อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สวัสดีฮอกไกโดหน้าหนาว : รู้จักเมืองเคมบูจิ ตอน 1

“เมืองเคมบูจิ” เป็นเมืองเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกผัก และปลูกมันฝรั่งที่อร่อยมาก จึงนำมันฝรั่งนำมาแปรรูปทำเป็นขนมถุงๆ ให้คนไทยซื้อกลับมาเป็นของฝาก ศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น.


ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก รัฐบาลฮอกไกโด ให้ไปเยี่ยมชมเมืองเคมบูจิและเมืองต่างๆ รวมถึงมอบหมายให้แต่งนิทานเรื่องใหม่ด้วย เมื่อได้รับกำหนดการตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว ผมต้องถามกลับว่าทำไมจึงเจาะจงให้ไปหน้าหนาว (ซึ่งหนาวมากๆ แบบ -12 องศาเซลเซียส) เนื่องจากครั้งก่อนนั้นผมเคยไปในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศดีมาก ทางรัฐบาลฮอกไกโดตอบกลับมาว่า...

เราอยากให้ครอบครัวคุณได้สัมผัสฮอกไกโดด้วยประสบการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม”

หลังจากผมออกจากสนามบิน คนขับรถพาผมไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาลฮอกไกโด เพื่อไปสวัสดีเจ้าภาพในการเดินทางครั้งนี้ก่อน หลังจากนั้นจึงขับพาเราขึ้นไปทางเหนืออีก 3 ชั่วโมงเพื่อไปพักที่
“เมืองเคมบูจิ” หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้ ผมขออนุญาตเล่าให้ฟังว่าเมืองเคมบูจิเป็นอย่างไรนะครับ

“เมืองเคมบูจิ” สะกดภาษาอังกฤษว่า Kembuchi” ถ้าค้นหาใน google อาจจะเจอคำว่า Kenbuchi แต่ชาวเมืองนี้ยืนยันว่าต้องสะกดและออกเสียงแบบนี้ เมืองเคมบูจิอยู่ทางเหนือของเกาะฮอกไกโด เป็นเมืองเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกผัก และปลูกมันฝรั่งที่อร่อยมาก มันฝรั่งนำมาแปรรูปทำเป็นขนมถุงๆ ให้คนไทยซื้อกลับมาเป็นของฝาก นอกเหนือจากนั้นเมืองเคมบูจิได้ชื่อว่าเป็น เมืองหนังสือภาพ” มีจุดที่ทุกคนต้องแวะไปคือ หอสมุดประจำเมืองที่มีนิทานจากญี่ปุ่นและนิทานจากทั่วโลกนับหมื่นเล่ม

ที่นี่มีการจัดประกวดนิทานทุกปี แต่รู้กันเฉพาะคนในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ประชากรในเมืองมีแค่ 5,000 คนเท่านั้น ด้วยความเป็นเมืองไม่ใหญ่โต และออกจะเป็นชนบทสักหน่อย แต่นั่นแหละครับ...เสน่ห์ของเมืองเคมบูจิ คนในเมืองนี้มีจิตใจดีและน่ารัก ขอเกริ่นแค่นี้ก่อน มาดูกันดีกว่าว่า... เมืองเคมบูจิ” มีอะไรน่าไปเที่ยวบ้าง



เมื่อถึง “เมืองเคมบูจิ” เราเข้าพักที่โรงแรมประจำเมือง ผมชอบโรงแรมนี้ เพราะได้นอนพักสไตล์ญี่ปุ่น มีชุดยูกาตะให้เปลี่ยน นอนบนเสื่อทาทามิ และที่ชอบมากที่สุดก็คือ โรงแรมนี้มีออนเซนให้ได้ลงไปแช่ทั้งเช้าและเย็น คืนแรกที่มาถึง เจ้าหน้าที่ประจำเมืองเคมบูจิบอกว่ายังไม่มีโปรแกรมอะไร เพราะอยากให้เราพักผ่อนก่อน แต่เขาก็ทิ้งท้ายไว้ว่า...ถ้าคุณไม่เหนื่อยเกินไป อยากชวนลูกชายไปฝึกยูโดกัน เพราะเขาเป็นครูสอนยูโดหลังเลิกงานด้วย ผมกับภรรยาพยักหน้าตกลง เอาสิครับ…เจอกิจกรรมนอกโปรแกรมแบบนี้น่าสนุกจะตาย เราเลยไปที่โรงเรียนยูโดหลังจากอาหารมื้อค่ำ

เจ้าหน้าที่เมืองเคมบูจิชื่อ “มัสสะซัง” ให้ผมและลูกชายเปลี่ยนเป็นชุดยูโดผ้าหนักๆ หนาๆ แล้วเข้าแถว เรียนไปพร้อมกับเด็กญี่ปุ่นที่มาซ้อมหลังเลิกเรียน เริ่มจากบริหารร่างกาย เมื่อวอร์มได้ที่ “มัสสะซัง” ก็ให้คุณครูท่านอื่นๆ สลับมาเป็นคู่ต่อสู้ให้กับลูกชาย เวลา 2 ชั่วโมงผ่านไปไวมาก ผมและลูกชายเหงื่อชุ่มทั้งตัว

เด็กๆ ญี่ปุ่นทั้งผู้หญิงและผู้ชายอยากรู้จักกับเด็กไทยที่เพิ่งมาใหม่ โชคดีว่าเรามีล่ามไปด้วย “คุณอาริ” ช่วยแปลความต้องการของเด็กทั้ง 2 ฝ่าย คุยเรื่องโปเกมอนบ้าง เป่ายิงฉุบบ้าง สอนคำไทยให้พวกเขาลองพูดดูบ้าง หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เด็กๆ เล่นกันเอง เด็กๆ ก็เล่นวิ่งไล่จับด้วยกันได้แม้จะพูดกันคนละภาษาก็ตาม



เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ลูกชายผมสนุกที่สุด เพราะเขาชอบหิมะมาก เขามักจะเดินออกไปกลางแจ้ง แล้วอ้าปากกินหิมะที่ตกลงมา พอรู้ว่ากิจกรรมวันนี้เกี่ยวกับหิมะล้วนๆ เขาถูกใจมากครับ เราไปที่ ฟาร์มอัลปาก้า ชื่อ Viva Alpaca Farm” (www.viva-alpaca.jp) ผมเคยมาที่นี่เมืองปีก่อน น่าทึ่งว่าภูเขาที่เคยเป็นทุ่งสีเขียวด้านหลังได้แปลงไปเป็นลานกิจกรรมหิมะในฤดูหนาวที่น่าสนุกมากครับ

เริ่มต้นด้วยการให้ครอบครัวเราซ้อน Snow Mobile ขึ้นไปบนภูเขาสูง ที่นั่นมีศาลานั่งพักเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ใครอยากสนุกก็เล่นโหนชิงช้า เล่นปาลูกบอลหิมะใส่กัน พอหอมปากหอมคอ แล้วก็กลับลงมาเพื่อเตรียมพบกิจกรรมอื่นๆ ต่อ ตอนขาขึ้นไปนี่ไม่เท่าไหร่ครับ แต่ตอนนั่ง Snow Mobile ลงเขามันชันและลมหนาวตีจนหน้าชาไปหมดเลยครับ อย่างไรก็ตามผมค่อนข้างมั่นใจในความปลอดภัย เพราะ Snow Mobile คันใหญ่มาก และคนขับเป็นคุณลุงเจ้าของฟาร์มนั่นเอง

กิจกรรมต่อไปคือ การนั่งในแพยาง หรือ Snow Rafting ให้ทุกคนขึ้นไปนั่งบนแพยาง แล้วมี Snow Mobile ลากนำทาง คนขับก็จะขับฉวัดเฉวียนให้แพส่ายไปมา (แต่ไม่ถึงกับทำให้คว่ำนะครับ) กิจกรรมนี้ตื่นเต้นตูมตามสะใจมากครับ



ที่นี่ไม่มีสกีนะครับ แต่มี Zipfy คล้ายๆ sled เฉพาะบุคคล หนึ่งคนนั่งเพียงหนึ่งอัน “คุณฮอมมะ” ผู้จัดการอัลปาก้าฟาร์ม เธอเป็นคนน่ารักและพูดภาษาอังกฤษได้ดี เธอมาสอนลูกชายผมเล่น Zipfy โดยให้นั่งลงไป แล้วค่อยๆ ไถลงมา เวลาจะเลี้ยวให้ใช้ตัวเอียงไปซ้ายหรือขวาเพื่อกำหนดทิศทาง เล่นไปสัก 3-4 รอบ ลูกชายผมชักคล่อง เลยขึ้นไปบนเนินที่ชันหน่อย แล้วไถลลงมาที่ตีนเขาเลยครับ บางครั้ง Zipfy คว่ำก็ไม่เป็นไร เพราะหิมะมันนุ่มและชุดเสื้อกันหนาว (ที่ทางฟาร์มเตรียมไว้ให้) หนามากครับ ไม่มีบาดเจ็บใดๆ แน่นอน

ฤดูหนาวที่นี่ค่อนข้างมืดเร็วครับ 4 โมงนิดๆ พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว เจ้าลูกชายขอปั้นสโนว์แมน “คุณฮอมมะ” เห็นว่าเวลาเหลือน้อย จึงเอาแม่พิมพ์สำหรับปั้นสโนว์แมนขนาดจิ๋วมาให้ โดยโกยหิมะใส่ลงไปในแม่พิมพ์ 2 ข้าง แล้วนำมาประกบกันก็จะกลายเป็น สโนว์แมนตัวจิ๋ว ทันทีเลยครับ



ก่อนกลับ “คุณฮอมมะ” พาเราไปที่โรงเลี้ยงอัลปาก้า ทั้งภรรยาผมและคุณอาริชอบที่สุดครับ เพราะอัลปาก้าที่นี่ขนยาวมาก ขนยาวขนาดที่เราเอามือเข้าไปแล้วจมหายไปทั้งมือครับ ขนนุ่มมาก แถมไม่ต้องกลัวโดนกัดเพราะอัลปาก้ามีแต่ฟันล่างอย่างเดียวครับ

“คุณฮอมมะ” นำอาหารเม็ดมาให้เรา แค่วางที่มือเท่านั้น ฝูงอัลปาก้า 7-8 ตัวก็มารุมล้อมเลยครับ เจ้าลูกชายผมมีตัวโปรดชื่อ ออร์เร้นจิ (เจ้าส้ม) ซึ่งมีผมหยิกๆ สีส้มสมชื่อ ส่วนผมขอกอดลูกอัลปาก้าตัวใหม่ของฟาร์มชื่อ โซระ (ท้องฟ้า) ขนสีขาวนุ่มน่ารักมากๆ แค่วันแรกก็สนุกแล้ว เดี๋ยวพบกันวันที่สองกับกิจกรรม “ตกปลาในทะเลสาบน้ำแข็ง” ตอนต่อไปนะครับ
….......................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://www.facebook.com/cloudbookfanpage

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 3