อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

กลุ่มเกย์ต่อสู้เพื่อการยอมรับ แต่กลับรังเกียจพวกเดียวกัน

กลุ่มหลากหลายทางเพศเองยังรังเกียจดูถูกกันเองด้วยซ้ำ เช่น เกย์ไม่ชอบกะเทยจริตแรงๆ แถมเกย์ กะเทยก็ไม่ถูกกะทอม เมื่อยอมรับตัวตนกันไม่ได้แล้วจะเข้มแข็งได้อย่างไร? พฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 เวลา 08.00 น.


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้พูดถึงการเคลื่อนไหวในเรื่องแรกของ กลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ “กลุ่ม LGBTIQ” คือการต่อสู้เพื่อให้เกิดการยอมรับตัวตนว่า “ความเป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศคือความปกติธรรมดา” ทุกคนมีสิทธิที่จะเปิดเผยและเป็นตัวตนของตัวเองได้ เพราะการไม่ต้องปิดบัง ซ่อนเร้น ทำให้คนเราเกิดความสบายใจ และนำไปสู่การที่จะเปิดเผยศักยภาพตัวเอง การทำเพื่อตนเองและสังคมได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ

การต่อสู้ให้เกิดการยอมรับ เริ่มตั้งแต่ “การที่ครอบครัวยอมรับ” เพราะครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญและเป็นหน่วยเล็กที่ใกล้ชิดคนเรามากที่สุด การที่ครอบครัวยอมรับ เข้าใจ เด็กเยาวชนมีอะไรไม่ต้องปกปิดต่อครอบครัว ทำให้เวลามีปัญหาอื่นใด สามารถมีที่ปรึกษาที่เข้ามาแก้ไขปัญหาได้ เมื่อเกิดการถูกกลั่นแกล้ง กีดกัน หรือพลาดพลั้งใดๆ เช่น การเกิดมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง เมื่อคุยกับครอบครัวได้ก็หาทางแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ไปจนถึงทำให้สุขภาพจิตของคนเราดี

ภาพที่กว้างขึ้น คือ “การยอมรับในระดับสังคม” ที่นำไปสู่การปฏิบัติต่อกันอย่างเข้าใจ อย่างเคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งการต่อสู้ให้เกิดการยอมรับ มีความผลักดันให้ไปถึงภาพใหญ่กว่า คือการยอมรับและเข้าใจในระดับนโยบาย หรือระดับรัฐ ที่จะกำหนดกฎหมายหรือนโยบายใดๆ เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับเพศสภาพ เช่น กฎหมายคู่ชีวิต ที่ต้องการให้ยอมรับการสมรสเพศเดียวกัน เพื่อโอกาสในการจัดการทรัพย์สินหรือตัดสินใจด้านสุขภาพของคู่รัก



อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่อสู้ของกลุ่มหลากหลายทางเพศเหล่านี้ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่เรียกร้องให้เกิดขึ้นง่ายๆ เมื่อ “ข้อเรียกร้อง” หลายข้อ มันขัดต่อความเชื่อและค่านิยมเดิม (ที่ว่ากันว่าถูกกำหนดขึ้นโดยความเชื่อทางศาสนา เพราะในวัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชนเผ่าเดิมหลายที่ก็เห็นเรื่องการรักร่วมเพศเป็นสิ่งปกติธรรมดา) ตัวตน” ของกลุ่มหลากหลายทางเพศถูกมองเป็นความผิดแผก บางพื้นที่ถึงขั้นเป็นเรื่องต้องห้าม

ถ้าเปรียบเทียบ กลุ่มหลากหลายทางเพศ ที่ออกมาเรียกร้อง “ความหัวสมัยใหม่” ให้มีการยอมรับและให้สิทธิ์ในด้านต่างๆ ก็เหมือนกับจะมีการปะทะทางความคิดกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่เชื่อถือ ยึดมั่นในค่านิยมเดิม ในหลายเรื่อง กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ “สุดโต่ง” เกินจะรับและมองว่าถ้าปล่อยให้เกิดการเรียกร้องอะไรประเภทนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดสภาพสังคมวุ่นวายไร้ระบบระเบียบ เริ่มจากให้ยอมรับเรื่องนี้ ต่อไปก็คงอ้าง “เจตน์จำนงเสรี” จะทำอะไรก็ได้

เคยคุยๆ กับกลุ่มที่มีแนวคิดเชิงไม่ยอมรับ กลุ่มหลากหลายทางเพศ ว่าทำไมจึงต้องรังเกียจคนกลุ่มนี้? ก็ได้คำตอบกว้างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เป็นการขัดกับแนวคิดเรื่อง “ขั้วตรงข้าม” (binary opposition) คืออะไรก็ตาม มันต้องมี
“คู่” ในเรื่องของเพศ ก็ง่ายๆ คือ มีขั้วชาย ต้องมีขั้วหญิง ที่จับกันได้ เพื่อให้เกิดการ “ดำรงเผ่าพันธุ์” ชายหญิงเท่านั้นที่จะสร้างทายาทขึ้นมาได้ และทายาทก็เป็นสิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่สืบไป ถ้าจับคู่เพศเดียวกันก็ไม่สามารถสืบต่อเรื่องนี้

ครอบครัว (ไม่ว่าจะสมัยก่อนหรือปัจจุบันนี้) ก็เน้นการสืบทายาท เพื่อดำรงวงศ์ตระกูล และมีให้มีผู้ดูแลเมื่อยามแก่เฒ่า หลายครอบครัวจึงไม่รู้สึกยินดีเลยถ้ามีลูกหลานเป็นพวกรักร่วมเพศ เขาให้เหตุผลว่า “กลัวตระกูลมันจะด้วน” เรายังเห็นว่า...ยังมีหลายครอบครัวที่อยากเอาลูกหลานไป “บำบัดเกย์ แก้ทอม” กระทั่งในต่างประเทศก็มีข่าวชนิดสุดโต่ง ประเภทว่า “มีพ่อข่มขืนลูกสาวเพื่อให้เลิกเป็นทอม” หรือ “เกย์หลายคนถูกกดดันให้แต่งงานกับผู้หญิง”



ความไม่ยอมรับประการต่อมา คือการ “ตีตรา” ว่า คนกลุ่มนี้ดู “ผิดเพศ” เพราะการขัดเกลาทางสังคม การเรียนการสอนอะไรก็ตาม ได้พูดถึงบทบาทหน้าที่ ลักษณะ “ความเป็นชายหญิงที่พึงประสงค์” ว่าความเป็นชายหญิง ต้องมีลักษณะอย่างไร เช่น ชายมีความห้าวหาญ หญิงมีความอ่อนโยน และต่างก็ต้องชอบเพศตรงข้ามเท่านั้น แต่การแสดงออกของกลุ่มหลากหลายทางเพศ มันตรงข้ามกับสิ่งที่สังคมได้เรียนรู้มา บางคนเขาว่า “เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา” นำไปสู่ความรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติ หรือใช้ความรุนแรงกับกลุ่มหลากหลายทางเพศ

บางคนเขาว่า ถ้ากลุ่มนี้อยู่กันเงียบๆ ก็ไม่เป็นไร แต่การแสดงออกในหลายครั้งมัน “ล้น” จนดูแล้วรู้สึกเสื่อมเสีย เช่น การแต่งตัวแรงๆ การแสดงออกแบบจริตแรงๆ พูดคำแรงๆ หรือการตะบี้ตะบันเอาแต่เรียกร้องว่า กลุ่มตัวถูกรังเกียจ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาเป็นประเด็น อย่างเช่น กรณีฆาตกรรมที่กลุ่มรักร่วมเพศมาเกี่ยว พอมีการพาดหัว “เกย์โหด” “ทอมโหด” ก็บอกว่าใช้คำเชิงลบกับ กลุ่มหลากหลายทางเพศ ทั้งที่เป็นแค่คำจำกัดความอธิบายข่าวธรรมดาๆ

สิ่งที่พวกเกลียดกลัวคนรักร่วมเพศ (homophobia) บอกว่า เกลียดชังกลุ่มรักร่วมเพศมาก ก็คือพฤติกรรมทางเพศแบบห่ามๆ แรงๆ อย่างเช่นกลุ่มเกย์ก็ชอบแซะชอบแซว ชอบลวนลามชายแท้ แสดงพฤติกรรมหื่นอยากได้แบบออกนอกหน้าทั้งที่เขาไม่ชอบ อย่างที่เห็นเรื่องเล่าในเทศกาลสงกรานต์แทบทุกปี ที่เขาว่าสีลมนี่ยังกะแดนมิคสัญญีของชายแท้ เล่นกันแบบไม่ให้เกียรติ เกย์ กะเทยรวมกลุ่มกันลากผู้ชายไปรุมทึ้ง ยิ่งพอเมาๆ รวมตัวกันทำอะไรยิ่งน่ากลัว จนกระทั่งชุมชนเกย์ในอินเทอร์เนตบางที่ต้องพยายามรณรงค์ว่าอย่าทำ

หรือที่เป็นข่าวแล้วออกมาตีตรากลุ่มเกย์ก็มีมาเรื่อยๆ เราก็คงเห็นกันบ้าง เรื่องข่าวเกี่ยวกับกลุ่มเกย์ที่ไปทำพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมในห้องน้ำห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะห้องน้ำในมุมลับๆ จนบางแห่งต้องขึ้นป้ายประจาน หรือให้แม่บ้านเข้าไปส่องแทบจะตลอดเวลา หรือไปทำพฤติกรรมในลักษณะใกล้ๆ กันตามห้องน้ำปั๊มน้ำมัน ตามสวนสาธารณะเปลี่ยวๆ แบบว่า มีการส่งข่าวกันเสร็จสรรพว่า “ที่ไหนไปได้”

พอเกิดภาพว่า กลุ่มเกย์ “มั่ว” ก็ถูกตีตราซ้ำว่า มีพฤติกรรมแย่ และแถมยังตีตราซ้ำด้วยคำว่า เป็นพวกตัวแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะ “เชื้อเอชไอวี” ที่ยังกลัวกันมาก เพราะมันรักษาไม่หาย แม้ว่าหลังๆ จะมีความพยายามสร้างความหมายของการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ว่า การติดเชื้อยังไม่ใช่อาการป่วย” “จะป่วยได้ต่อเมื่อไม่ระวังรักษาตัวเองให้ดี” “การติดเชื้อก็ยังใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้” แต่ก็ล้างความเชื่อเดิมไม่ได้ ว่า “มันติดจากเพศสัมพันธ์”



จะสร้างความรู้ความเชื่อใหม่ให้ตาย...แต่มันก็แก้ความเชื่อเก่าไม่ได้ว่า “เอดส์ติด..ชีวิตเปลี่ยน” คนที่ระวังรักษาตัวอยู่ได้ 10-20 ปี มันมีตัวอย่างอยู่ แต่ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น การมีเพศสัมพันธ์อะไรก็ต้องระวังหนักๆ ใช้ชีวิตสนุกสุดเหวี่ยงไม่ระวังสุขภาพก็ไม่ได้ แถมสังคมก็ไม่ยอมรับ เจอครอบครัว ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ก็ไม่ค่อยจะกล้าบอก สมัครงานอะไร ถูกเขาจับเซ็นสัญญาให้เปิดเผยผลเลือดก็จอดแล้ว

เขารณรงค์ให้ตรวจเลือดกันปาวๆ เพื่อว่าถ้ารู้ตัวจะได้ระวังรักษาสุขภาพ ระวังการมีเพศสัมพันธ์ไม่ให้เป็นตัวแพร่เชื้อ แต่เอาเข้าจริง หลายหน่วยงานเพื่อกลุ่มเกย์ที่รณรงค์ตรวจเลือดก็ปวดหัว เพราะจำนวนผู้ยอมมาตรวจก็น้อย ขนาดรณรงค์จัดรถโมบายตรวจฟรี มีลดแลกแจกแถม ให้ของขวัญเป็นรางวัลก็แล้วยังไม่ค่อยจะมากัน เหตุสำคัญเพราะคิดว่า “ตัวเองไม่เสี่ยง” หรือกลัวว่า “ถ้ารู้ผลเลือดไปจะใช้ชีวิตไม่ถูก ทำอะไรไปต่อไม่ได้นี่แหละ”

ในส่วนของทอม พวกเกลียดกลัวรักร่วมเพศเขาก็เขม่น เพราะการแสดงพฤติกรรมแบบเพศสภาพชาย ชอบเอาชนะชาย โดยเฉพาะเอาชนะในเรื่องการแย่งผู้หญิงจากกลุ่มชายแท้ ไปจนถึงกลุ่มเกลียดกลัวรักร่วมเพศ เขาเห็นแล้วขวางหูขวางตาว่า “กระทบอัตตา” และเอาเรื่อง “แก้ทอมซ่อมดี้” โดยใช้ความเป็นชายไปพูดกันแบบสนุกสนาน ทั้งที่จริงๆ แล้วการบังคับขืนใจเช่นนั้นคือ อาชญากรรม (ถ้าอยากหาเรื่องความเกลียดกลัวทอม ลองดูหนัง boy don’t cry จะเห็นภาพชัด)

กลุ่มหลากหลายทางเพศ เขาพยายามแก้ต่างว่า เรื่องหื่นนี่ อย่าเอามาตีตรากัน เพราะชายจริงหญิงแท้ก็ใช่น้อย ผู้หญิงปัจจุบันก็แสดงอาการให้เห็นอยู่บ่อยๆ ที่พูดเรื่องเพศ แสดงท่าทีอย่างเสรีมากขึ้น แต่ย้อนกลับไปข้างบน กลุ่มหลากหลายทางเพศ ถูกมองอย่างผิดแผกและรังเกียจอยู่แล้ว พอทำอะไรมันเป็นจุดสนใจ (หรือรังเกียจ) มากกว่า และพวกกลุ่มชายจริงหญิงแท้เขาก็ไม่ชอบที่เขาถูกประสงค์เซกส์จากคนเพศเดียวกันเป็นทุนเดิม


อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ กลุ่มชายจริงหญิงแท้ เขาว่าก็ กลุ่มหลากหลายทางเพศ เองก็ยังรังเกียจ ยังดูถูกกันเองด้วยซ้ำ แสดงว่าพวกนี้ก็ไม่ได้สามัคคีกัน ไม่ได้รวมกันเพื่อสร้างสังคมอะไรหรอก แบบว่าเกย์ก็ไม่ชอบกะเทยจริตแรงๆ เกย์ กะเทย ก็ไม่ถูกกะทอม เมื่อยอมรับตัวตนกันไม่ได้ แล้ว “ชุมชนของกลุ่มหลากหลายทางเพศ” จะเข้มแข็งได้อย่างไร?



เมื่อมันเกิดภาพการตีตรามาขนาดนี้ สิ่งที่กลุ่มหลากหลายทางเพศทำได้ มันก็มีทางให้เลือก กลุ่มที่เรียกร้อง ต่อสู้ให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับ เขาก็พยายามรณรงค์ในหมู่เดียวกันว่าต้องพยายามล้างภาพที่เป็นลบให้ได้ อย่าให้คนมองกลุ่มหลากหลายทางเพศ “มั่ว” หรือ “ล้น” เพราะพอสังคมมองไม่ดี เวลาเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไร เสียงมันจะไม่ดัง ขนาดเรื่องจำเป็น พูดหนักๆ เข้า ถ้าสังคมไม่ชอบเป็นทุนเดิม เขาจะหาว่า “เยอะ”

กลุ่มที่พยายามต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิของ กลุ่มหลากหลายทางเพศ ก็เคลื่อนไหวไป พยายามส่งเสียงให้ดังมากขึ้น แต่ทางเลือกอีกทางที่ว่า คือกลุ่มหลากหลายทางเพศอีกบางส่วน รู้สึกว่าพอใจที่จะอยู่แค่ในกลุ่มของตัวเอง หรือในสังคมที่ยอมรับตัวเองได้ก็พอ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไร เพราะรู้สึกว่า “พูดไปก็เท่านั้น” สังคมยังไม่ยอมรับ ผู้กำหนดนโยบายไม่ได้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศ แต่เท่าที่เป็นอยู่ก็อยู่ได้

พวกที่พอใจอยู่แค่ในกลุ่มของตัวเองไม่อยากมีเสียงดัง ก็จะไม่ชอบกลุ่มที่เคลื่อนไหวเข้าไปอีก (รู้สึกเกิดอคติกันง่ายดายอย่างไรก็ไม่รู้) บอกว่า การที่กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไร มันทำให้สังคมยิ่งมองภาพว่า กลุ่มหลากหลายทางเพศเก่งแต่เรียกร้อง และ “เยอะ” การอยู่อย่างเงียบๆ แค่สังคมในหมู่เดียวกันหรือหมู่คนที่ยอมรับ ก็เพียงพอแล้ว และไม่ทำให้ “คนนอก” เข้ามายุ่มย่ามหรือมาทำอะไรที่ไม่น่าพอใจ...แค่นี้ชีวิตก็สงบสุขดี

มันก็เป็นเรื่อง “สองคนยลตามช่อง” ล่ะนะ กลุ่มที่เห็นความจำเป็น เขาก็อยากเรียกร้องให้ร่วมกันเคลื่อนไหว กลุ่มที่ไม่อยากให้ใครมายุ่ง เขาก็อยากอยู่เงียบๆ จะว่าใครผิดว่าใครถูกไม่ได้ มันเป็นวิธีคิดและการใช้ชีวิต แต่บางทีก็ต้องลองคิดว่า สิทธิทางกฎหมายหรือการยอมรับอะไรๆ ถ้าไม่ร่วมกันขับเคลื่อนมันก็ไม่เกิด

จะสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนอะไร?? มันต้องเห็นความสำคัญร่วมกันก่อน.
….......................................
คอลลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 171