อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 เมษายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สวัสดีฮอกไกโดหน้าหนาว รู้จักเมืองเคมบูจิ ตอนที่ 2

เราทิ้งคันเบ็ดไม่กี่นาที คันเบ็ดกระตุก ผมดึงสายเบ็ดขึ้นมา ได้ปลาตัวเล็กขึ้นมาหนึ่งตัว ชื่อว่า “วาคาซากิ” ขนาดตัวจะพอๆ กับปลาไข่ที่เรากินตามร้านอาหารญี่ปุ่นเลย ศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น.


เช้าวันใหม่ ผมลงไปแช่ออนเซนในโรงแรมประจำเมืองเคมบูจิ ออนเซนที่นี่มีชื่อเสียงเพราะเชื่อกันว่าในน้ำมีแร่ธาตุที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรง ปกติช่วงเย็นๆ ค่ำๆ จะมีคุณลุงคุณป้ามาแช่น้ำร้อนกันเต็มไปหมด แต่เช้าๆ อย่างนี้ไม่มีคนเลยครับ เพราะชาวเมืองต่างออกไปทำงานกันหมด ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างผมกับลูกชายลงไปแช่ออนเซนสบายๆ

อ้อ...!! ก่อนจะเข้าไป แม้เราจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็ต้องจำว่าสีน้ำเงินเป็นห้องของผู้ชาย สีแดงเป็นห้องของผู้หญิงนะครับ เจ้าหน้าที่โรงแรมเล่าให้ผมฟังว่ามีชาวเปรูคุ้นเคยกับสีแดงว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชาย (ในเปรู) ชายชาวเปรูเดินเข้าไปผิดห้อง นี่วุ่นวายกันใหญ่เลยครับ



โปรแกรมวันนี้เป็นกิจกรรมที่ผมไม่เคยทำมาก่อนเลย นั่นก็คือ “การตกปลาในทะเลสาบน้ำแข็ง” แค่ตกปลาในน้ำธรรมดาผมก็ยังไม่เคยเลย เจ้าลูกชายบอกว่า กิจกรรมนี้เขาขอดูได้มั้ย เขากลัวปลาเจ็บ ผมบอกว่าได้ ไปดูอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากแล้ว เจ้าหน้าที่เมืองเคมบูจิพาผมไปทะเลสาบที่อยู่หน้าโรงแรมนั่นเอง ผมเคยมาที่นี่ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่มาก พอเข้าฤดูหนาว ทั้งทะเลสาบกลายเป็นลานน้ำแข็งขนาดมหึมา เราต้องเดินไปหลายร้อยเมตร เพื่อไปยังตำแหน่งที่น่าจะมีปลาชุกชุม



ขั้นต้น ผมต้องเจาะน้ำแข็งด้วยอุปกรณ์พิเศษ อากาศช่วงเช้าติดลบ 5 องศาเซลเซียส หนาวจนหน้าชา ถ้าอยู่นิ่งๆ คงจะแข็งตาย…เดินลุยมาถึงขนาดนี้ มาออกกำลังกายเจาะพื้นน้ำแข็งให้เป็นรูกันดีกว่า ผมสลับกับภรรยาและลูกชายช่วยกันเจาะ คนละ 5 นาที ในที่สุดเราก็เจาะน้ำแข็งจนเป็นรูได้สำเร็จ

ขั้นตอนต่อไป ต้องเกี่ยวเหยื่อและเบ็ด เจ้าหน้าที่และตากล้องสารภาพกับผมตรงๆ ว่า เขาก็ไม่เคยตกปลาแบบนี้เหมือนกัน เขาอาสาไปถามคุณลุงที่ตั้งเต็นท์ตกปลาอยู่ใกล้ๆ ผมตามเจ้าหน้าที่ไปด้วย ทำให้เห็นว่า คุณลุงคุณป้ามาตกปลากันจริงจัง เขาเตรียมเต็นท์มากาง ข้างในมีทั้งเตาผิง หม้อต้มกาแฟ เก้าอี้นั่งสบาย แล้วก็มีรูที่วางเบ็ดไว้เรียบร้อย

คุณลุงญี่ปุ่นใจดีออกมา คว้าเหยื่อที่เป็นแมลงเกี่ยวกับเบ็ด (มีประมาณ 7 ตะขอ) แล้วทิ้งสายเบ็ดลงไปในน้ำ นำคันเบ็ดวางไว้เหนือก้อนน้ำแข็ง คุณลุงให้เราสังเกตว่าเมื่อไหร่ปลายคันเบ็ดกระตุก นั่นหมายถึงปลากินเบ็ดแล้ว ก็ค่อยๆ สาวสายเบ็ดขึ้นมา



เราทิ้งคันเบ็ดไม่กี่นาที คันเบ็ดกระตุก ผมดึงสายเบ็ดขึ้นมา ได้ปลาตัวเล็กขึ้นมาหนึ่งตัว เจ้าหน้าที่บอกว่าปลาในทะเลสาบนี้ชื่อว่า “วาคาซากิ” ขนาดตัวจะพอๆ กับปลาไข่ที่เรากินตามร้านอาหารญี่ปุ่นเลยครับ เมื่อเรานำตะขอออกจากปากปลาแล้ว เพียงแค่วางปลาที่ตกได้ไว้บนพื้นน้ำแข็งก็ถือเป็นการแช่ช่องฟรีซตามธรรมชาติ

จากนั้นค่อยเริ่มวางคันเบ็ดครั้งใหม่ คราวนี้ใช้เวลาไม่ถึงนาที คันเบ็ดกระตุกอีก ลูกชายผมขอดึงสายเบ็ดขึ้นมาบ้าง (อ้าว…ไหนบอกจะดูอย่างเดียวไง) คราวนี้ได้ปลา 3 ตัวขึ้นมาพร้อมกันเลยครับ ผมเห็นว่า “กิจกรรมตกปลา” เป็นไปได้ด้วยดี จึงเกิดความโลภ เริ่มเจาะรูที่สอง…เมื่อตกปลาได้ อากาศที่หนาวก็ไม่หนาวอีกต่อไป กลายเป็นความสนุกเข้ามาแทนที่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เมืองเคมบูจิแจ้งว่า “กิจกรรมตกปลา” ผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว เราต้องเตรียมตัวไปทำกิจกรรมอื่นต่อ ผมนับปลาที่ตกได้ตั้ง 7 ตัวก็พอใจ ส่วนรูที่เจาะใหม่นี่ไม่ได้สักตัวเลย ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 รูนั้นไม่ได้อยู่ไกลกันเท่าไหร่นัก คุณลุงญี่ปุ่นที่มาสอนเรายังนึกเสียดายแทน บอกว่าอย่าเพิ่งกลับเลย เพราะเขานั่งมาตั้งแต่เช้าเพิ่งตกได้แค่ 3 ตัว เราจึงบอกคุณลุงว่า เราขอมอบ “สัมปทานรู” ที่เจาะนี้ให้คุณลุงทำต่อไปได้เลย โดยไม่ลืมขอบคุณที่คุณลุงช่วยสอนเราตกปลาด้วย



เจ้าหน้าที่ไปหาถุงพลาสติกใส่น้ำ แล้วเอาปลาทั้ง 7 ตัวใส่ลงไป พอปลาลงน้ำพวกมันก็เริ่มว่ายน้ำได้อีกครั้ง ลูกชายผมบอกว่า อยากจะเก็บปลาพวกนี้ไว้ แต่เจ้าหน้าที่ได้นำปลาไปเพื่อเก็บไว้เตรียมทำเป็นเมนูในมื้อเย็นของวันนี้ต่อไป พอถึงเวลาพวกเราก็เดินทางไปยังร้านอาหารท้องถิ่นที่ได้นัดหมายไว้

ร้านนี้มีอาหารญี่ปุ่นหลากหลายชนิด ทั้งซาชิมิ ชาบูที่ทยอยกันมาให้รับประทาน จนมาถึงเมนูสำคัญคือให้พวกเราได้ลิ้มลองปลาที่ตกมาด้วยตนเอง แปลงมาเป็นเทมปุระปลา…โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะไม่ได้เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มเทมปุระและหัวไชเท้าขูดอย่างที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มาพร้อมกับเกลือญี่ปุ่น เพื่อให้ได้รับรสชาติของวัตถุดิบที่นำมาทอดได้มากที่สุด

พอลูกชายเห็น “ปลาวาคาซากิเทมปุระ” เขาก็หยิบตัวที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมาจิ้มเกลือแล้วเข้าปากทันที พร้อมทั้งอุทานออกมาว่า “อร่อย!” (อ้าว..ไหนบอกว่ากลัวปลาเจ็บไง!?) เนื้อปลาชนิดนี้จะลื่น มีก้างบางๆ ที่กินได้สบายๆ แต่ยังไม่หมดเท่านี้ครับ เรายังมีจานเด็ด คือ “ข้าวแกงกระหรี่หมูทอด” ไซส์ใหญ่ยักษ์ราวกับรายการ TV Champion มาปิดท้ายอย่างอลังการ

ในที่สุดก็หมดไปอีก 1 วันกับ “การตะลุยเมืองเคมบูจิ” ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น การทำเส้นโซบะ การดูฟาร์มแกะ และการละเล่นของเด็กญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “ทามาอิเระ” ของเมืองปริมณฑล ที่อยู่ใกล้เคียงมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป... つづく
…........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


สวัสดีฮอกไกโดหน้าหนาว : รู้จักเมืองเคมบูจิ ตอน 1

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 3