อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เอาเหงื่อไปแลกความสุข ที่..หมู่เกาะอ่างทอง

วันนี้ไปแค่สองเกาะ ขนาดแค่มาลองเซิร์ฟ ๆ อุ่นเครื่องปีนขึ้นปีนลงรวมแล้วแค่ครึ่งทางของพรุ่งนี้ยังเล่นเอาเกือบหมดสภาพ แต่มันก็ทำให้อาหารมื้อคํ่าเย็นนั้นอร่อยกว่าทุกวัน แถมยังทำให้เราหลับสบายตั้งแต่หัวคํ่า เครื่องปั่นไฟไม่ทันดับเราก็หลับปุ๋ยจนถึงเช้า ศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560 เวลา 05.00 น.


ครับ...สวัสดีครับทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่เรือไฮ ซี ทัวร์ สำหรับโปรแกรมวันนี้นะครับ เรากำลังออกเดินทางจากท่าเทียบเรือหน้าทอน เกาะสมุย เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เมื่อเราถึงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองเรียบร้อยแล้ว เราจะมีการเปลี่ยนถ่ายเรือเป็นเรือหางยาวเพื่อเข้าสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง มีชื่อเรียกว่า “เกาะวัวตาหลับ” สำหรับโปรแกรม บนเกาะวัวตาหลับ เราจะขึ้นจุดชมวิวซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ผาจันทร์จรัส” ซึ่งผาจันทร์จรัสจะมีความสูง 500 เมตร จะมีอยู่ทั้งหมด 5 ระดับ มี 100 เมตร 200 เมตร 350 เมตร 450 เมตร และ 500 เมตร

หลังจากนั้น เราจะลงมาพักผ่อนกันบนชายหาด ท่านใดจะเล่นนํ้าดำนํ้า เรามีหน้ากากให้ยืมบริเวณชายหาด ซึ่งเราจะอยู่ที่วัวตาหลับจนถึงเวลา 12 นาฬิกาตรง หลังจากนั้น เราก็จะนั่งเรือหางยาวออกจากเกาะวัวตาหลับ เพื่อกลับมารับประทานอาหารกลางวันบนเรือ...”



เสียงทัวร์ ลีดเดอร์ สรุปรายละเอียดการเดินทางผ่านลำโพงเสียงดังอู้อี้แข่งกับเสียงของเรือที่กำลังแล่นออกจากฝั่ง จุดหมายปลายทางอยู่ที่ หมู่เกาะอ่างทอง ที่อยู่เบื้องหน้า

เรือไปหมู่เกาะอ่างทอง ออกจากท่าเรือหน้าทอนเกาะสมุยทุกเช้า เวลา 8 โมงครึ่ง ถ้าเอาแบบเดินทางสบาย ๆ สไตล์คนหนีกรุง แนะนำให้มาตั้งหลักนอนที่สมุยสักคืน ตื่นเช้าจอดรถไว้ที่หน้าทอนแล้วหิ้วกระเป๋าขึ้นเรือชิล ชิล

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ 8 โมงกว่า ๆ มาถึงท่าเรือราชาเฟอร์รี่ที่จะข้ามไปสมุยก่อนเวลาเรือออกเที่ยวสุดท้ายเกือบสองชั่วโมง เรียกว่า ถ้าไม่จองตั๋วเอาไว้ล่วงหน้า ก็สามารถข้ามไปกับเรือเที่ยว 6 โมงเย็น ได้แบบสบาย ๆ

ถึงสมุยแล้วเราก็หาที่พักง่าย ๆ แถวหน้าทอน กะว่าตื่นแบบไม่ต้องเร่งรีบก็ยังสามารถหาข้าวแกงปักษ์ใต้อร่อย ๆ เป็นมื้อเช้าได้ทัน หรือถ้าไม่กิน บนเรือเค้าก็มีขนมปังกาแฟไว้บริการ

สังเกตว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปหมู่เกาะอ่างทองจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติฝรั่ง+จีนเกินกว่า 80% มีนักท่องเที่ยวไทยแทรกเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่เพียงไม่กี่คน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเดินทางไปหมู่เกาะอ่างทองต้องข้ามนํ้าข้ามทะเลหลายทอดหลายตอน ถ้าเที่ยวให้สบายก็ใช้เวลาหลายวัน เที่ยวสเปกนี้พี่ไทยส่วนใหญ่เลยขอบาย

ทะเลฝั่งอ่าวไทยช่วงนี้อากาศสดใส ทะเลเรียบถึงเรียบมาก ประมาณ 2 ชม. เรือก็มาจอดสงบนิ่งอยู่บริเวณหน้าเกาะวัวตาหลับซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง



ตามโปรแกรม ถ้าใครมาแบบ day trip เค้ามีเวลาให้อยู่บนเกาะนี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ใครใคร่ขึ้นจุดชมวิว...ขึ้น ใครใคร่เล่นนํ้า...เล่น ใครใคร่นั่งกินลมชมวิว...อะไรได้หมดถ้าสดชื่น แต่สำหรับทีมหนีกรุง ชั่วโมงครึ่งมันไม่ได้ฟีล ข้ามนํ้าข้ามทะเลมาหลายทอดแบบนี้ต้องขอนอนค้างแรมที่นี่สักสองคืน

ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองประกอบไปด้วยเกาะทั้งหมด 42 เกาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนสูงชัน รวมทั้งเกาะวัวตาหลับที่เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ แถมยังมีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดไม่แพ้เกาะฝั่งอันดามัน ยาวกว่า 200 เมตร ที่สงบร่มรื่น พอเราไปเช็กอินที่ที่ทำการอุทยานฯ ก็มีค่างแว่นเจ้าถิ่นฝูงใหญ่มาทำหน้าที่เป็นรีเซฟชั่นกันหน้าสลอนอยู่บนต้นหูกวาง เห็นความน่ารักของมันแล้วอดคว้ากล้องออกมาเก็บภาพไว้ไม่ได้

ช่วงบ่ายวันนี้ หลังจากได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เราตัดสินใจเช่าเรือหางยาวออกไปสำรวจเกาะแก่งรอบอุทยานฯ กันก่อน เจ้าหน้าที่บอกว่าที่ เกาะสามเส้า มีจุดชมวิวเพิ่งเปิดใหม่ สูงแค่ 150 เมตร ได้ยินแล้วก็ต้องขอไปประเดิมซะหน่อย ถือเป็นการวอร์มก่อนขึ้นจุดชมวิวผาจันทร์จรัสในวันพรุ่งนี้

เรือหางยาวของอุทยานฯ เป็นเรือแบบโอเพ่น แอร์ ไม่มีหลังคา เพื่อความสะดวกในการรับส่งนักท่องเที่ยวจากเรือใหญ่เข้าฝั่ง โชคยังดีที่แต่ละเกาะอยู่ห่างกันไม่มากนัก ไม่ทันเกรียมก็ถึงชายหาดเกาะสามเส้า

เกาะสามเส้าเป็นเกาะที่มีชายหาดเล็ก ๆ สามารถมาเช่าเต็นท์พักแรมได้ แต่ไฮไลต์จริง ๆ ของเกาะสามเส้าคือประติมากรรมสะพานหินฝีมือธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวสามารถพายคยัคลอดออกไปสู่ทะเลด้านนอกได้

การพายเรือคยัคไปตามเกาะต่าง ๆ ภายในอุทยานฯ ถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ ใครมาหมู่เกาะอ่างทองแนะนำให้ซ้อมพายกันมาล่วงหน้าได้เลย



ส่วนอีกไฮไลต์ที่มาสามเส้าแล้วต้องไม่พลาด คือ เส้นทางสู่จุดชมวิวระดับ 150 เมตร ที่ต้องเกาะเชือกปีนเขาขึ้นไป ระดับความชันประมาณ 45-60 องศา ถือว่าไม่ยากเย็นอะไรจนเกินไป เรียกว่าไม่ทันปอดขยายตัวก็ถึงจุดชมวิวข้างบนแล้ว แต่สำหรับชายวัยฉกรรจ์แล้วฉกรรจ์อีกแบบผม กว่าจะลากสังขารขึ้นไปได้ก็เล่นเอาหอบไปหลายแฮก แต่มันก็คุ้มค่ากับเหงื่อที่เสียไป เพราะภาพที่เห็นมันสวยงามคุ้มค่ากว่าหลายเท่า ถือเป็นรางวัลที่ธรรมชาติมอบให้กับคนที่เอาเหงื่อมาแลกเท่านั้น

ได้ภาพสวย ๆ จนจุใจแล้วก็ได้เวลาไต่เชือกกลับลงมาเพื่อขึ้นเรือไปสู่อีกไฮไลต์นึงของหมู่เกาะอ่างทอง คือ ทะเลในที่เกาะแม่เกาะ นั่งอาบแดดมาอีกแป๊บเดียวก็ถึง

จากชายหาดเราต้องปีนบันไดที่บางช่วงชันเกือบ 90 องศา ขึ้นไปอีกประมาณ 70 เมตร แต่เป็น 70 เมตร ที่หัวเข่าและขาต้องทำหน้าที่สู้กับแรงโน้มถ่วง เพื่อขึ้นไปชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เรียกว่า “ทะเลใน” ทะเลในเป็นทะเลสาบสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ประมาณสองสนามฟุตบอลที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาหินปูน ส่วนนํ้าสีเขียวมรกตก็มาจากอุโมงค์ใต้นํ้าที่เชื่อมต่อกับทะเลด้านนอกนั่นเอง

วันนี้ไปแค่สองเกาะ ขนาดแค่มาลองเซิร์ฟ ๆ อุ่นเครื่องปีนขึ้นปีนลงรวมแล้วแค่ครึ่งทางของพรุ่งนี้ยังเล่นเอาเกือบหมดสภาพ แต่มันก็ทำให้อาหารมื้อคํ่าเย็นนั้นอร่อยกว่าทุกวัน แถมยังทำให้เราหลับสบายตั้งแต่หัวคํ่า เครื่องปั่นไฟไม่ทันดับเราก็หลับปุ๋ยจนถึงเช้า



รุ่งเช้าเป็นวันดีเดย์ที่เราจะขึ้นไปพิชิต ผาจันทร์จรัส (ฟังเหมือนสูงเป็นพันเมตร 555) หลังจากอาหารเช้าย่อยดีแล้วก็ได้ฤกษ์งามยามดี เรือนักท่องเที่ยวก็กำลังเข้าฝั่ง จะได้มีเพื่อนร่วมทาง

ทางปีนขึ้นผาจันทร์จรัสในปัจจุบันสะดวกสบายขึ้น เพราะทางอุทยานฯ เค้าเรียงหินทำเป็นบันไดให้เดิน แต่แบบนี้หัวเข่าและขาต้องรับบทบาทมากขึ้น เพราะลูกตั้งของบันไดบางช่วงสูงเกือบ 30 ซม. ยังดีที่มีราวบันไดเชือกให้ใช้แขนช่วยดึงตัวเพื่อผ่อนแรง ถ้าใครอยากรู้ว่าบรรยากาศ การปีนผาจันทร์จรัสแบบออริจินอลเป็นยังไงก็ลองไปสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นได้ที่จุดชมวิวบนเกาะสามเส้า ฟีลเดียวกันอารมณ์เดียวกันเป๊ะ

การปีนขึ้นสู่จุดชมวิวผาจันทร์จรัส แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าที่มีนํ้าหนักเบา ระบายอากาศได้ดี และควรพกนํ้าติดตัวไปด้วย ยิ่งถ้าได้กล้วยหอมสักใบยิ่งดีจากทางขึ้นถึงจุดชมวิวระยะ 100 เมตร ถือว่ายังชิล ชิลอยู่ เหงื่อแค่พอเริ่มซึม แลกกับภาพวิวมุมสูงของชายหาดสีขาวที่มียอดต้นมะพร้าวเป็นพร็อพประกอบฉาก มีเกาะผี (ชื่อน่ากลัว) เป็นแบ็กกราวด์

จาก 100 เมตร ขยับไป 200 เมตร หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น เสียงหายใจหนักขึ้น สังขารผมเริ่มประท้วง ต้องหยุดพักเป็นช่วง ๆ ทุก ๆ 15 ขั้น ส่วนนายอินเดียนหน้าโจร แชมป์มาราธอนเพื่อนซี้ผมเดินนำลิ่วไม่เห็นฝุ่น ตามติดด้วยช่างภาพทั่วไทยที่ค่อยกระดืบ ๆ หุ่นหมีขั้วโลกตามไปด้วยสปีดหนอนชาเขียว

จุดชมวิว 200 เมตร เราจะเริ่มมองเห็นหมู่เกาะอ่างทองเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในมุมมองแบบพาโนรามา 180 องศา บริเวณอ่าวคามีเรือนักท่องเที่ยวลอยลำอยู่หน้าชายหาด ได้เห็นวิวสวย ๆ แล้วก็ทำให้เราหายเหนื่อยและมีแรงที่จะขึ้นไปพิชิตจุดชมวิวที่อยู่สูงขึ้นไป

ตั้งแต่จุดชมวิว 200 เมตร ขึ้นไป ร่างกายต้องใช้พลังต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงมากขึ้น ยิ่งสูงทางขึ้นยิ่งชัน บางช่วงชันเกือบ 80 องศา หลายคนไม่แวะเข้าไปที่จุดชมวิวที่ระยะ 350 เมตร ที่ต้องเดินแยกขึ้นไปทางซ้ายและเดินกลับมาเส้นทางเดิม แต่เลือกตีตั๋วยาวขึ้นที่จุดชมวิวระยะ 450 เมตร ซึ่งเคยเป็นจุดชมวิวสูงสุดเดิมแทน ถึงตรงนั้นจะมองเห็นจุดชมวิวระยะ 500 เมตร ที่สร้างขึ้นใหม่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จุดชมวิวทั้งสองระยะนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของทุกคนที่มาเยือนหมู่เกาะอ่างทอง

ทั้งระยะ 450 เมตร และ 500 เมตร จะเป็นมุมที่เราสามารถเห็นหมู่เกาะอ่างทองทั้ง 42 เกาะ และถ้าอากาศดี ๆ ก็จะเห็นไปไกลถึงเกาะสมุยและเกาะพะงัน กว่าจะถึงตรงจุดนี้ บอกได้เลยครับว่าเหนื่อยเอาการ แต่ก็คุ้มค่าที่ได้ขึ้นมาเห็นธรรมชาติที่งดงามในมุมมองที่คนอีกนับหลายพันล้านคนบนโลกยังไม่เคยเห็นของจริงด้วยตาของตัวเอง มากกว่าการถ่ายภาพ ผมใช้เวลาบนนี้เสพความสุขจากการมองภาพสวย ๆ ที่อยู่ตรงหน้า เป็นความสุขที่ได้เอาชนะใจตัวเอง เป็นความสุขที่ใช้เหงื่อของตัวเองแลกมา



ทุก ๆ ย่างก้าว เมื่อมุมมองเปลี่ยน โลกทัศน์ของเราก็เปลี่ยนตามไปด้วย ชีวิตของเราก็เช่นกัน ถ้าเรายังมองอะไรแบบเดิม ๆ มุมเดิม ๆ ชีวิตก็จะได้แต่สิ่งเดิม ๆ ที่ซํ้าซากจำเจ ลองเปลี่ยนมุมมองจากท่าบังคับเดิม ๆ บ้าง บางทีชีวิตเราอาจมีโอกาสได้พบสิ่งที่ดีขึ้น หรือถ้าไม่ดีกว่าเก่า อย่างน้อย ๆ เราก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แม้จะต้องออกแรงเอาเหงื่อมาแลกบ้าง แต่มันก็คุ้มค่าแล้วไม่ใช่เหรอครับ

กิจกรรมที่หมู่เกาะอ่างทองของเรายังไม่หมด พรุ่งนี้เมื่อเรือมารับเรากลับพร้อม ๆ กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแบบ day trip เรายังมีกิจกรรมให้สนุกกันต่อ

“...หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เราก็จะล่องเรือเข้าไปด้านในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เพื่อไปชมทัศนียภาพของเกาะต่าง ๆ สองข้างทาง และไฮไลต์ของเราจะอยู่ที่บริเวณด้านหน้าเกาะสามเส้า เสร็จจากสามเส้าเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเดินทางไปที่เกาะแม่เกาะ ซึ่งเกาะแม่เกาะจะประกอบไปด้วยสามอ่าว คือ อ่าวถํ้าร้าง อ่าวหน้าทับ แล้วก็ทะเลใน เมื่อเราไปถึงอ่าวถํ้าร้าง ผู้ที่มีไหมพรมสีแดงผูกบนข้อมือ เราจะพายเรือคยัคจากอ่าวถํ้าร้างไปที่ทะเลใน ซึ่งเราจะใช้เวลาในการพาย 10 นาที

และสำหรับผู้ที่มีไหมพรมสีเขียว หลังจากส่งคยัคเสร็จแล้วเราก็จะเดินทางไปที่ทะเลในด้วยเรือใหญ่ เมื่อเราถึงด้านหน้าทะเลใน เราจะมีการเปลี่ยนถ่ายเรือเป็นเรือหางยาวเพื่อเข้าสู่ทะเลใน โปรแกรมที่ทะเลใน เราจะขึ้นไปชมความงดงามของทะเลในซึ่งมีความสูง 70 เมตร หลังจากนั้นลงมาพักผ่อนที่ชายหาดตามอัธยาศัย ท่านจะดำนํ้าเรามีหน้ากากให้ยืมบริเวณหน้าชายหาด และสำหรับท่านที่มีไหมพรมสีเขียวเราจะพายเรือคยัคตอนเวลาบ่าย 2 โมง 15 โดยจะเริ่มพายเรือจากทะเลในไปยังอ่าวถํ้าร้าง เราจะใช้เวลาพาย 40 นาทีเหมือนเดิม และสำหรับผู้ที่มีไหมพรมสีแดง หลังจากพายคยัคเสร็จสิ้นแล้ว เราจะกลับมาขึ้นเรือในเวลาบ่าย 3 โมง หลังจากนั้นเราก็จะเดินทางกลับมาที่อ่าวถํ้าร้างเพื่อกลับมารับคยัคอีกกลุ่ม หลังจากนั้น เราก็จะเดินทางกลับสู่เกาะสมุย ซึ่งเราจะมาถึงเกาะสมุยเวลา 5 โมงเย็น ถึง 5 โมง 15 โดยประมาณ”

เสียงทัวร์ ลีดเดอร์ ส่งเสียงผ่านลำโพงเสียงดังอู้อี้แข่งกับเสียงของเรือที่กำลังแล่นออกจากฝั่งเกาะวัวตาหลับ ก่อนจบทริปการเดินทางที่ได้ทั้งออกกำลังกาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายเราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว...จริงมั้ยครับ.


...............................
รัฐรงค์ ศรีเลิศ / เรื่อง
ทีมงานนิตยสารหนีกรุง / ภาพ
www.facebook.com/neekrungmagazine

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 5