อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 24 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ไขเหตุผล'โจ๋ยกพวกตีกัน' ไฉนรุนแรงใช้ปืนแก้ปัญหา

เหตุใดวัยรุ่นใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ยกพวกรุมคู่อริไม่เกรงกลัวกฎหมาย หนักสุดใช้อาวุธปืนยิงจนมีคนตาย สาเหตุคืออะไร เพราะป้องกันตัว หรือความพลั้งเผลอ??? อาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 เวลา 09.30 น.


เชื่อไหมล่ะครับ...ความเลือดร้อนมักเป็น “บทเรียนราคาแพง” สอนโจ๋วัยห้าวเป้งทั้งหลาย ไม่ว่าจะยกพวกรุมคู่อริ หรือใช้อารมณ์เกินเหตุ ลงไม้ลงมือใช้อาวุธมีด ไขควง แม้กระทั่งปืนจนมีคนตาย แต่สุดท้ายเยาวชนก็ยังเป็นเยาวชน ทำไปก็เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะแก้ปัญหาหรือเหตุการณ์ที่เขากำลังเจอะเจอ

แต่ก็จริงอยู่...ที่ว่า “พฤติกรรมคึกคะนอง” เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของวัยรุ่น บางครั้งอาจนำไปสู่ความรุนแรง แสดงออกในทางที่ผิด แต่ที่น่าสนใจ...สังคมกำลังถกเถียงกันว่า
วัยรุ่นนิยมความรุนแรงมากขึ้น ให้เห็นอย่างชัดเจนขนาดนั้นเลยเหรอ???

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า ปัญหาวัยรุ่นใช้ความรุนแรงมีมานานแล้ว เพียงแต่พักหลังปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือเป็นข่าวที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงบนโลกโซเชียลฯ

“การใช้ความรุนแรงก็มีหลายแบบ ทั้งการใช้คำพูด การลงมือทำ จนไปถึงฆ่าคนตาย เหตุแบบนี้มักจะเกิดขึ้นถี่และบ่อยครั้งในช่วงก่อนปิดเทอม หลังปิดเทอม เพราะเด็กๆ มักมีพฤติกรรมประกาศศักดา อวดความยิ่งใหญ่ของสถาบันตัวเอง ยิ่งรวมกลุ่มยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แรงจูงใจค่อนข้างเยอะ ทำแล้วสะใจ ได้รับคำชมว่าเจ๋ง เมื่อเข้าสู่วงใหญ่จึงกลายเป็นเรื่องของสถาบัน จากเดิมที่เป็นแค่ปัญหาส่วนตัว ซึ่งช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง”

โดยธรมชาติของวัยรุ่นจะเลือกระบายความรู้สึกในสิ่งที่เขาได้เผชิญ กับคนที่เขาไว้ใจ ซึ่งมักไม่ใช่ “พ่อแม่” หรอก!! แต่เป็นเพื่อนๆ หรือกลุ่มก๊วนเดียวกัน หรือ “ผู้ปกครองคนที่สอง” เช่น
ครูพละ-ครูแนะแนว-ครูศิลปะ” ที่เด็กมักเปิดใจมากว่าครูสอนวิชาอื่นๆ แต่เด็กก็ต้องรู้สิทธิ์ของตัวเอง กล้าที่จะบอกคนอื่น



ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด การใช้สื่อโซเซียลฯ ของวัยรุ่นทุกวันนี้ เมื่อถูกคู่อริทำร้าย ก็ไปโพสต์ในกลุ่ม ทุกคนก็จะรับรู้ และกระจายเร็วมากๆ เร็วกว่าสื่ออื่นๆ ทุกชนิด ก่อเกิดความเครียดแค้นกระจายไปวงกว้าง ในที่สุดกลับกลายเป็นการล้างแค้น เพื่อ “ชื่อเสียงของสถาบัน” จนตกเป็นข่าวโด่งดัง เช่นก่อนหน้านี้ก็เคยมีให้เห็น

การเสพความรุนแรงในโซเชียลฯ
ขึ้นอยู่กับความฉลาดทางการใช้ว่ามีมากแค่ไหน??? ถึงจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น สหรัฐอเมริกาห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เล่นเฟซบุ๊ก เพราะบนโลกออนไลน์มีทั้งภาพที่เซ็นเซอร์และไม่เซ็นเซอร์ แม้แต่คำพูดต่างๆ ก็มีความรุนแรง

“สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ เมื่ออยู่ตามลำพังจะก้าวร้าว เมื่ออารมณ์เย็นลง คุมความคิดตัวเองได้ สิ่งที่โพสต์และเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แม้จะลบออกภายหลัง แต่ถูกแชร์ กระจายออกไป คนอื่นรู้กันหมดแล้ว สาเหตุเพราะอะไร ก็เพราะเรา...คุมสติไม่ได้นั่นเอง”

หากการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือเป็นทางออกที่เหมาะสม เมื่อเด็กเห็นพฤติกรรมซ้ำๆ ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เด็กจะเริ่มลอกเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคมนั้น



แม้แต่การเข้าถึงอาวุธ การประกอบอาวุธ การส่งสารประกอบยาเสพติด หรืออื่นๆ เดี๋ยวนี้ใครจะทำตามก็ทำได้โดยง่าย ไม่ต้องไปซื้อหายาบ้า ก็เสพสิ่งเสพติดได้ นำยาชนิดนี้มาผสมกับชนิดนั้น ก็ทำให้เคลิ้มได้แล้ว...โดยมีโซเชียลมีเดีย ที่เยาวชนสมัยนี้รู้เท่าทันกว่าผู้ใหญ่ที่กำลังวิ่งตามเด็ก มันขึ้นอยู่กับว่าเด็กจะฉลาดทาง
“ผิด” หรือ “ถูก” แล้วผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะรู้เท่าทันความรุนแรงเหล่านั้นได้อย่าไร??

“การมีอาวุธ หรือเครื่องมือป้องกันตัวติดตัว บางทีความพลั้งเผลอไป ผลลัพธ์ออกมา คือถึงแก่ชีวิต ซึ่งเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี มักจะแยกแยะไม่ออก ไม่มีสกิลตัดสินว่าอาวุธที่เขามีนั้น เสี่ยงทำให้นำไปสู่การฆ่าคนตาย ยิ่งหากไปล้อเลียนคนที่มีปมด้อย อาจเป็นแรงกดทับให้วันหนึ่ง เขาระเบิดพฤติกรรมออกมา สุดท้ายเขากลับกลายเป็นคนที่ถูกสังคมมองว่า เสพติดพฤติกรรมความรุนแรง”

ในทางจิตวิทยาแล้ว หากใครก็ตามที่โดนกระทำรุนแรงซ้ำๆ มักจะต่อต้าน ยิ่งเป็นคนที่อ่อนแอ เขาอาจโดนแกล้งอยู่เรื่อยๆ ถูกยั่วยุโทสะ จนระเบิดอาการเก็บกดเหล่านั้นออกมา และมีพฤติกรรมส่อไปในทิศทางรุนแรง และบังเอิญครั้งนั้นเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด ถึงกลับทำให้มีคนตายได้

แต่ทว่ามนุษย์ทุกคน...ไม่ว่าจะเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ มีความอดทนถึงขีดจำกัด ซึ่งแต่ละคนก็จะควบคุมความรุนแรง และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาให้ได้เห็นแตกต่างกันออกไป

....................................
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : ton zynek

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 24