อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 สิงหาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ย้อนรอยชีวิตก่อนปิดฉาก "ยู่ยี่-อลิสา" เซ็กซี่สตาร์

วงการบันเทิง ก็อยากกลับมาเหมือนกัน แต่กำลังมองรูปแบบอยู่ว่าจะกลับมาอย่างไร เดินแบบถ่ายแบบ คิดว่าคงไม่ไหวแล้ว ยี่คิดว่างานพิธีกรก็น่าจะดี ยี่สนใจ หรือทำรายการทีวีเกี่ยวกับสัตว์แบบ เรียลิตี้โชว์ก็น่าจะดี หรือจะเป็นแบบสารคดีแบบดิสคัฟเวอรี่ ก็ได้” อาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 เวลา 06.00 น.

'วงการบันเทิง ก็อยากกลับมาเหมือนกัน แต่กำลังมองรูปแบบอยู่ว่าจะกลับมาอย่างไร เดินแบบถ่ายแบบ คิดว่าคงไม่ไหวแล้ว ยี่คิดว่างานพิธีกรก็น่าจะดี ยี่สนใจ หรือทำรายการทีวีเกี่ยวกับสัตว์แบบ เรียลิตี้โชว์ก็น่าจะดี หรือจะเป็นแบบสารคดีแบบดิสคัฟเวอรี่ ก็ได้”...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการสะท้อนผ่าน “ทีมวิถีชีวิต” ไว้เมื่อประมาณปี 2555 โดย “ยู่ยี่-อลิสา อินทุสมิต” อดีตเซ็กซี่สตาร์ ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้เธอคนนี้เป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง...สืบเนื่องจากคดีความเก่า...

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อประมาณปี 2555 หลังจากที่เธอห่างหายจากวงการไปนาน...เธอได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอไว้ ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” ประมวลมานำเสนออีกครั้ง...

ครั้งนั้น ราวปี 2555 ชื่อ “ยู่ยี่-อลิสา” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อมีกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ บุกเข้าตรวจค้นบ้านพัก ย่านรามคำแหง และอายัดสัตว์บางรายการ ที่ถูกระบุว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ พ.ศ.2535 นั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ชื่อของอดีตสาวเซ็กซี่คนนี้กลับมาเป็นจุดสนใจ แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง ในช่วงปลายปี เธอก็ต้องตกเป็นข่าวโด่งดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สนามบินดอนเมือง จับกุมใน “ข้อหามียาเสพติดในครอบครอง” ซึ่งหลังจากถูกจับกุม เธอก็ได้มีการต่อสู้ทางคดีมาตลอด...

สำหรับประวัติของ “ยู่ยี่-อลิสา” หรือ “ชัชชญา เกวสต้า” ซึ่งเป็นชื่อหลังจากที่เธอแต่งงาน เธอเกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2516 เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเริ่มต้นในฐานะนางแบบ ถ่ายแบบแฟชั่น และถ่ายแบบเซ็กซี่ให้นิตยสารดัง ๆ มากมายในยุคนั้น อีกทั้งยังมีผลงานโฆษณาหลายชิ้น รวมถึงงานแสดงภาพยนตร์และละครด้วย นอกจากนั้นยังเคยออกอัลบั้ม โดยมีผลงานเพลง 2 ชุด อัลบั้มแรกชื่อ (ยู่ยี่) ยังไงก็ไม่เรียบ” และอัลบั้มสองที่ออกในปี 2539 ชื่อ “ไม่รู้สาเหตุ (แต่ยู่ยี่เรียกว่าเอ๋ง)” ซึ่งมีเพลงดัง ๆ ที่ติดหูคนฟังอย่าง...จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด, วันหนึ่ง, ก็แค่เสียดาย, จะเอาอะไรกับฉันอีก เป็นต้น

แล้วชื่อของเธอก็ค่อย ๆ หายจากวงการ



เรื่องนี้ ในวันนั้น ยู่ยี่บอกว่า...ที่หายไป เพราะแต่งงาน เพราะยี่มีลูกค่ะ ยี่เลี้ยงลูกเอง ไม่มีใครมาช่วยเลี้ยง จะเลี้ยงลูกได้ดีก็จะต้องมีเวลาให้มาก ๆ โดยเฉพาะเด็กวัย 8-9 ขวบ แม่ถือว่ามีบทบาทมากในชีวิตเด็กเลยนะคะ เรียกว่าเป็นบทใหญ่เลย อีกอย่างสามีก็บอกว่าเมื่อมีลูกแล้วคุณก็ต้องมีหน้าที่ หน้าที่ของคุณก็คือเลี้ยงลูก ส่วนเขาก็ทำงานนอกบ้าน แบ่งหน้าที่กันไป ดังนั้นเมื่ออยู่กับลูกมาก ๆ งานทางบันเทิงก็หายไปเป็นธรรมดา และทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ละแวกนี้ คือย่านรามคำแหง ไม่ได้เข้าเมืองไปในสถานที่ ต่าง ๆ ที่คนดังไปกัน อย่างห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ที่จะเจอปาปา รัซซี่อะไรแบบนั้น คือยี่ย้ายมาที่นี่ 20 ปีได้แล้ว คนที่นี่ก็อยู่กันแบบชุมชน เป็นครอบครัว รู้จักกันทั้งหมู่บ้าน หน้าที่หลักตอนนี้คือเลี้ยงลูก ดูแลลูกอย่างเดียว” ...เป็นคำบอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้ในครั้งนั้น

ต่อคำถามที่ว่า...เธอหายไปไหนมา??

ด้านชีวิตครอบครัวนั้น ยู่ยี่แต่งงานกับ แฟรงค์ฟรานซิสโก เกวสต้า ครูสอนเทนนิสเยาวชน ชาวสเปน และมีบุตรด้วยกัน 4 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ เธอเคยมีข่าวลือว่า ป่วยเป็นโรคร้าย ด้วยเหตุที่ร่างกายซูบผอม และหลังจากเกิดข่าวลือได้ไม่นาน เธอก็ออกมาเปิดเผยว่า ได้หย่าขาดกับสามีแล้ว เนื่องจากทะเลาะกัน ครอบครัวไม่ราบรื่น และระบุว่า...อยากจะกลับมาทำงานวงการบันเทิงอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ที่สุดเธอก็แต่งงานอีกครั้ง กับสามีคนเดิม เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2549

เมื่อถามว่าชีวิตอดีตเซ็กซี่สตาร์อย่างเธอ มีเรื่อง “สัตว์” เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร? ยู่ยี่เล่าไว้ว่า เริ่มต้นจากสามีชาวสเปนของเธอ ซึ่งอยู่กับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก ๆ กับคุณปู่ที่ตอนนี้เสียไปแล้ว สามีของเธอสนิทกับปู่มาก ซึ่งสามีเธอเคยเล่าว่า ปู่สอนให้เขาจับสัตว์มาตั้งแต่ เด็ก ๆ ทุกครั้งที่เขาเห็นสัตว์ เขาจะนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเขา แล้วก็จะพูดหรือเล่าให้เธอฟังทุกครั้ง...

ยู่ยี่บอกในตอนนั้นว่า...สามีเธอทำรายการทีวี ชื่อ “Frank de la Hula” เป็นรายการทีวีเกี่ยวกับสัตว์ของสเปน รูปแบบรายการเป็นการออกไปถ่ายสารคดีสัตว์ทั่วโลก ส่วนงานสอนเทนนิสก็มีบ้าง แต่ไม่มาก เพราะหลังสามีประสบอุบัติเหตุอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถสอนได้ดีเหมือนเดิม ซึ่งก่อนหน้าที่สามีจะทำงานสอนเทนนิส เธอก็รับรู้มาตลอดว่าสามีมีความชอบเรื่องสัตว์



ตอนที่มาอยู่เมืองไทย เวลาไปพบตัวอะไรบาดเจ็บ คลอดลูก เล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็จะเข้าไปช่วยเหลือตลอด” เธอบอกถึงความรักความชอบของสามีให้ฟัง

พร้อมกับเล่าให้ฟังอีกว่า “แม้กระทั่งจิ้งจกในบ้าน เขาก็สามารถอธิบายได้ว่าเกี่ยวอะไรกับตุ๊กแก เขาเล่ามาเรื่อย ๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวนัก แต่เราอยู่ใกล้ ๆ เราก็ซึมซับไปด้วย จนวันหนึ่งเขาเอางูบอลไพธอลมาไว้ที่บ้าน เราเห็นแรก ๆ ก็ไม่ชอบ ก็ไม่รับไว้ก่อน เพราะกลัวเป็นอันตรายกับลูก แต่เขาก็เอาหนังสือมาให้เราอ่านว่ามันไม่อันตราย มีข้อมูลมาให้อ่าน ไม่ได้มั่ว แล้วค่อย ๆ จับให้ดู เราก็ทึ่งมาก ว่าทำได้ยังไง”

ยู่ยี่เล่าต่ออีกว่า จากที่มีงูบอลไพธอล ต่อมาสัตว์ในบ้านเธอก็เริ่มมากขึ้น เริ่มอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ มีแมงป่อง แมงมุม ซึ่งแฟรงค์ได้จากคนที่สนิทกันให้มา หรือจากคนในอินเทอร์เน็ต คนในสังคมของเขา บางทีมีลูกเกิดมาก็ให้คนอื่นที่รักสัตว์ไปบ้าง บางอย่างถ้าเลี้ยงได้ก็ไม่ให้ อย่างเต่าแอฟริกา 3 ตัวใหญ่ ซึ่งแต่ละวันกินอาหารเยอะมาก แต่โตมาแล้วก็ต้องเลี้ยง ปล่อยไม่ได้ ซึ่งเรื่องการเลี้ยงสัตว์บางชนิดในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยปิดอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยโจ่งแจ้ง จะรู้เฉพาะคนที่ใกล้ชิดกัน หรือคนที่อ่านคอลัมน์ที่เขียนให้กับนิตยสารบางฉบับ เพราะจะมีพูดถึงเรื่องลูกกับสัตว์ในบ้าน โดยเธอได้ระบุไว้ในครั้งนั้นว่า...

ก็พูดถึงตลอด แต่ก็ไม่ได้รู้กันเยอะมาก”

ครั้งนั้น ยู่ยี่ยังบอกให้ฟังอีกว่า นอกเหนือจากการเลี้ยงสัตว์ ก็ยังมีงานช่วยเหลือสัตว์ จับสัตว์ โดยทำมาตลอด คือมีเคสเข้ามาแถวบ้าน เช่น เจองูก็ไปช่วยจับ เธอกับแม่บ้านก็ไปช่วยจับ นอกจากนั้นก็มีเพื่อน ๆ มาให้ช่วย ยิ่งช่วงน้ำท่วมยิ่งเยอะเลย เพราะมีสัตว์ต่าง ๆ หนีน้ำมาก และไม่เท่านั้น เธอและแฟรงค์ยังร่วมทำงานกับสมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) ในฐานะ “อาสาสมัคร” มาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งการเป็นอาสาสมัครนั้นเป็นการยืนยันได้ว่าทำงานด้านสัตว์จริง ๆ ไม่ได้มั่ว

การทำงานก็คือ ช่วยจับ ช่วยเคลื่อนย้าย ช่วยอนุบาล ช่วยดูแล ก่อนที่สมาคมฯจะส่งให้กับทางราชการ เวลาที่เราช่วยเลี้ยง และปล่อยไป ทุกขั้นตอน คุณแฟรงค์ก็อัดวิดีโอไว้หมด ซึ่งการอัดวิดีโอนั้นคุณแฟรงค์เองเขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะปกป้องตัวเอง เขาทำเพื่อไว้ดูเอง หรืออาจจะแชร์ให้เพื่อน ๆ ในสังคมของเขาได้ดูกัน”

ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสัตว์ในบ้านนั้น ยู่ยี่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า บ้านหลังดังกล่าวได้เช่าไว้เพื่อรับสัตว์ที่ถูกทิ้งหรือได้รับบาดเจ็บมาอนุบาลรักษาก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทำในนามอาสาสมัครของสมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) ซึ่งยอมรับว่าทำโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ยืนยันว่ามีเจตนาดี และทางสมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) ก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่า เธอไม่ได้มีเจตนาในการครอบครองสัตว์ป่า แต่ให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่สัตว์ป่าเหล่านั้นเพื่อช่วยคุ้มครองชีวิตสัตว์...

สอดคล้องกับที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้า



ครั้งนั้น เธอยังย้ำถึงเรื่องความชอบเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ว่า...เธอตั้งใจว่าอยากร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยกันจับสัตว์ที่อยู่ในที่ดินรกร้างขนาดใหญ่ ที่เขาเตรียมจะขาย ซึ่งคิดว่าสถานที่นั้น ๆ น่าจะมีสัตว์มากมาย ทั้งงู เต่า กบ หรืออื่น ๆ เพราะเป็นระบบนิเวศใหญ่ระบบหนึ่ง แต่ก็เข้าไปทำไม่ได้ เพราะเจ้าของที่ดินไม่อนุญาต

เธอยังเผยถึงอีกความตั้งใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อีกว่า การทำงานด้านสัตว์ของเธอนั้น มีจุดประสงค์เพื่อดูแล ปกป้อง ช่วยเหลือสัตว์ การทำงานที่ผ่านมา เธอก็ใช้ทุนส่วนตัว ล้วน ๆ ไม่เคยขอรับบริจาค แม้มีคนจะให้ แต่ก็ไม่รับเลย เพราะถ้ามีเงินเกี่ยวข้องจะมีปัญหาแน่ ๆ พร้อมเน้นย้ำในเรื่องนี้ไว้ว่า...ยี่ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เพื่อประดับบารมี ประดับ ฐานะ หรือเลี้ยงตอนตัว เล็ก ๆ พอโตแล้วไม่น่ารักก็เอาไปปล่อยทิ้ง เพราะยี่ไม่ชอบแบบนั้น แถมยังรู้สึกต่อต้านคนที่เลี้ยงสัตว์แบบนั้นด้วย”

อย่าลืม...สัตว์เขาก็มีชีวิตเหมือนเราเหมือนกัน” ...เธอย้ำเรื่องนี้ด้วยเสียงที่หนักแน่นในวันนั้น ท่ามกลางความงุนงงของหลาย ๆ คน ที่สงสัยว่า... ทำไมคนที่มีจิตใจดีต่อสัตว์เช่นเธอจึงเกิดกรณีปัญหาแบบที่เป็นข่าวครึกโครมได้??

ในครั้งนั้น หรือราวปี 2555 ก่อนจบการสนทนา “ทีมวิถีชีวิต” ได้ถามไถ่เกี่ยวกับอนาคตลูก ๆ และวงการบันเทิง โดย “ยู่ยี่-อลิสา” บอกไว้ว่า... ลูก ๆ นั้นคงไม่บังคับหรือผลักดันอะไร อยากให้โตไปตามวัย ให้เขาได้ทำอะไรตามที่อยากทำ ส่วนตัวเองก็อยากจะใช้เวลาอยู่กับลูกในช่วงนี้ให้มาก ๆ ส่วนอนาคตในวงการบันเทิงนั้น เธอบอกทิ้งท้ายเอาไว้ในครั้งนั้นว่...คิดถึงและก็ยังฝันอยากจะกลับมาเหมือนกัน”

...นี่เป็นมุมชีวิตของ “อดีตสาวฮอต” คนนี้

ที่วันนี้...เธอไม่อาจทำตามฝันได้แล้ว??.

....................................
ทีมวิถีชีวิต : รายงาน
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 66