อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"ชีวิตนักพิทักษ์พงไพร" สละสุข-เผชิญภัย..เพื่อผืนป่า

นอกจากปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจะทำให้สังคมรับรู้ถึงการทำงานอย่างเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ป่าไม้แล้ว ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีเหล่าเจ้าหน้าที่อีกจำนวนไม่น้อยที่ “ทำหน้าที่ปกป้องดูแลผืนป่าของประเทศไทย” อาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2560 เวลา 05.30 น.

นอกจากปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจะทำให้สังคมรับรู้ถึงการทำงานอย่างเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ป่าไม้แล้ว ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีเหล่าเจ้าหน้าที่อีกจำนวนไม่น้อยที่ “ทำหน้าที่ปกป้องดูแลผืนป่าของประเทศไทย” แม้จะต้องเสียสละความสุขส่วนตน แต่เพื่อหน้าที่ กลุ่มคนเหล่านี้ก็ “พร้อมใจ” ที่จะทำภารกิจนี้ ซึ่งวันนี้คอลัมน์นี้มีเรื่องราวของคนกลุ่มนี้มานำเสนอ...

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมวิถีชีวิต” ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้บริหาร ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ที่ทำโครงการ นำตู้ยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นมอบให้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า” แห่งผืนป่าตะวันออก ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ทับลาน, ปางสีดา, ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากการมอบตู้ยาและเวชภัณฑ์แล้ว เรายังได้รับรู้เรื่องราวการทำงานของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อีกด้วย โดย “ผู้พิทักษ์ป่า” เป็นชื่อที่สังคมเรียกขานคนกลุ่มนี้...

ขอแค่มีใจรักผืนป่า มีใจเสียสละให้ ก็พอแล้วครับ” เสียงจาก บุญเลื่อน แสนโคตร หัวหน้าชุดลาดตระเวน สังกัดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าว ซึ่งเขาคนนี้รับหน้าที่เป็นผู้นำทางให้กับคณะของเราในการเดินทางครั้งนี้ ระหว่างทาง ขณะเดิน เขาเล่าว่า ชีวิตของผู้พิทักษ์ป่าเป็นไปในแบบ เมื่อแบกเป้ขึ้นหลังแล้ว ทุกวินาทีต้องพร้อมปฏิบัติงาน



บางทีเราก็ต้องนอนกลางดิน กินกลางป่า ซึ่งเมื่อก้าวขาออกจากบ้าน เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนทางข้างหน้า แต่ก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราพร้อมที่จะทำมันครับ” หัวหน้าชุดลาดตระเวนแห่งป่าเขาใหญ่คนเดิมกล่าว

พร้อมเล่าต่อว่า “ผมทำงานนี้มา 15 ปี ถือว่ายังน้อยสำหรับการเป็นผู้พิทักษ์ป่า เพราะยังมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่อยู่ในป่า ที่ยังเรียนรู้ไม่หมด โดยเฉพาะเทคนิคการเอาตัวรอด ทำให้การทำงานต้องเรียนรู้ และปรับตัวไปตามกลยุทธ์ในแต่ละครั้ง ปรับไปตามยุทธศาสตร์ ปรับตามสิ่งที่เข้ามาทำลาย อย่างพวกที่เขามาลักลอบล่าสัตว์ ตัดไม้ทำลายป่า เราก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับกลวิธีของคนเหล่านี้”

เรื่อง เสี่ยงเจ็บ-เสี่ยงตาย นั้น บุญเลื่อน บอกว่า มีเยอะ!! โดยเล่าว่า เจ้าหน้าที่ไม่ต้องไปยิง หรือไปปะทะกับกลุ่มคนที่เข้ามาหาผลประโยชน์ในป่าก่อนหรอก เพราะในป่ามีสิ่งที่เป็นอันตรายมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ “สิ่งมีพิษขนาดเล็ก” เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก เชื้อพยาธิ เชื้อโรคต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ตายได้ ต่อมาก็เป็น “สัตว์มีพิษต่าง ๆ” ไม่ต้องมองไปถึงสัตว์ใหญ่ เฉพาะสัตว์เล็ก ๆ เช่น งู แมงมุม แมลงมีพิษที่อยู่ในป่า ถ้าถูกกัดถูกต่อยก็ทำให้เจ็บหนักได้ ยิ่งถ้าถูกงูกัดยิ่งเรื่องใหญ่ เพราะไม่มียา ไม่มีเซรุ่ม ทำได้แค่ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะนำออกจากป่า ส่วน “สัตว์ใหญ่” อย่างช้าง หมี ก็อันตราย ต่อมาก็เป็น “ภัยธรรมชาติ” อาทิ พายุ ลมที่สามารถพัดต้นไม้ให้หักมาล้มทับได้ ซึ่งมีหลายครั้งที่เคยเจอ “บางที่กลางคืนนอน ๆ อยู่ มีพายุพัดมาก็ต้องเปลี่ยนที่นอน เราต้องระวังและเลือกหาพื้นที่นอนที่ปลอดภัย” บุญเลื่อนกล่าว



อันตรายต่อมาหนีไม่พ้น “คน” อย่าง กลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้-ล่าสัตว์ หรือ พวกที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งจะมีความเสี่ยงตลอดเวลาที่จะต้องเจอกับคนพวกนี้ เพราะคนร้ายส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากโดนจับ พอไม่อยากโดนจับก็ต้องหนี ก็ต้องมีการต่อสู้ ถ้าเป็นพวกที่ไม่มีปืนก็ไม่อันตรายมาก แต่ถ้ามีปืน เจ้าหน้าที่ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงบาดเจ็บหรือเกิดความสูญเสียได้

เรียกว่าในป่ามีอันตรายอยู่รอบตัวเลยครับ!!!” หัวหน้าชุดคนเดิมระบุ พร้อมบอกอีกว่า “เข้าป่าแล้ว ไม่สนใจอะไร นอกจากหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อย่างผมเคยต้องเดินตามรอยพวกตัดไม้ 4-5 วัน ไม่ได้กินข้าว หรือเรื่องเจอสัตว์ป่าเป็นเรื่องปกติ แต่พวกเราไม่มีจิตพยาบาทที่จะไปฆ่าสัตว์ มีแต่จิตเมตตาที่จะปกปักรักษาเขา เหมือนเขาจะรู้ เขาก็จะไม่ทำอันตรายเรา จริง ๆ ผมเคยมีประสบการณ์ ตอนนั้นไม่มีที่นอน เลยเผลอไปนอนในที่ช้างเดินผ่าน ก่อนนอนก็ยกมือไหว้ขอ พอเช้ามาเก็บของเสร็จแล้ว ช้างเขาถึงจะมาเดินผ่านกันตรงที่เรานอนเมื่อคืน นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลก”

ความลำบาก” คืออาหารจานหลักผู้พิทักษ์ป่า

บุญเลื่อนเล่าว่า สำหรับการลาดตระเวนของผู้พิทักษ์ป่านั้น จะใช้เวลา 3 คืน 4 วัน ในการเข้าป่าลาดตระเวน หรืออาจจะนานกว่านั้น ขึ้นกับภารกิจ แต่หลัก ๆ เดือนหนึ่งจะต้องเข้าป่าเพื่อลาดตระเวน 4 ครั้งเป็นอย่างต่ำ หรือเดือนหนึ่งต้องมี 15 วันที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า...ความยากลำบากนั้น มีตั้งแต่การไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะออฟฟิศของเจ้าหน้าที่คือป่า แน่นอนว่าให้ลืมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกไปเลย ยิ่งเวลาที่ต้องออกติดตามพวกตัดไม้ พวกทำผิดกฎหมาย ยิ่งหนัก เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะหลบซ่อนอยู่ในป่าลึก เพื่อหลบเลี่ยง เจ้าหน้าที่ก็ต้องตามให้เจอ ดังนั้น ถ้าไปตามภารกิจแบบนี้ ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นก็ต้องเอาไปให้ครบ โดยเฉพาะของใช้เพื่อดำรงชีพในป่า ทำให้บางที “น้ำหนักสัมภาระของเป้บนหลัง” จึงไม่ต่างกับการแบกหินใหญ่ ๆ



เบื้องต้นก็คงจะสัก 15-20 กิโลกรัมขึ้นไปครับ” บุญเลื่อนบอกถึงน้ำหนักสิ่งของในเป้ที่เจ้าหน้าที่ต้องแบกไว้บนหลัง พร้อมบอกอีกว่า อาหารที่นำเข้าไปนั้น หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า กินแต่มาม่า หรือปลากระป๋อง ซึ่งเขาบอกว่ากินแบบนี้อย่างเดียวไม่ได้ เพราะทานมาก ๆ กระดูกผุกันพอดี เขาหัวเราะ ก่อนจะบอกอีกว่า ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว ปีหนึ่งมาเที่ยวทีหนึ่ง กินมาม่าปลากระป๋องก็คงอร่อยดี แต่พวกเขาที่ต้องเข้าป่าเกือบทุกวัน ถ้าจะให้กินแบบนี้ทุกวันก็คงไม่ไหว ดังนั้น อาหารสดจึงต้องนำเข้าไปด้วย เช่น หมู ไก่ ปลาทู ปลาเค็ม เวลานำมาทำกินก็จะเรียงลำดับ สิ่งไหนเสียไวก็จะทำกินวันแรก อะไรที่อยู่ได้นานกว่าก็จะเก็บไว้วัน ท้าย ๆ “พวกมาม่า ปลากระป๋อง เอาไว้ท้ายสุดเลยครับ เรียกว่าไม้ตายสุดท้าย คือไม่เหลืออะไรแล้วถึงกิน”

...แม้เสียงเล่าจะสนุก แต่สะท้อน “มุมชีวิตของผู้พิทักษ์ป่า” ไม่น้อย

ผู้พิทักษ์ป่าคนเดิมบอกต่อไปว่า...คนที่อยู่ในป่าได้ ต้องทนความลำบากได้ดี และช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนเรื่องที่ต้องทนนั้น มีตั้งแต่ทนกับสภาวะที่กดดัน สภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ดังนั้น คนทำงานนี้ ต้องอึด-ต้องมีใจ โดยคำว่ามีใจหมายถึง มีใจให้ส่วนรวม เพราะอยู่ในป่า ทีมต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อดก็อดด้วยกัน กินก็กินด้วยกัน ถึงจะรักกัน “บางทีไม่มีอะไรกิน มาม่าห่อเดียวเจ้าหน้าที่ 4-5 คน ใส่น้ำเยอะ ๆ ผักหญ้าในป่าที่กินได้ก็ใส่ลงไป แบ่งกัน แค่พอได้ซดน้ำ” บุญเลื่อนกล่าว

ความยากลำบากอีกเรื่องคือ “น้ำดื่ม” บุญเลื่อนเล่าว่า เรื่องน้ำเป็นปัญหามาก จึงต้องยอมแบกเข้าไปเพื่อความปลอดภัย แม้การหาน้ำในป่ามีหลายวิธี แต่ป่าแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนใช้วิธีหาน้ำจากเถาวัลย์ หรือขุดหลุมให้น้ำซึมออกมา หรือกินน้ำในลำธาร ซึ่งถ้าเป็นหน้าฝนก็พอมีให้ดื่ม แต่ถ้าหน้าร้อน น้ำแทบไม่มีกิน จะมีก็เป็นน้ำที่เกิดจากฝนที่ตกลงมาแล้วขังอยู่ ซึ่งเป็นน้ำที่ชะหน้าดินมา ก็จะมีมูลของสัตว์ มีพยาธิ เป็นน้ำมีพิษ ไม่สะอาด ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องระวัง

ส่วนตัวผมเคยป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาถึง 2 ครั้ง จากการกินน้ำที่ไม่สะอาด ตอนนี้ผมก็ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วย ยอมลงทุนซื้อเครื่องกรองน้ำที่พกพาได้เข้าไปในป่าด้วย แม้จะแพงแต่ก็คุ้มเพราะสามารถใช้ได้กันทั้งทีม ถ้าอุปกรณ์กรองน้ำนี้ มีทีมละ 1 เครื่องก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่มันแพงครับ”

บุญเลื่อนฉายภาพ “ชีวิตผู้พิทักษ์ป่า” อีกว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนต้องเดินกันจนง่ามขาถลอก หรือบางครั้งก็เจอฝนตกทั้งวันทั้งคืนจนเสื้อผ้าเปียกปอนไม่มีเวลาแห้ง ต้องใช้วิธีเอาเสื้อย่างไฟให้แห้ง บางทีลำบากกันจนคุยไปก็นั่งร้องไห้ไปด้วยกันกับเพื่อน ๆ ก็มี ยิ่งบางครั้งเห็นเพื่อนเป็นไข้นอนหนาวสั่น ก็ทำให้เกิดอารมณ์ท้อแท้ขึ้นมาบ้าง...



ก็มี บางทีที่มันแวบเข้ามา น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มีใครมาเห็นว่าเราทำงานกันยังไง ใช้ชีวิตลำบากแค่ไหน แต่ลงท้ายแล้วมานั่งนึกว่า พวกเราทำงานนี้เพื่อส่วนรวม ทำให้กำลังใจกลับคืนมาได้ เพราะทุกอย่างที่เราทำ ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อคนที่เรารัก ทำเพื่อเด็กรุ่นหลัง ไม่อย่างนั้นทรัพยากรธรรมชาติก็จะโดนทำลายไปกว่านี้” บุญเลื่อนบอกเรา

พร้อมสะท้อนอีกว่า พื้นที่ป่าเขาใหญ่เป็นเหมือนเพชรเม็ดงามที่มีคนพร้อมจะเข้ามาฉกฉวยหาผลประโยชน์ พวกเขาจึงพร้อมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่จะปกป้องไว้ให้ดีที่สุด ที่ปกป้อง ไม่ได้ปกป้องแค่ผืนป่า สัตว์ป่า แต่ปกป้อง “สมบัติของชาติไทย” ไว้ให้คงอยู่กับประเทศต่อไปให้นานที่สุด โดยเขาย้ำว่า ถ้าไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ ไม่มีอากาศบริสุทธิ์ ทุกอย่าง เป็นห่วงโซ่ ทรัพยากรทุกอย่างเกิดขึ้นจาก ป่า “ต่อให้มีเงินเป็นล้าน ๆ ก็ไม่สามารถซื้ออากาศได้ หรือถ้าบอกว่าอยู่ในเมืองไม่เกี่ยว ไม่ได้อยู่ในป่า แต่ถ้าป่าโดนทำลายจนหมด วันนั้นแหละทุกคนคงได้เจอกับผล กระทบ แน่ ๆ” เขากล่าวด้วยเสียงจริงจัง

อีกเรื่องที่เราอยากรู้คือ “ค่าตอบแทน” บุญเลื่อนก้มหน้าชั่วครู่ ก่อนเงยหน้าบอกเราว่า “ไม่มากครับ ขอแค่ออกตรงเป๊ะ ๆ ก็พอ พวกเราหวังแค่นี้ เพราะพวกเรามีครอบครัว มีลูก มีค่าใช้จ่าย บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา ถ้าเงินเดือนออกไม่ตรงก็ไม่มีจ่าย ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นไปอีก บางคนไม่พอจริง ๆ ไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจทำให้ตัดสินใจเลือกเดินทางผิดได้” เป็นอีก “ฉากชีวิตจริง” ของอีกหนึ่งกลุ่มคนผู้เสียสละของสังคมไทย ชนิดที่ใครไม่เคยได้สัมผัสคงยากจะนึกภาพออก

ด้าน วิจัย สอนวิชา เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าอีกคน เสริมว่า การเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า “หัวใจ” เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ต้องมีและต้องใช้มากที่สุดในการทำงานหน้าที่นี้ คือ ต้องรักป่าจริง เพราะถ้าใจไม่รักก็คงใช้ชีวิตอยู่ยาก เพราะงานนี้ ค่าตอบแทนน้อย ยิ่งถ้าเทียบกับการดูแลผืนป่ากว้างไกลสุดตา กับความเสี่ยงจากภยันตรายต่าง ๆ ด้วยแล้ว มองมุมไหนก็คงไม่คุ้ม

ขณะที่ ครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บอกว่า การดูแลผืนป่าเป็นภารกิจที่ไม่มีวันหยุดแม้สักวันเดียว การที่มีคนมองเห็นถึงความสำคัญของหน้าที่ตรงนี้ ถือเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ที่จะได้มีกำลังใจในการทำงานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แท้ที่จริงแล้วคนที่ดูแลผืนป่าได้ดีที่สุด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่คือคนไทยทุกคน ซึ่งป่าคือแหล่งกำเนิดของชีวิต คือลมหายใจของทุกคน ดังนั้น ทุกคนจึงต้องมีส่วนที่จะช่วยในการรักษาป่าไม้เหล่านี้เอาไว้

ทิ้งท้าย ที่มีการสะท้อนผ่าน “ทีมวิถีชีวิต”...

ถ้าทุกคนรักป่า...ป่าก็จะรักทุกคน”

..........................................................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 3.08K