อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ธาตุแท้-แผลเน่า

ขนาดทำมาค้าขายในโลกออนไลน์ ก็ยังหนีไม่พ้น จากการถูกตรวจสอบ ไล่ล่าบรรดาผู้หลบเลี่ยงการเสียภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่พอเจอเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับคนชื่อ “ทักษิณ” ความเงียบก็บังเกิดขึ้นทันที ศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 เวลา 01.45 น.


เห็นบทบาท “นายประสงค์ พูนธเนศ” อธิบดีกรมสรรพากร ต่อการหาข้อสรุปการจัดเก็บภาษี “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 กว่า 16,000 ล้านบาท ทำให้นึกถึงชะตากรรมมนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ บรรดาผู้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาทันที

หนีหน้าบรรดานักข่าว ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากนักข่าว ที่ต้องการค้นหาความจริง ยังพอทำใจได้ แต่พฤติกรรมของผู้ดูแลหน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ กับความพยายามคิดค้นรูปแบบ และวิธีการต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บภาษี ต้องบอกว่า น่ายกย่องและสรรเสริญจริง ๆ

ขนาดทำมาค้าขายในโลกออนไลน์ ก็ยังหนีไม่พ้น จากการถูกตรวจสอบ ไล่ล่าบรรดาผู้หลบเลี่ยงการเสียภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่พอเจอเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับคนชื่อ “ทักษิณ” ความเงียบก็บังเกิดขึ้นทันที และมาพร้อมกับพฤติกรรมสื่อบางค่าย ที่เพียรตั้งคำถามทำนองว่า ’การเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ จะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่“ ทำเอามึนกันไปทั้งวงการหมาเฝ้าบ้าน

ครับ...ถูกแล้วล่ะ เมื่อมีข่าวว่า “นายสมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว หาคำตอบ เหตุใดจึงไม่มีการอุทธรณ์ หรือประเมินภาษีการทำธุรกิจของอดีตนายกฯ จะได้รู้คำตอบกันซะที ข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีความเป็นมาอย่างไร

ที่น่าดีใจ...หลังจากเกิดความไม่ชอบมาพากล จากการจัดเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ สื่อหลายสำนักก็ได้สร้างคุณูปการให้เกิดขึ้น นำรายชื่อตัวละครที่เกี่ยวข้อง มาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ จนเข้าใจได้ว่า ทำไมข้าของแผ่นดินบางคนจึงเติบใหญ่ในช่วงคนชื่อ “ทักษิณ” มีอำนาจและบารมี

พอมาถึงวันที่ฟ้าเปิด กระบวนการตรวจสอบทำงานได้เต็มที่ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ถูกเปิดเผยออกมา ถึงแม้นักการเมืองในสังกัดพรรคเพื่อไทย สื่อบางค่ายจะดาหน้าปกป้อง พูดทำนอง มีการนำปมร้อนมากลบความล้มเหลวของรัฐบาล มักตั้งคำถามเรื่องกระบวนการตรวจสอบ แต่พอผู้มีพระคุณ เจอกรรมเก่าไล่ล่า ธาตุแท้และแผลเน่าที่ถูกปกปิดไว้ก็สำแดงออกมาให้สังคมเห็นทันที

ทำให้ต้องคิดถึงข่าวชิ้นนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาจำคุก นางประไพศรี เผ่าพันธุ์ อดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จำเลยที่ 1 รวม 49 กระทง กระทงละ 5 ปี เป็นเวลาทั้งสิ้น 245 ปี ฐานกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และ ... ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) .. 2542 มาตรา 12 ที่เป็นบทหนัก

แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมาย ให้จำคุกสูงสุดไว้ 50 ปี และลงโทษข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับเอกชนผู้เสนองาน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดสมยอมราคา อีกรวม 13 ราย ให้จำคุก คนละ 30-40 กระทง รวมจำคุกตั้งแต่ 100-205 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมาย ให้จำคุกสูงสุด 50 ปี

ถือเป็นวิบากกรรมข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สมควรต้องศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ใช้อำนาจหน้าที่ไปส่งเสริมให้เกิดการกระทำที่ทุจริต และประพฤติมิชอบ วันหนึ่งอาจหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ แต่ถ้ากฎแห่งกรรม วิถีชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์ ก็กลายมาเป็นตกต่ำไปในทันที

มารอดูซิว่า ผลพวงจากการปล่อยปละละเลย ให้กระบวนการจัดเก็บภาษี จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯเกือบหมดอายุความ ใครต้องรับผิดชอบ ใครสมควรตกเป็นจำเลยของสังคม

ไม่แน่นะครับ บางทีความไม่เป็นธรรม อาการเมินเฉยของผู้บริหารกรมสรรพากร อาจมีเสียงเรียกร้องให้ “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ช่วยคืนความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อย่างที่นักวิชาการบางคนเรียกร้องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน.

.................
เขื่อนขันธ์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    47%
  • ไม่เห็นด้วย
    53%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 80