อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ชาวนาพลิกชีวิตแก้วิกฤติแล้ง ปลูกข้าวโพดกำไรนับหมื่น

ปีที่แล้วมีกำไรประมาณ 50,000 บาท แต่ปีนี้คาดว่าจะได้มากกว่าเดิม เพราะเริ่มรู้วิธีป้องกันไม่ให้ข้าวโพดเสียหาย รู้จักแต่งยอดให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ลดต้นทุนด้วยการนำลำต้นไปเลี้ยงวัวและควาย อังคารที่ 21 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น.


ปัญหาการเกิดภัยแล้ง หรือขาดแคลนน้ำนั้น เกิดจากการไม่มีหรือ “ขาดแคลนน้ำที่มีคุณภาพดี” สำหรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การอุปโภค บริโภค การเกษตร การปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การอุตสาหกรรม การคมนาคมทางน้ำ เป็นต้น

ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีพของประชาชน ทำให้เกษตรกรหลายๆ จังหวัด เริ่มพลิกผันตัวเองจากทำนาข้าว เริ่มหันไปปลูก “พืชผักสวนครัว” หรือแม้กระทั่ง “พืชตระกูลถั่ว” ที่ใช้น้ำน้อยกันมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรในหลายๆ พื้นที่เริ่มปรับตัวเองจาก “สภาวะการขาดแคลน”

อย่างที่ จ.นครพนม มีครอบครัวชาวนาใช้พื้นที่นา 6 ไร่ปรับสภาพ และ “ปลูกข้าวโพด” แทน สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นจำนวนมาก



พี่พรประเสริฐ ศรีอารักษ์ ชาวนาบ้านนาคอกควาย หมู่ที่ 2 ต.ดงขวาง อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ตนเองและภรรยามีที่นาอยู่ประมาณ 6 ไร่ โดยในทุกๆ ปีจะมีการปลูกข้าว 2 ครั้ง แต่ในระยะหลังๆ ต้องเจอกับปัญหาภัยแล้ง จึงพยายามหาพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง

โดยได้เลือก “ข้าวโพดหวาน” มาปลูกในพื้นที่ เพราะมีการประกันราคาจากบริษัทอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 23 บาท อีกทั้งทางบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนให้ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และยาป้องกันแมลง แต่เราจะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ในการปลูกข้าวโพดหวานตลอดระยะเวลา 4 เดือน



สำหรับขั้นตอนการปลูกก็เริ่มตั้งแต่หลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จจะตัดฟางข้าวแล้วไถกลบ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน เพื่อตากดินให้แห้ง จากนั้นยกร่องแปลงข้าวโพดประมาณ 1 ฟุต ก่อนที่จะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ทางบริษัทให้มาลงปลูกในแปลง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งจะมีทั้งเมล็ดพันธุ์ตัวผู้และตัวเมีย โดยใช้วิธีการปลูก 1 ต่อ 6 แถว

คือ เมล็ดพันธุ์ตัวผู้ 1 แถว สลับกับเมล็ดพันธ์ตัวเมีย 6 แถว เพื่อเวลาข้าวโพดโตเต็มวัยแล้วเกสรของต้นตัวผู้จะปลิวมาผสมพันธุ์กับไหมของต้นตัวเมียได้อย่างสมบูรณ์ นั้นหมายถึงการที่เราจะได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ ส่วนน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงต้นข้าวโพดจะสูบมาจากคลองส่งน้ำของหมู่บ้านจ่ายมาตามร่องน้ำเฉลี่ยอยู่ที่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ซึ่งแต่ละเดือนจะเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 150-200 บาท และเมื่อครบกำหนดเก็บเกี่ยวทางบริษัทจะมารับซื้อในราคาที่ตกลงกันไว้



โดยในปีที่มาผ่านมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ปีนี้คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว เพราะเริ่มรู้วิธีการดูแลรักษาป้องกันไม่ให้ข้าวโพดเสียหาย ตลอดจนการตกแต่งยอดข้าวโพดเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตที่มีการนำเอาลำต้นข้าวโพดไปเลี้ยงวัวและควาย

จากนั้นนำมูลที่ได้มาใช้ในแปลงนาร่วมกับส่วนใบของ “ข้าวโพด” ที่มีการไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นทุกปี นอกจากนี้ตนเองและภรรยายังมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทาน และปลูกดอกดาวเรืองไว้ข้างๆ “แปลงข้าวโพด” เพื่อจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย เพราะได้ทั้งปุ๋ยและน้ำจาก “แปลงข้าวโพด” อยู่แล้ว ทำให้ในทุกๆวัน ตนเองมีรายเสริมในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 300 บาทต่อวันเลยทีเดียว
…...............................
คอลัมน์ : ส่องท้องถิ่น
โดย “อบต.กบ”( orbortorkob@gmail.com )/ บัณฑิต แสงวิจิตร

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 51