อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ฤๅ "ออตโตมัน" จะกลับมา? ตุรกี "กล้า-ท้า-ชน" ยุโรป

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างตุรกีกับเนเธอร์แลนด์ตึงเครียดถึงขีดสุด นับตั้งแต่รัฐบาลเฮกห้ามรัฐมนตรีตุรกี 2 คนเดินทางเข้าประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อจัดการรณรงค์หาเสียงสนับสนุน ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ก่อนการลงประชามติครั้งสำคัญในวันที่ 16 เม.ย.นี้ อาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 เวลา 04.45 น.

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างตุรกีกับเนเธอร์แลนด์ตึงเครียดถึงขีดสุด นับตั้งแต่รัฐบาลเฮกห้ามรัฐมนตรีตุรกี 2 คนเดินทางเข้าประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อจัดการรณรงค์หาเสียงสนับสนุน ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ก่อนการลงประชามติครั้งสำคัญในวันที่ 16 เม.ย.นี้ ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มอำนาจบริหารให้แก่ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งว่ากันว่าขอบเขตอำนาจใหม่อาจมากกว่าของประธานาธิบดีสหรัฐด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่เฉพาะในเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลของอีกหลายประเทศในยุโรปที่รวมถึงเยอรมนี ออสเตรีย และสวีเดน ต่างห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอังการาเข้ามาจัดกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้รับแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมของบรรดารัฐมนตรียังสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายของตุรกีเองด้วย ที่ระบุไว้ในมาตรา 94/เอ ของกฎหมายเลือกตั้ง ห้ามการจัดแคมเปญหาเสียงทางการเมืองต่อชุมชนชาวตุรกีในต่างประเทศ ซึ่งสภาที่พรรคความยุติธรรมและการพัฒนา (เอเคพี) ถือเสียงข้างมาก ผ่านกฎหมายนี้เองเมื่อปี 2551 แต่กฎหมายยังคงมีช่องว่างให้รัฐบาลอังการาสามารถพลิกแพลงได้ ด้วยการอ้างว่ากิจกรรมทางการเมืองในต่างประเทศเป็นเพียง “งานแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม”

แม้มาตรา 11 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรปคุ้มครอง “เสรีภาพในการชุมนุม” โดยระบุว่าเป็นหลักการที่ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู ) ต้องให้ความเคารพ แต่หน่วยงานรัฐมีอำนาจในการจำกัดหรือสั่งห้าม หากกิจกรรมนั้นอาจเป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ ขณะที่ตุรกีกล่าวหาเนเธอร์แลนด์ละเมิดอนุสัญญาเวียนนา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่เปรียบได้ดั่งพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ



แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในความเป็นจริงความขัดแย้งและความไม่พึงพอใจของเออร์โดกันไม่ได้อยู่ที่กับเนเธอร์แลนด์เพียงประเทศเดียว แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นบาดแผลในใจที่มีกับทุกประเทศในยุโรปมายาวนาน จากการเจรจาขอรับการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกอียูตั้งแต่ปี 2548 แทบไม่มีความคืบหน้าและหยุดชะงักไปหลายช่วง สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้แก่รัฐบาลอังการาจนถึงปัจจุบันว่ายุโรปเลือกปฏิบัติต่อตุรกีราวกับเป็น “พลเมืองชั้นสอง”

ส่วนกรณีล่าสุดคือเหตุพยายามก่อการรัฐ ประหารของทหารกลุ่มหนึ่งเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งยุโรปแทบไม่แสดงท่าทีใด จนเออร์โดกันถึงขั้นกล่าวหาอีกฝ่ายว่า เจตนาทอดทิ้ง พร้อมทั้งยกเครดิตที่ตุรกีช่วยรับผู้อพยพทางเรือจำนวนมากจากยุโรป ตามข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว



ท่ามกลางกระแสประชานิยมปีกขวาที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรป นับตั้งแต่ผลประชามติ “เบร็กซิต” เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว ในขณะที่ปีนี้ยุโรปจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ใน 3 ประเทศ เริ่มจากเนเธอร์แลนด์ ต่อที่ฝรั่งเศส และปิดท้ายที่เยอรมนี วิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับเนเธอร์แลนด์จึงอาจเรียกได้เช่นกันว่า เป็นตัวอย่างล่าสุดของแคมเปญการเลือกตั้งที่ลุกลามขยายวงกว้างไปถึงเสถียรภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองประเทศกำลังตกอยู่ในบรรยากาศของลัทธิอำนาจนิยม ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังความนิยมในชาติภูมิ

ในส่วนการลงประชามติของตุรกีครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเออร์โดกัน นับตั้งแต่ผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว รัฐบาลอังการาปลดเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า 100,000 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากรด้านการศึกษา ที่เออร์โดกันเชื่อว่าเป็นเครือข่ายของนายเฟตฮุลเลาะห์ กูเลน นักการศาสนา
ซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองยาวนานร่วม 2 ทศวรรษ และกำลังลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ หากชาวเติร์กลงประชามติรับร่างธรรมนูญ แน่นอนนั่นคือการเพิ่มความมั่นคงในฐานอำนาจให้แก่เออร์โดกัน โดยจะนำไปสู่การสถาปนาระบบอำนาจนิยมแบบเต็มขั้นในตุรกี



อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สันทัดกรณีหลายฝ่ายมองไปในทางเดียวกันว่า ยังไม่มีปัจจัยใดสามารถนำมาการันตีได้ว่า รัฐบาลตุรกีจะเป็นฝ่ายชนะในการลงประชามติครั้งนี้ ที่น่าจะสูสีและสามารถแปรผลได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้นอกเหนือจากพลเมืองในประเทศแล้ว พลเมืองเติร์กในต่างประเทศอาจเป็นตัวแปรสำคัญของการหยั่งเสียงในครั้งนี้ ซึ่งเยอรมนีเป็นประเทศที่มีชาวเติร์กไปอาศัยและทำงานมากที่สุด ด้วยจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวราว 1.4 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และยิ่งหากคำนวณเป็นอัตรา

ส่วนพบว่าชาวเติร์กในเยอรมนีลงคะแนนให้พรรคเอเคพีของเออร์โดกัน ในการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย. 2558 มากกว่าพลเมืองเติร์กในตุรกีเสียอีก

ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดว่า ความขัดแย้งระหว่างตุรกีกับเนเธอร์แลนด์ และบรรดาประเทศที่ถือเป็นพันธมิตรในยุโรปของรัฐบาลอังการา ที่มีการขนานนามให้เป็น ’วิกฤติดอกทิวลิป“ จะจบลงเช่นไร แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอีกครั้งที่ข้อพิพาททางการเมืองระหว่างประเทศสามารถจุดกระแสชาตินิยมให้ลุกโชนในยุโรปมากยิ่งขึ้นไปอีก.


.........................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 558