อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"การฝังเข็มรักษา โรค ออฟฟิศซินโดรม"

โรคออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานประมาณ 6-8 ชั่วโมง ส่วนมากพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน อาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2560 เวลา 02.45 น.

โรคออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานประมาณ 6-8 ชั่วโมง ส่วนมากพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน โดยเกิดจากการที่ กล้ามเนื้อทำงานมากเกินไปจนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน (overuse injury) จนยากแก่การซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้อย่างสมบูรณ์ โดยทางการแพทย์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรค myofascial pain syndrome (กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด) โดยอาการปวดมักจะเรื้อรัง ร่วมกับ คลำพบลำกล้ามเนื้อแข็งเป็นแนว (taut band) และอาจมีจุดกดเจ็บในลำกล้ามเนื้อนั้น ๆ (trigger point) ที่ทำให้ปวดร้าวไปยังบริเวณอื่นตามแนวกล้ามเนื้อได้

อาการที่พบได้บ่อย แบ่งเป็น

1. กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด ซึ่งพบในเวชปฏิบัติได้บ่อยที่สุด เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะการนั่งหลังค่อม ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ สะบัก เมื่อย เกร็งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นมากขึ้น อาจเกิดหมอนรองกระดูกเสื่อมเคลื่อนกดทับเส้นประสาทได้

2. กลุ่มอาการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ เส้นเอ็น นิ้วมือพบมากขึ้น เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ การจับเมาส์ในท่าเดิมนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ปวดปลายประสาท นิ้วล็อก หรือข้อมือล็อกได้

3. กลุ่มอาการผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย จากการกดทับที่บริเวณหลัง คอหรือตามข้อต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการชา ร้าวไปตามแขนขาได้

4. กลุ่มอาการผิดปกติทางตาและการมองเห็น จากการจ้องจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ อาจเกิดตาพร่ามัว ระคายเคืองตา ตาแห้งจากภาวะน้ำตาน้อย

5. กลุ่มอาการทางจิตใจ เป็นภาวะความเครียด จากการทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ จนอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน นอนไม่หลับ ตามมาได้

สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้ เกิดจากการที่เราใช้งานกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งซ้ำ ๆ ในปริมาณน้อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้น ทำงานหดเกร็งตลอดเวลา ทำให้เส้นเลือดที่แทรกอยู่ในใยกล้ามเนื้อไม่สามารถนำเลือดเข้าไปในกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อขาดเลือด และของเสียที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อไม่สามารถลำเลียงออกไปได้ ใยกล้ามเนื้อนั้น ๆ จึงตายไป เกิดเป็นพังผืดในกล้ามเนื้อไปหดรัดกล้ามเนื้อโดยรอบ ทำให้กล้ามเนื้ออื่นไม่อาจหดและคลายตัวได้ ทำให้กำลังของกล้ามเนื้ออ่อนแอลง รับงานตามปกติไม่ได้ เมื่อเวลานานไปกล้ามเนื้อโดยรอบก็จะขาดเลือด และตายเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดลำกล้ามเนื้อตาย (Taut band) ขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น การรักษาในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นไปที่การยืดกล้ามเนื้อ โยคะ การออกกำลังกาย การรักษาโดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อไม่ให้เกิดการตายของกล้ามเนื้อ หรือการใช้งานกล้ามเนื้อจน Over นั่นเอง ส่วนการรักษาโดยการให้ยานั้น ไม่สามารถรักษาโรค ออฟฟิศซินโดรมได้ เป็นเพียงแค่บรรเทาอาการปวดเป็นพัก ๆ เท่านั้น เมื่ออาการของโรคเป็นมากขึ้น ก็จะไม่ตอบสนองต่อยาเลย จะเห็นได้ว่าการรักษาที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่สามารถทำลายพังผืดที่เกิดขึ้นได้ มีเพียงการฝังเข็มจีน  acupuncture หรือการใช้เข็มแบบ dry needle แบบ western เท่านั้น จึงจะสามารถทำได้

การฝังเข็มแบบจีน Acupuncture เป็นการฝังแบบทะลวงจุดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของพลังงาน Qi ในร่างกาย ทำให้เลือดกลับมาเลี้ยงบริเวณที่เป็นพังผืด ในขณะฝังเข็มมักจะเกิดอาการกระตุก ร้าวไปที่ต่าง ๆ เกิดจากการที่พังผืดขาดออก ทำให้กล้ามเนื้อที่โดนพังผืดรัดไว้ ดีดตัวออกทันที ทำให้กล้ามเนื้อกลับมามีความยาวเท่าเดิม ก่อนเกิดอาการ และกล้ามเนื้อจะปล่อยสารสื่อประสาทออกมาจนหมด ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าจนกว่ากล้ามเนื้อจะสร้างสารสื่อประสาทขึ้นมาใหม่ ตามปกติ เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง

เมื่ออาการล้าหายไป กล้ามเนื้อจะเริ่มแข็งแรงขึ้น มีกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่อาจใช้เวลา 3-5 วัน แต่ในบางรายที่กล้ามเนื้ออ่อนแอมาก อาจใช้เวลาที่นานกว่านั้น

ปัจจุบัน การใช้เข็มในการรักษาโรคออฟฟิศซินโดรม เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ประกันสุขภาพส่วนใหญ่เริ่มครอบคลุมการรักษาโดยการใช้เข็มมากขึ้น เพราะนอกจากการรักษาอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอักเสบ เส้นประสาทถูกกดทับ นอนไม่หลับจากอาการเกร็งที่บริเวณคอ ปวดศีรษะ ไมเกรน ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ที่สามารถรักษาโดยการใช้เข็มแล้ว ยังเป็นการสร้างความแข็งแรงให้เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อเพื่อให้สามารถรับงานได้มากขึ้นอีกด้วย

วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสมในขณะทำงานก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยในการลดการเกิด อาการและการกลับมาเป็นโรคอีก เช่น การปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะให้เหมาะสม นั่งสบายเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ ให้ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา การพิมพ์งานแป้นคีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับข้อศอก ข้อมือ ใช้เมาส์โดยพักข้อศอกบนที่รองแขน และสามารถเคลื่อนไหวได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ขณะนั่งทำงาน ควรนั่งหลังตรงชิดขอบด้านในของเก้าอี้ กะพริบตาบ่อย ๆ พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 10 นาที เปลี่ยนท่าการทำงานทุก 20 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขนทุก 1 ชั่วโมง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงอารีย์ กิจศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพญาไท 2 https://www.phyathai.com

..........................................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 5