอยกฎหมายนั้น อย่าใช้วิธีลักหลับ หรือดันทุรังโหวตไปเพราะเชื่อไปเอง (หรือใครมาสั่ง) ว่าสำคัญ อันนี้เห็นว่ากลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า กฎหมายใดๆ ก็ตาม ต้องฟังเสียงผู้เกี่ยวข้องให้รอบด้าน เพื่อให้การตรากฎหมายเป็นไปอย่างโปร่งใส และเกิดกระบวนการมีส่วนร่วม

ถ้ากฎหมายที่เกี่ยวกับความขัดแย้งของสังคม กระทบวิธีคิดหรืออุดมการณ์ ยิ่งต้องฟังเสียงมากๆ อย่าคิดง่ายๆ ว่าสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา จะเป็นตัวแทนความเห็นที่ครอบคลุมได้เสมอไป บางเรื่องก่อนตรากฎหมายฟังความเห็นกันมาแค่ไหนไม่รู้

นี่คือ 3 ข้อที่เสนอ ถ้าสุดท้ายแล้วกระบวนการปรองดองจะมีการลงสัตยาบันเพื่อให้เกิดผลในการยอมรับและการปฏิบัติกันจริงๆ แต่เห็นว่า การจะให้ทำสัตยาบัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่เอาขึ้นมาซะแล้ว เพราะบอกว่า “เซ็นต์ไปก็ฉีกได้” มันก็จริง ถ้าคนมันจะไม่เคารพกฎหมายอะไรมันก็ทำ ขอแค่มีพวกมาก ประเภทเรียกร้องให้ยกเลิกใช้วิธีการทางกฎหมาย (เลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล) ก็เห็นเคยทำกันมาแล้วด้วยซ้ำ

งั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องรอดูว่า สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไร เพื่อให้ไอ้ที่คุยๆ กันเกิดผลในทางปฏิบัติเป็นจริงเสียที หลังจากยื้อกันมานับ 10 ปีแล้วเรื่อง “ปรองดอง” บางครั้งไอเดียที่ว่า ให้ทุกคนยอมรับ เข้าใจ มันก็เป็นเรื่องดี แต่มันเป็นสิ่งที่กว่าจะเกิดขึ้นคือต้องทำระยะยาว ซึ่งไม่รู้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่คนจะเลิกดูถูกอุดมการณ์การเมืองระหว่างกันว่า กูดีกว่ามึง ไอ้ที่มึงเชื่อ มึงว่าใช่ คือมึงผิด มึงโง่

แต่ค่อนข้างเชื่อว่า เรื่อง “การปรองดอง” คงต้องมีบางอย่างที่ออกมาเป็นกฎหมาย หรือกระทั่งคำสั่งพิเศษตาม ม. 44 เพื่อให้เห็นว่า มีการ “ขยับ” หรือ “บังคับใช้” ข้อเสนอในเชิงนโยบายให้เห็นบ้าง


อย่างไรก็ตาม ความน่าสับสนมึนงงของรัฐบาลในวันนี้ คือ โครงสร้างคณะกรรมการปรองดองชุดใหม่ (คือมันเยอะจนเรียกไม่ค่อยถูก แต่หลักใหญ่ใจความคือเอามาทำปรองดองปฏิรูปนั่นแหละ) คือมันเยอะ ชื่อยาวไปหมด ขนาดคนทำข่าวเขายังบ่นๆ ว่าเขียนกันไม่ค่อยจะถูก ชื่อชุดอะไร ใครอยู่ชุดไหน ชุดไหนทำงานอะไร ก็เห็นว่าควรจะสรุป ย่น ย่อ ให้มันชัดหน่อย เพราะยิ่งทำให้มันยุ่งยาก คนยิ่งไม่ค่อยสนใจ

รัฐบาลยิ่งต้องการ “ตีปี๊บผลงาน” อยู่ เพราะเห็นพูดบ่อยๆว่า ต้องการให้ประชาชนรับรู้และทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ก็ทำอะไรให้เข้าใจง่ายหน่อยเถิด อย่างน้อยลดๆ เรื่องไอ้โครงสร้างซับซ้อนบ้างก็ดี.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : ทำเนียบ รัฐบาล


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 164