อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563

"ปูมชีวิต"...ยอดมนุษย์นักการค้า! "ธนินท์ เจียรวนนท์"

เอ่ยชื่อ “ธนินท์ เจียรวนนท์” หรือ “เจ้าสัวซีพี” แทบไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะไม่แค่โด่งดังในประเทศ แต่ดังไกลถึงระดับโลก ล่าสุด แม้แต่สื่อชื่อดังของญี่ปุ่น อย่าง “สถานีโทรทัศน์ NHK” ยังทำสกู๊ป เจาะลึกเรื่องราวชีวิต รวมถึง “ถอดบทเรียนธุรกิจ” อาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2560 เวลา 03.45 น.

เอ่ยชื่อ “ธนินท์ เจียรวนนท์” หรือ “เจ้าสัวซีพี” แทบไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะไม่แค่โด่งดังในประเทศ แต่ดังไกลถึงระดับโลก ล่าสุด แม้แต่สื่อชื่อดังของญี่ปุ่น อย่าง “สถานีโทรทัศน์ NHK” ยังทำสกู๊ป เจาะลึกเรื่องราวชีวิต รวมถึง “ถอดบทเรียนธุรกิจ” เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาแก่นักธุรกิจญี่ปุ่นในรูปของหนังสารคดีอีกด้วย “ทีมวิถีชีวิต” จึงได้หยิบยกแง่มุม น่าสนใจของนักธุรกิจไทยชื่อก้องโลกรายนี้มานำเสนอ เพื่อให้เห็นแง่มุมชีวิตที่ เจ้าสัวได้เดินทางมา จนก้าวสู่จุดสูงสุดของโลกในวันนี้

ประวัติ “เจ้าสัวธนินท์” ดังที่ปรากฏตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นั้น ระบุว่า เกิดวันที่ 19 เม.ย. 2482 ซึ่งอีกไม่กี่วันนี้ก็จะมีอายุครบ 78 ปีแล้ว ทั้งนี้ เจ้าสัวเกิดที่ย่านเยาวราช กรุงเทพฯ มีชื่อในภาษาจีนว่า “ก๊กมิ้น” เป็นบุตร คนสุดท้อง ในบรรดาบุตรหลายคนของ นายเจี่ย เอ็กชอ ด้านชีวิตส่วนตัวนั้น สมรสกับ คุณหญิงเทวี (วัฒนลิขิต) เจียรวนนท์ โดยมีบุตร-ธิดา 5 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน ประกอบด้วย วรรณี, สุภกิต, ณรงค์, ศุภชัย และ ทิพาภรณ์ เจียรวนนท์



เมื่อโตเข้าวัยเรียน เริ่มเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเดินทางไปเรียนต่อชั้นมัธยม ที่โรงเรียนซัวเถา ประเทศจีน จากนั้นจึงไปเรียนด้านพาณิชยกรรม ที่เกาะฮ่องกง ทั้งนี้ ช่วงวัยเด็ก-ชีวิตช่วงวัยเรียนนั้น ก็มีเรื่องเล่าน่าสนใจเช่นกัน โดยได้เคยเล่าไว้ว่า สาเหตุที่ได้มาเรียนที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย เพราะฝรั่งซึ่งทำงานที่ร้านเจียไต๋ได้แนะนำคุณพ่อว่า โรงเรียนนี้น่าเรียน เพราะค่าเทอมถูก แถมยังได้ดื่มนมฟรีอีกด้วย นั่นจึงทำให้ได้เข้าเรียน ป.1 ที่นี่

ครั้นพออายุ 12 ขวบ จึงไปเรียนต่อ ที่ซัวเถา ประเทศจีน เพื่อเรียนภาษาจีน และไปช่วยดูแลกิจการตระกูลที่นั่น ก่อนมาเรียนด้านพาณิชยกรรมที่ฮ่องกงต่อ โดยหลังเรียนจบจากฮ่องกง ได้เริ่มต้นทำงานครั้งแรก ที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ ในตำแหน่ง “แคชเชียร์” ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 18 ปี ต่อมาจึงย้ายไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด กระทั่งกลับมาทำงานที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์อีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นใครจะเชื่อ จากเด็กหนุ่มที่เริ่มต้นในตำแหน่งแคชเชียร์ จะทะยานเป็น “เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ” มูลค่าหลายแสนล้านบาทอย่างวันนี้

อนึ่ง เส้นทางชีวิตช่วงที่เรียนจบกลับมาจากฮ่องกง ก็มีเรื่องเล่าที่เป็น “ตำนาน” เช่นกัน โดยได้เคยเล่าว่า “พอจบจากฮ่องกง คุณพ่อบอกว่า ถ้าไม่อยากเรียนต่อก็ต้องทำธุรกิจ จึงให้ออกมาเป็นพะจั๊บ พะจั๊บถ้าแปลตรง ๆ ก็คือต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่เช้ามืดต้องตื่นมาเปิดร้าน ทำความสะอาด กวาดพื้น รับบิล เก็บเงินเข้าบัญชี หรือก็คืองานเสมียนนั่นเอง ตอนนั้นทำทุกอย่าง ไม่เลือกงาน อะไรทำได้ทำหมด บางทีขยันถามจนถูกหลงจู๊เอ็ดก็มีบ่อย แต่ไม่ท้อ เพราะอยากเรียนรู้งานให้ทะลุปรุโปร่ง” เป็นคำบอกเล่าถึงช่วงเริ่มต้นชีวิตทำงานในอดีต



ธุรกิจซีพีวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่สยายปีกไกลไปในหลายประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้ข้อมูลว่า มีอยู่ 13 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร, กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและผลิตภัณฑ์อารักขาพืช, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร, กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง, กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม(จีน), กลุ่มธุรกิจการเงินและการธนาคาร(จีน) และกลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์(จีน) โดยมีการดำเนินธุรกิจรวมทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ตุรกี ไต้หวัน สิงคโปร์ จีน และรัสเซีย ซึ่งนี่คือ “อาณาจักรธุรกิจ” ที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ

อย่างไรก็ดี กว่าจะถึงวันนี้ได้ ชีวิตเจ้าสัวธนินท์ก็ต้องผ่านบททดสอบเช่นเดียวกับนักธุรกิจดัง ๆ คน อื่น ๆ โดยเรื่องนี้ก็ได้เคยเล่าไว้ว่า ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยได้วิ่งเล่นหยอกล้อกับเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ “การเรียนรู้วิชาค้าขาย” โดยเฉพาะกับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก “ตราเรือบิน” ของตระกูล ทั้งนี้ ย่านที่เกิดและเติบโตอย่างถนนทรงวาดนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่หล่อหลอม “ธาตุพ่อค้า” ให้ โดยเจ้าสัวเองเคยเล่าไว้ว่า ที่บ้านเป็นตระกูลพ่อค้า ที่ชาวบ้านมักคุ้นกันดีตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย ชนิดถ้าไปหาบ้านไม่ถูก บอกแค่ชื่อร้านเจียไต๋เท่านั้น รับรองไม่มีหลง

เจ้าสัวเองยังเคยเล่าถึงตอนที่กลับมาจากฮ่องกง มาเริ่มทำงานที่ร้านว่า ตอนนั้นร้านได้ยกระดับธุรกิจ และเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ร้านเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)” แล้ว ซึ่งตอนนั้น ทุกวันจะตื่นแต่เช้า เพื่อติดรถขนวัตถุดิบออกไปเพราะต้องการเห็นทุกขั้นตอนของการค้าขาย ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนขั้นตอนการผลิตที่โรงงาน โดยจะทำแบบนี้ทุกวัน และมีอยู่วันหนึ่งก็ได้รับมอบงานสำคัญ นั่นคือ ดูแลการขนส่งหมูไปฮ่องกงทางเรือ ซึ่ง พบว่า ทุกครั้งที่เรือเดินทางถึงฮ่องกง จะมีหมูตายเป็นจำนวนมาก ทางพี่ชายจึงยื่นข้อเสนอว่า ถ้ามีหมูตายน้อยลง 1 ตัว เจ้าสัวจะได้เงินพิเศษ 100 บาท



พอได้รับข้อเสนอ ก็มาทำการบ้าน โดยพยายามสังเกตทุกอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุ และพบว่า จำนวนหมูที่ตายสัมพันธ์กับการโคลงเคลงของเรือ ซึ่ง อาจเกิดจากทิศทางลมแต่ละฤดู ผมจึง จัดวางตำแหน่งใหม่ โดยนำหมูไปไว้ตรงกลางเรือช่วงหน้าร้อน และไว้ท้ายเรือช่วงหน้าหนาว พร้อมเสนอค่าตอบแทนหัวหน้าที่ดูแลงานลำเลียงว่า ถ้าหมูตายลดลง 1 ตัว เขาจะได้เงินเพิ่ม 20 บาท หลังจากนั้นหมูก็ตายน้อยลง” ...เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวในอดีต ที่เจ้าสัวเคยเล่าไว้

กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักนั้น นอกจากจะเติบโตจนขยายกิจการไปต่างจังหวัดแล้ว เจียไต๋ยังเป็นธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักครบวงจรเจ้าแรกของไทยที่ไปบุกตลาดอาเซียน นอกจากความภูมิใจที่กิจการเติบโตแล้ว อีกเรื่องที่ภูมิใจ และเล่าได้ไม่รู้เบื่อ คือ “ความซื่อสัตย์ของเจียไต๋” โดยได้เคยเล่าเอาไว้ว่า “คุณพ่อให้พิมพ์คำว่าหมดอายุลงไปบนกระป๋องเมล็ดพันธุ์ทุกกระป๋อง เพื่อบอกให้ลูกค้าทราบ ซึ่งที่ร้าน จะรับประกันทุกเมล็ด ถ้าหมดอายุก่อนใช้งาน ก็นำมาเปลี่ยนคืนได้ทันที” เหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจียไต๋ จะเป็น “กล่องดวงใจของเจ้าสัว”

แต่ถึงกระนั้น การทำธุรกิจก็ย่อมต้องมีข้อผิดพลาด แต่ในมุมมองของ เจ้าสัวมองว่า ความผิดพลาดคือค่าเล่าเรียน โดยได้หยิบยกเรื่องนี้มาบอกเล่าว่า ถ้าผิดพลาด 30% สำเร็จ 70% ให้ถือ 30% เป็นค่าเล่าเรียน เพื่อให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น พร้อมยกตำนานอีกเรื่อง อย่าง “เหตุการณ์ไก่ขึ้นสวรรค์ลอยฟ้า” ที่เป็นบทเรียนในช่วงบุกเบิกธุรกิจไก่ครบวงจรของซีพี โดยเล่าว่า ช่วงที่ฮ่องกงเกิดปัญหาขาดแคลนไก่และหมู ต้องนำเข้าจากไทยนั้น ซีพีทำเรื่องแหวกแนวก็คือ การเช่า เหมาลำเครื่องบินการบินไทย เพื่อขนไก่เป็น ๆ ไปส่งฮ่องกง โดยเจ้าสัวควบคุมการขนส่งครั้งนี้ด้วยตัวเอง แต่ทีนี้พอกัปตันเห็นว่า ผู้โดยสารเป็นไก่ก็คิดว่าไม่ต้อง เสิร์ฟน้ำและอาหาร ก็เลยไม่เปิดแอร์เย็น ๆ ให้ ปรากฏไก่ค่อย ๆ ขาดอากาศหายใจตายไปทีละตัวสองตัว พอเจ้าสัวเห็นไก่เริ่มหอบถี่ ๆ แล้วล้มพับลงเรื่อย ๆ จึงรีบไปไล่เปิดแอร์ให้ไก่ทุกตัว แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทั้งหมด โดยครั้งนั้นมีไก่ตายกว่าครึ่ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าสัวเข้าใจคำว่าขาดทุนตั้งแต่เครื่องยังไม่ได้แลนดิ้ง ที่เป็นบทเรียนล้ำค่ามีผลต่อก้าวย่างของซีพีจนถึงวันนี้



ทั้งนี้ หลังจากได้ก่อร่างสร้างอาณาจักรธุรกิจจนประสบความสำเร็จ และโด่งดังระดับโลก ที่ทำให้นักธุรกิจทั่วโลกต่างให้ความสนใจ แน่นอนว่า จำนวนนี้ก็มีไม่ใช่น้อยที่พยายามจะ “ถอดรหัส” อย่างล่าสุด สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นก็ได้เจาะลึกเรื่องนี้ให้คนญี่ปุ่นได้เรียนรู้ เพื่อใช้เป็น “กรณีศึกษาเจาะตลาดจีน” โดยสารคดีชุดนี้ได้รวบรวมเอา “สุดยอดผู้นำธุรกิจ” ในเอเชีย ที่สร้าง แรงสั่นสะเทือนโลกการค้ามาถ่ายทอดในรูปแบบสารคดี ซึ่งเจ้าสัวเป็น 1 ใน 20 สุดยอดนักธุรกิจที่ได้รับคัดเลือก ที่นับเป็น “ความฉลาด” ของรัฐบาลญี่ปุ่น ในการใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือ “เรียนลัด” ทั้งที่จะว่ากันแล้ว ญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยจะกินเส้นกับจีนนัก แต่ในแง่ธุรกิจ ญี่ปุ่นกลับพร้อม ก้าวข้ามอคติที่มี ...ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยเองก็ควรศึกษาเช่นกัน

สารคดีชุดดังกล่าว ได้นำประเด็น “การลงทุนฝ่าพายุ” ของซีพีที่มองวิกฤติ ในจีนเป็นโอกาสการลงทุน จนทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในประเทศจีนอย่างมาก ตรงข้ามกับบริษัทญี่ปุ่นที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย โดยเนื้อหาแง่มุมในสารคดีนี้ มีเรื่องราวน่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ ตอนที่ จีนเกิดเหตุจลาจลที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ ปี 1989 ส่งผลให้บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ต่างพากันชะลอการลงทุน ทว่า เจ้าสัวกลับมองเป็นโอกาสทอง โดยได้รีบรุดไปจีนเพื่อพบ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำจีนทันที จนเกิดเป็น “วาทะที่โลกจดจำ” คือ “แมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ ก็คือแมวที่ดี” ซึ่งสิ่งที่เจ้าสัวมอบให้จีนนั้น ไม่ใช่แค่หนู แต่เป็นสัตว์ปีกที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้คนจีนได้อยู่ดีกินดี ในยุคข้าวยากหมากแพง

มีเรื่องที่เล่าขานกัน นอกเหนือจากมุมธุรกิจ คือ ครั้งหนึ่งเจ้าสัวธนินท์เคยใฝ่ฝันอยากเป็นผู้สร้าง-ผู้กำกับภาพยนตร์มาก หลังได้รับคำชมจากเพื่อน ๆ เมื่อมีโอกาสได้กำกับละครเวทีของโรงเรียนตอนเด็ก และอีกเรื่องก็คือ เจ้าสัวสนใจเรื่องของสัตว์ปีกมาก โดยตอนอายุได้ 9 ขวบก็เริ่มเลี้ยงนกพิราบและไก่ชน ซึ่งนกพิราบที่เลี้ยง ไม่ได้เลี้ยงเพื่อสวยงาม แต่เลือกเลี้ยงเฉพาะสายพันธุ์ที่แข่งบินเร็ว หรือเป็นนกพิราบสื่อสารเท่านั้น ส่วนไก่ชนก็เลี้ยงอย่างดี เรียกว่าลงแข่งสนามไหนก็คว้ารางวัลได้ทุกครั้ง ซึ่งไก่ชนนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังหลงใหลอยู่ และนี่ก็เป็นบางแง่มุมชีวิต กับมุมธุรกิจของ “เจ้าสัวซีพี” ที่ทาง “ทีมวิถีชีวิต” หยิบยกมานำเสนอบางส่วน ซึ่งคงพอทำให้พบคำตอบที่ว่า...เหตุใดชื่อของ“ธนินท์ เจียรวนนท์” นั้น

จึงโด่งดังคับโลก.

.........................................................
ทีมวิถีชีวิต : รายงาน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    78%
  • ไม่เห็นด้วย
    22%

บอกต่อ : 2.19K