อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สอบเสร็จฉีกตำราโปรยทิ้ง ระบายแค้นปลดปล่อยบ้า!!

เมื่อถึงนาทีที่สอบเสร็จบรรดาเด็กจีนทั้งประเทศพร้อมใจกันฉีกหนังสือเรียนและโยนทิ้งไปจนขาวโพลนทั้งตึกราวกับหิมะตก เป็นธรรมเนียมที่ทำต่อกันมาเรื่อยๆ มีนัยยะว่าปลดปล่อยความบ้าหลังสอบเสร็จ อาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น.


จบสิ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสียที!! ยินดีกับชัยชนะหลังการสอบเสร็จ ความอดทน ความตั้งใจที่ยาวนาน ถือว่าได้ก้าวข้ามประตูแห่งวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่เสียที ก้าวเข้าสู่ชีวิตที่มีสีสัน

“เกาเข่า” หรือ “การสอบเข้ามหาวิทยาลัย” ของจีนนั้น มีความหมายอย่างมากต่อเด็กจีน เพราะยังคงใช้ระบบการสอบที่มีการสอบวัดชะตากรรมปีละครั้งแบบดั้งเดิมที่ไทยเคยใช้และเห็นว่าไม่ดี เหมือนว่าเหตุผลการเปลี่ยนการสอบแบบเดิมของไทยนั้นมาจากการที่ไม่อยากให้เด็กไปเรียนติวพิเศษมากเกินไป ปรากฏว่าในขณะนี้ที่ไทยให้สอบปีละหลายรอบและหลายวิชา ทั้งรับตรง รับรวม ไหนจะรอบแอดมิชชั่น กลายเป็นเด็กต้องเสียทั้งเงินค่าสอบ ค่าสมัคร และค่าติวรายวิชามากขึ้นไปอีก หนักจนปัจจุบันติวมันทุกวิชาไปเลย

เด็กจีนก็อยากจะให้ประเทศเปลี่ยนระบบการสอบให้ไม่ต้องเคร่งเครียดเช่นนี้บ้าง การสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเป็นการกำหนดชีวิต และยังเป็นการเปลี่ยนชีวิตคนได้ เด็กที่สอบติดก็จะมีอนาคตที่ยาวไกล แต่เด็กที่พลาดนั้นก็แทบจะหมดอนาคตเลย เพราะการหางานทำในอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากทีเดียว ทำให้เด็กจีนและครอบครัวให้ความสำคัญกับการสอบมาก

ในวันที่มีการสอบนั้นจะจัดสอบพร้อมกันทั่วทั้งประเทศ ภายใต้กฎหมายจีนที่มีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรงในการทุจริตการสอบ ทั้งจำคุกและปรับเงิน ทั้งผู้เข้าสอบและผู้ร่วมกระบวนการโกง ดังนั้นในแต่ละปีจึงแทบไม่ค่อยมีใครกล้าเสี่ยงโกงนัก


การที่ต้องดูหนังสืออย่างหนัก ทำให้เด็กจีนต้องรู้สึกกดดัน เคร่งเครียด และคงมีความรู้สึกเกลียดการสอบครั้งนี้มาก ฉะนั้นเมื่อถึงนาทีที่สอบเสร็จ บรรดาเด็กจีนแทบทั้งประเทศจะพร้อมใจกันมาฉีกหนังสือเรียนและโยนทิ้งไปจนขาวโพลนไปทั้งตึก ราวกับหิมะตกเลยทีเดียว ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทำต่อกันมาเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีมานี้ เป็นนัยยะว่า ปลดปล่อยความบ้าหลังสอบเสร็จ



แต่ว่า ทำไมเด็กๆ ต้องออกมาฉีกหนังสือกันขนาดนี่เล่า?? แท้จริงแล้วนั้นเป็นการสะท้อน “การศึกษา” ว่าการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ให้ความสำคัญกับระบบการวัดผลด้วยการสอบมากเกินไป สะท้อนว่าเด็กไม่มีทางออกในการแสดงออกเพื่อปลดปล่อยความเครียดและความกดดันจากการสอบ

ความกดดันกับการที่ต้องตั้งใจเรียน 3 ปีในมัธยมปลาย เพื่อต้องฝ่าด่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่แสนโหดร้าย แต่กุมชะตากรรมทั้งชีวิตไว้ทีเดียว 3 ปีในช่วงวัยรุ่นที่แสนมีค่า ต้องทุ่มสุดตัวและทิ้งไปกับการสอบที่กลายเป็นยาขมของเด็ก กับเพียงแค่หนังสือตอบรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอัตราการรับที่ต่ำมาก ในบางมณฑลมีอัตราเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ชีวิตก็ต้องสู้กันถึงที่สุด ความกดดัน ความเครียด จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

เมื่อสอบเสร็จ การแสดงออกถึงการสิ้นสุดของความเครียดสะสมที่ยาวนาน ก็ถูกสะท้อนมาด้วย
“การฉีกตำราเรียนและโปรยไปทั่วตึกเรียนเพื่อแก้แค้น หรือปลดปล่อยความรู้สึกที่มีมาว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว”

แล้วธรรมเนียมการ “ฉีกหนังสือ” นี้ เหล่าบรรดาครูบาอาจารย์เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ส่วนมากครูอาจารย์ก็คงได้แต่หลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็นไม่สนใจ อย่างไรก็ตามในที่สุดก็มีผู้บริหารด้านการศึกษาในบางแห่ง เช่น เมืองเซี่ยเหมิน ออกคำสั่ง “ห้ามมีการฉีกหนังสือเรียน” หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย และมีจดหมายถึงครู อาจารย์ นักเรียน ให้รับทราบและปฏิบัติตาม

“คำสั่ง” จากทางการจีนยังคงใช้ได้ดี และมีการรับมาปฏิบัติตาม (ตามแบบประเทศสังคมนิยมที่ดี) ไม่มีการฉีก หนังสือในรั้วโรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะไม่ทำที่อื่นหรือความเครียดและความกดดันของเด็กจะลดลง หากทางการยังหาวิธีการ มาตรการต่างๆ มาช่วยลดหรือบรรเทาความเครียดของเด็กเหล่านี้ไม่ได้



แม้ว่าจะกดดันแต่การแสดงออกนั้นดูจะไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นอารยะ ไม่รู้จักคุณค่าของหนังสือ แล้ว “รัฐ” จะเยียวยาปัญหาความกดดันและความเครียดของเด็กเหล่านี้อย่างไร ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันตก มีการจัด “พิธีจบการศึกษา” ให้กับเด็กมัธยม เพื่อเป็นการฉลองการจบการศึกษาในระดับมัธยม ก้าวสู่การเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนเทคโนโลยี ฯลฯ

ในขณะที่จีนก็พยายามหาวิธีในการลดความกดดัน หรือมาตรการในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เหมาะสม ไทยเองก็พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ จนทำให้เด็กๆ ที่จะต้องสอบในปีหน้าต้องรับกับชะตากรรมที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่ “ความไม่แน่นอน” จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวของเด็กไทยในยุคใหม่กับมาตรการรัฐไทยที่กระทำกับเด็กรุ่นใหม่ ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อแก้ปัญหาเด็กไปหาที่เรียนพิเศษ

หากเด็กเรียนในห้องแล้วเข้าใจหมด เรียนครบตามตำราแล้ว และข้อสอบก็ไม่ได้สอบในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้แล้ว “การเรียนพิเศษ” จะมีความหมายอะไรอีกเล่า!!
….......................................
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 228