อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ป่าต้นน้ำคือชีวิตวัฒนธรรม แต่'เหลือบ-ริ้น'ไฉนจึงโกงกิน

สงกรานต์นี้ชวนคนไทยมาร่วมดูแลแหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลองบึง ไม่ให้ถูกบุกรุกยึดครอง ทลายปัญหาสำคัญ “เหลือบ-ริ้น” กัดกินรับเงินทอนจากโครงการที่ใช้บริหารจัดการน้ำ พุธที่ 12 เมษายน 2560 เวลา 09.00 น.


สังคมไทยได้ชื่อว่าเป็นสังคมที่ผูกพันกับ “น้ำ” มาอย่างใกล้ชิดและยาวนาน ไม่เพียงเพื่อใช้ประโยชน์ในด้าน อุปโภค บริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม คมนาคม เท่านั้น แต่เรายังนำน้ำมาใช้ในด้านประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่ออีกด้วย น้ำกับสังคมไทยจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน และขาดกันไม่ได้ เพราะว่าอะไร???

1. ในทางทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมีคุณค่ามหาศาล มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งถิ่นฐาน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกินของชุมชน มักเลือกอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ห้วย หนอง คลอง บึง ลำธาร แม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทร

การเปลี่ยนแปลงของน้ำทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ จึงมีผลต่อสังคม ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทุกรัฐบาลจึงมีการออกแบบ และพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ จนในปัจจุบัน มีถึง
“9 กระทรวง 36 กรม” ทำหน้าที่อำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน และช่วยพัฒนาประเทศชาติ





ในแต่ละปีรัฐบาลได้จัดงบประมาณเป็นจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อดูแลปัญหาน้ำทั้งระบบ ป้องกันรักษาป่าต้นน้ำ อนุรักษ์แหล่งน้ำ และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากน้ำ จึงมีหน่วยงานหลักๆ คือ “กรมชลประทาน” ที่ดูแลน้ำเพื่อการเกษตร ขณะที่ “กรมทรัพยากรน้ำ” ดูแลน้ำอุปโภค บริโภค ส่วน “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” นำน้ำและควบคุมน้ำใต้ดิน และ “กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ” ทำหน้าที่ดูแลป่าต้นน้ำ

แต่ก็มีอีกหลายหน่วยงานถูกจัดตั้งขึ้นช่วยแก้ปัญหา และพัฒนาเรื่องน้ำของประเทศ เพราะปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาประเทศ และอีกปัญหาที่สำคัญ คือมี
 “เหลือบ-ริ้น”  คอยหาประโยชน์กับโครงการ และงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้เพื่อบริหารจัดน้ำ



2. ในทางวัฒนธรรมความเชื่อ หลายสังคมเชื่อว่าน้ำเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็นเป็นสุข ดับทุกข์คลายร้อน ล้างความชั่วร้ายให้ออกไปจากร่างกายและจิตใจได้ ดังนั้นน้ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา พิธีกรรมต่างๆ เช่น การสรงน้ำพระพุทธรูปในศาสนาพุทธ อาบน้ำศพของศาสนาอิสลาม หรือล้างบาป ศีลจุ่มในศาสนาคริสต์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงสืบต่อกันมาว่า
“น้ำ” มีบุญคุณ เพราะใช้ตั้งแต่เกิดจนตาย จึงควรสำนึกถึงบุญคุณของน้ำ

“สงกรานต์” เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในชนบทและในเมือง มีวัฒนธรรมการสรงน้ำพระพุทธรูป ปล่อยปลาลงแหล่งน้ำ รดน้ำขอพรจากผู้อาวุโส การละเล่นสาดน้ำกัน



รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรถือเอาช่วง “สงกรานต์” ที่มีประเพณีวัฒนธรรมในการใช้น้ำ มาสร้างสำนึกและความตระหนักเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยให้มีการรณรงค์อย่างจริงจัง ตั้งแต่ร่วมในการดูแลปกป้องป่าต้นน้ำ เพื่อไม่ให้ถูกบุกรุกทำลาย ร่วมมือร่วมใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ร่วมดูแลแหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลองบึง ไม่ให้ถูกบุกรุกยึดครอง หรือทำลายไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เพื่อให้แหล่งน้ำเป็นแก้มลิง และเป็นของส่วนรวมต่อไป ไม่นิ่งเฉยเมื่อเห็นการทุจริตคอร์รัปชั่น

และใช้โอกาสนี้ตรวจสอบโครงการของรัฐ และการใช้เงินงบประมาณที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำว่าได้จัดทำเพื่อดูแลแก้ปัญหาให้ประเทศชาติ และประชาชนจริงหรือไม่??? คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน หรือทำเพียงเพื่อตอบสนองผู้มีอำนาจ ให้ตรวจสอบอย่างจริงจังว่ามีการเรียกรับเงินทอนในโครงการเหล่านั้นหรือไม่????

เพราะมีข้อมูลว่าผู้บริหารบางกรม ขณะนี้ถูกบีบจนหน้าเขียวและอาจอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ตอบสนองความต้องการส่วนตัวให้กับ “ผู้มีอำนาจ” ที่อยากได้อย่างไม่รู้จักพอ สวนทางกับแนวความคิดของนายกรัฐมนตรี “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่พยายามทำเรื่องปราบปรามการทุจริต เป็นเครดิตทิศทางบวกให้กับรัฐบาล

หากไม่สามารถหยุดยั้งความเลวร้ายที่ว่าลงได้ ฉะนั้นเรื่อง
“น้ำ” ก็คงไม่ฉ่ำเย็นอีกต่อไป อาจเป็นเรื่อง “ร้อน” ของรัฐบาลนี้ก็เป็นได้?!?
.................................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”
ขอบคุณภาพจาก กมธ.สิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 12