อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ขาดประชุม-ตบหัวเด็กเสิร์ฟ ภาพลักษณ์เสีย'แม่น้ำ5สาย'

ข่าวเชิงลบของแม่น้ำ 5 สาย ที่จำๆ กันได้ คือข่าวสถิติขาดประชุมของสนช. ที่เห็นแล้วขนลุก ไปจนถึง สปท.ด้านพลังงานไม่รู้ว่าไม่พอใจอะไรตวัดหลังมือโดนหน้าเด็กเสิร์ฟจนถึงขั้นแจ้งความเอาผิดกัน พฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม 2560 เวลา 08.00 น.


ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร เรียกว่า “ภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” ของรัฐบาล หรือภาวะ “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” ก็น่าจะได้ เพราะมันเกิดเรื่องประเภท “ลดความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาล และองคาพยพของรัฐบาล ที่เขาเรียกของเขาว่า “แม่น้ำห้าสาย” ออกมาเรื่อยๆ จริงๆ บางเรื่องมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ค่อนข้างเป็นเรื่องที่เรียกว่า หยุมหยิมน่ารำคาญด้วยซ้ำ

เพียงแต่ว่าพอมันหยุมหยิมเยอะ มันกลายเป็นเรื่องกึ่งๆ จะมีเซ้นส์ของ “อารมณ์ขันแบบร้ายๆ” ในข่าว และกลายเป็นว่า คนจำได้มากกว่าข่าวว่า รัฐบาลทำอะไรด้วยซ้ำ โดยเฉพาะพวกแผนปรองดองปฏิรูปอะไรต่างๆ นานา ที่คิดๆ จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำขึ้นมาแทบล้มประดาตาย แต่ทำไปคนไม่สนใจ เพราะความที่มันเยอะ ซับซ้อน (เรื่องแผนปรองดองอะไร ตอนนี้เห็นว่า เขาไม่สนใจแล้วล่ะว่า ใครทำ กระบวนการคณะกรรมการเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าทำอะไรก็ทำไปเลยแล้วกัน)



ข่าวเชิงลบในส่วนของ “แม่น้ำ สาย” อันแรกที่หลายคนก็คงจำกันได้ ก็คือข่าวที่เว็บไซด์ ilaw เขาไปรวบรวมสถิติการประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาตีแผ่ (พอคิดได้ว่าสาเหตุที่เขาอยากรวบรวม เพราะอยากเห็นว่า สนช.หลายคนก็ใส่หมวก 2 ใบจะทุ่มเทเพื่อภารกิจงานด้านนิติบัญญัติแค่ไหน) เรียกว่า ยิงโป้งเข้าเป้า เพราะเจอจังๆ ว่าบางคนไม่เข้าร่วมประชุม (แล้วแต่จะลาหรือจะขาดก็ตาม) แต่ไม่เข้าร่วมประชุม หลายครั้งจนน่าตกใจ

ก็เลยมีการถามถึง “ความชอบธรรม” กันหนักๆ ว่า “ไหนว่าปวารณาตัวมาทำงานเพื่อชาติ” แต่ดูจำนวนการไม่เข้าประชุมนี่เห็นแล้วขนลุก สมัยก่อนตอนเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา อะไรนี่เขาเคร่งครัดกันพอสมควรนะเรื่องการประชุม มีข่าวคนไหนขาดประชุมที หรือเสียบบัตรแทนที ก็มาว่าประจานกันให้ได้อาย จนหลายครั้งที่คณะกรรมการประสานงาน(วิป) ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายค้านแหละ ต้องบังคับให้เข้าประชุม ใครขาด ใครลาบ่อย อาจโดนลงโทษไม่ส่งลงสมัครครั้งต่อไป



สนช.ยุครัฐบาล พล..สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่รู้เป็นไงบ้าง แต่ สนช.ชุดนี้พอสถิติออกมาก็กลายเป็นที่วิจารณ์ เย้ยหยันกันไปทั้งแผ่นดิน กระทั่ง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องออกมาขึงขังว่าจะสอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาผิดตามประมวลจริยธรรมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะท่าทีของประธาน สนช. ก็อ่อนอยู่ว่า
“ถ้าเป็นการลาอย่างถูกต้องก็ถือว่าไม่ผิด”

จากนั้นฝ่าย สนช. ก็มีการออกมาพูดถึงกฎเกณฑ์การลา การขาด อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ แถมยังมีรับประกันกันอีก ทำนองว่า ไม่ขาดไม่ลากันเยอะหรอก เพราะมันมีเรื่องเบี้ยประชุมเข้ามาเกี่ยวข้อง (คิดว่าคนไม่มาเขาแคร์?) บางคนแถวๆ นี้เขาปรามาสไว้แล้วว่า “ไม่ต้องรอผลสอบอะไรหรอก บอกให้ก็ได้ว่า สรุปว่าลาอย่างถูกต้อง” ก็เอาเป็นว่า ใครตั้งมาก็ไปพิจารณาเอาเองแล้วกัน ว่าถึงลาอย่างถูกต้อง แต่หายไปเกินครึ่งของวาระการประชุมนี่ เรียกว่า “เหมาะสมทางจริยธรรมหรือเปล่า”



เรื่องต่อมา ที่ก็เรียกได้ว่าเป็น “ตลกร้าย” ของรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่ง คือตัวท่านผู้นำ “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่ทราบว่า เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ถึงได้ไปพูดที่ปราจีนบุรี ทำนองอ้อนขอประชาชนว่า “ถ้าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% จะเสียสละกันได้หรือเปล่า เพื่อให้รัฐบาลมีเงินเพิ่มและจะได้นำไปใช้ทำในสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง”

เรียกว่า คำพูดของท่านผู้นำฮือฮาขึ้นมาทันที ขณะที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรงค์ รมว.คลังก็ออกมา “ขัด” ในเชิงว่า ประเทศไทยยังไม่ขาดสภาพคล่องขนาดที่ต้องขึ้นแวต และยังจะขยายเวลาที่จะใช้แวต7% ออกไปอีกปีด้วยซ้ำ แต่อย่างว่า ยุคสมัยข้อมูลข่าวสารลัดนิ้วเดียว ข่าวอะไรๆ มันไปเร็วบรื๋อ ในอินเทอร์เน็ตวันเดียวมีการทำMemeล้อนายกฯ ไปเรียบร้อย ร้อนถึง “โฆษกไก่อู” ต้องออกมาแถลงในช่วงค่ำ ทำนองว่า “ท่านไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นแวต”



คราวนี้ไม่ใช่บางคน หลายคนแถวนี้งงกันเป็นแถบๆ ว่า “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” คืออะไร? ง่ายๆ คนระดับผู้นำที่อำนาจเกือบผูกขาด อยู่ๆ มาพูดว่า “ถ้าจะขึ้นแวตจะเสียสละกันได้ไหม” มันสามารถตีความอย่างไรได้อีกนอกจากอยากจะขอขึ้นแวต แล้วก็ถูกเอาไปโยงๆ กับเรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้อีก ที่เขาว่ากันว่า “รัฐบาลถังแตก” พอมาอ้อนขอขึ้นแวต มันก็ยิ่งย้ำหัวหมุดหนักเข้าไปสิ มีคนเชื่อนะว่าถังจะแตกแล้วจริงๆ เพียงแต่ไม่กล้าพูด (เพราะมันเห็นความล้มเหลว)

วันรุ่งขึ้นหลังที่ท่านผู้นำพูดเอง พอสื่อไปถาม ท่านก็มู้ดดี้ใส่สื่อเองราวกับสื่อผิด? ซึ่งก็ไม่รู้จะงงดีหรือจะขำดีล่ะทีนี้ แต่แน่ๆ คือมันมีเซ้นส์ของความตลกร้ายอยู่ในข่าวว่า “ทำไมเปลี่ยนคำไวจัง” ขณะที่ในเน็ตพอเห็นท่าทีนายกฯ เปลี่ยนก็ทำmemeกันสนุกสนานอีกรอบ ไปเทียบว่ารัฐบาลถังจะแตก ขณะเดียวกันกลับก่องบผูกพันซื้อเรือดำน้ำ ซื้อรถถังจีน (กินก็ไม่ได้)



และยังไม่ทันซื้อก็เล็งๆ ไว้แล้วว่า จะมีการของบประมาณสร้างโรงซ่อม เรื่องเรือดำน้ำนี่มีคนฝากถามว่า เขางงว่าจะจอดไหน? ข่าวว่า โรงซ่อมมันจะอยู่แถวๆ สัตหีบ แต่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม” พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกว่า เรือดำน้ำมันเป็นโอกาสในการสำรวจทรัพยากรฝั่งอ่าวไทย เขางง เพราะแปลว่า จะใช้เรือดำน้ำนี่วิ่งอ้อมคาบสมุทรมะละกากันเลยทีเดียวอย่างนั้นเหรอ?

แต่ตามมาติดๆ ก็คือ อยู่ๆ ก็มีการออกหมายจับ นายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ (คนที่เคยไปติดคุกที่กัมพูชาเรื่องรุกล้ำดินแดนนั่นแหละ) ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจาก นายวีระ ทำโพลที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาล “บ่จอย” ว่าคนมองรัฐบาลแง่ลบก็บอกว่าทำให้เกิดความเสียหาย ทำนองว่าเป็นโพลที่จัดทำด้วยคนกลุ่มหนึ่ง ไม่มีการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นวิชาการจริงๆ การสำรวจคนที่ไม่ชอบรัฐบาลมันก็มีอันอื่นๆ แต่การเอาผิดนี่ หมายถึงการเริ่มไม่อยากฟังเสียงเชิงลบแล้วหรือไม่?

บางคนเขาก็เหน็บๆ รัฐบาลว่า สนิมพังจากเนื้อในตัวนั่นแหละ บางทีพอมีอำนาจมาก คิดว่าตัวเองสั่งอะไรก็ได้ ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ ก็จะ “ปล่อยความเหลิง” ออกมาเรื่อยๆ (เพราะไม่คิดว่าต้องระวังไง) ตั้งแต่ขั้นตลกร้ายไปจนถึงขั้นน่ากลัว แล้วกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลไม่มีทางอำนาจเต็มได้หรอก ถ้าฝั่งหนึ่งมีอำนาจล้นฟ้าทำอะไรก็ได้ (ม.44สั่งอะไรได้หมด)

หรือองค์กรตรวจสอบก็มาจากฝั่งผู้ต้องถูกตรวจสอบนั่นแหละ ทำอะไรมันก็ลูบหน้าปะจมูกหมด แล้วคราวนี้ พอคนเห็นความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น ภาพที่เป็นลบก็สะสมไว้เรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะระเบิดมาในรูปแบบไหน ยังที่ 2เรื่องไม่ทันเงียบดี ก็มีข่าวลดความชอบธรรมองคาพยพ “แม่น้ำ สาย” ขึ้นมาอีกข่าว



คราวนี้เป็นฝั่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อมีข่าวว่า นายอนุสร จิรพงศ์ สปท.ด้านพลังงาน ไม่รู้เกิดไม่พอใจอะไรหนักเข้า จึงเกิด ตวัดหลังมือไปโดนใบหน้าเด็กเสิร์ฟร้านอาหารย่านซอยอารีย์ ทำให้เด็กเสิร์ฟไปแจ้งความ

ต่อมาก็มีข่าวว่า สาเหตุที่แกไม่พอใจ เพราะเด็กเสิร์ฟไปเรียกว่า
“ป๋า” อันนี้จริงๆ ถ้ามองกัน 2 แง่มุม หลายคนเขาก็ถือว่า เป็นพนักงานบริการ มาเรียกแบบนับญาติ มันไม่เหมาะสมเพราะดูไม่ให้เกียรติกัน จริงอยู่...คนไทยชอบมีวัฒนธรรมเรียกใครแบบนับญาติ แต่หลายๆ คนเขาก็ไม่ชอบ เพราะเขาอาจคิดว่า เขามีความไว้ตัว หรือคิดว่าการใช้สรรพนามอื่นเรียกมันรื่นหูและดูสุภาพกว่า ร้านอาหารหรูๆ บางร้าน เขาห้ามไปเรียกแขกแบบนับญาติด้วยซ้ำ เพราะมันดูไม่มืออาชีพ ให้เรียก “คุณ” หรือ “ท่าน”

แต่บางที อาศัยว่าเรียกจนติดปาก หรือคิดไปเอง ว่าลูกค้ามาบ่อย น่าจะมีความคุ้นเคย ก็อาจเรียกด้วยคะนองปากได้โดยไม่ดูว่า เขาไม่ชอบ เขาต้องการความสุภาพ อันนี้ถ้ามองในมุมของความเป็นมืออาชีพ เด็กเสิร์ฟก็มีส่วนผิด แขกให้มาบ่อย ถ้าเขาไม่ปลื้ม หรือไม่แสดงความสนิทด้วยพอ ก็ต้องทำอะไรให้มันดูเป็นทางการเข้าไว้หน่อย งานบริการ มารยาทมันสำคัญ

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า
“ป๋า” เอาจริงๆ แล้ว มันไม่เหมาะเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่ามันดูแก่กว่าใช้คำว่าพี่ แต่ให้สังเกตดูคำว่า “ป๋า” เขามักจะใช้เรียกพวก “ขาใหญ่” โดยเฉพาะในบ่อนหรือสถานบริการ แบบ “เด็กๆ ที่ทำงานในนั้นเขาเรียก” การเรียกด้วยความรู้สึกเคารพน่ะมันมี (อย่างที่เรียก “ป๋าเปรม” อะไรเงี้ย) แต่บางทีคนฟังไม่ได้คิดถึงความรู้สึกนั้น

อย่างไรก็ตามคนที่ผิดกว่า คือ ตัว สปท. นี่แหละ ผิดตรงการแสดงกิริยาตอบโต้ ตามหลักมารยาทสากล การตอบโต้อะไรผู้อื่นที่ไม่ใช่คนคุ้นเคย หรือผู้น้อย มันไม่พึงทำถึงขนาดโดนเนื้อตัวเขา เพราะมันเข้าขั้นการคุกคาม ไปจนถึงอาจถูกมองได้ว่า เป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ที่ตัวเองวัยวุฒิ และฐานะทางสังคมสูงกว่า ลงไม้ลงมือรังแกคนด้อยกว่า

คนยิ่งใหญ่โต ยิ่งมีฐานะทางสังคมดี เราพูดกันปาวๆ ว่า คนพวกนี้แหละที่พึงทำตัวเป็นแบบอย่างของสังคม และขณะเดียวกัน คนพวกนี้แหละที่เป็นที่จับตาของสังคม พอมีอะไรไม่ดี ก็มีโอกาสที่จะโดนแรงเสียดทานได้มากกว่าคนอื่นๆ ด้วย “คนใหญ่คนโต” ต้องคิดกันตรงนี้ เว้นแต่ว่าจะไม่เคยสนใจใคร หรือคิดว่า “เหลิงอำนาจ” ก็ไม่สนใจ แต่ในเมื่ออยู่ในองคาพยพของรัฐบาลที่ประกาศตัว “เคร่งจริยธรรม” ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่ระวัง?

ยิ่งในโลกยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน การระวังตัวยิ่งต้องมีสูงมาก อย่าลืมว่าในสังคมแห่งการจับจ้องมอง ทำอะไรมันมีโอกาสที่กล้องจะถ่าย หรือมีโอกาสที่จะมีการบันทึกประวัติเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่นั้น คือเมื่อมีความอื้อฉาวขึ้นมาก็มีโอกาสที่จะถูก “ขุด” เรื่องอื่นๆ ทั้งเรื่องในอดีต หรือเรื่องจากสิ่งที่เขาคิดกันไปเองว่า เป็นพื้นที่ส่วนตัว อย่างเฟซบุ๊ก ไอจี (ทั้งที่ความจริงมันเถียงกันไม่จบว่าพื้นที่ส่วนตัวหรือสาธารณะ) มาแฉต่อ ซึ่งกรณี
“ป๋า” รายนี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่า หลังเป็นข่าว มีเพจบางเพจไป “ขุด” อะไรขึ้นมาโจมตี เราคงไม่พูดถึงกัน ณ ที่นี้อีก

เมื่อเกิดเหตุนี้ ในช่วงที่ภาพลักษณ์ของ “แม่น้ำสายอื่นๆ” ก็ใช่ว่าจะดีนัก มันก็กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความรู้สึกเชิงตลกร้าย มาเสียดสีรัฐบาล เสียดสีแม่น้ำห้าสาย ให้คนเห็นว่า “การเหลิงแก่อำนาจเป็นอย่างไร” คืออยากทำอะไรก็ทำ พูดอะไรก็พูด (พอกระแสตีกลับไม่ดีก็กร้าวเกรี้ยวคืน) และอยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งพูดก็พูดเถอะ เรื่องแบบนี้คนจำ

ความชอบธรรมที่ลดลงมันทำให้ “การขอความร่วมมือ” หรือ “ขอแรงศรัทธา” อะไรมันทำแทบจะไม่ค่อยได้ แล้วจะอยู่ไปอย่างที่ใครๆ เห็นว่า ไม่ชอบธรรมหรือ ดังนั้น “แม่น้ำ สาย” ทำอะไรระวังตัวมากขึ้นหน่อย.
….....................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงตันหยง”

ขอบคุณภาพประกอบจาก : Click NLA , wikipedia


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 323