อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สูญเสีย'พื้นที่ป่าไม้'อีกเร็วๆนี้ จากกฎหมายเปลี่ยนสีพื้นที่!

เชื่อว่าไทยจะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อีกครั้ง จากการออกกฎหมายเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วง จากพื้นที่ทำการเกษตรเป็นอุตสาหกรรม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พุธที่ 3 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.00 น.


ตามรายงานของทางราชการ พบว่าปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ในประเทศ แต่ถ้าไม่นับรวมป่าข้างทางริมถนน และสวนยางพาราในพื้นที่ป่าไม้เข้าไปด้วยแล้ว น่าจะเหลือน้อยกว่านั้นมากๆ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐานของสหประชาชาติ และต่ำกว่าที่คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติกำหนดไว้

หากย้อนกลับไปดูจะพบว่า ประเทศไทย ได้สูญเสียพื้นที่ป่าของชาติครั้งใหญ่ๆ ไปหลายครั้งหลายคราว และจากหลายนโยบายของรัฐ อาทิเช่น


1. สูญเสียไปจากการจัดตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน
นโยบายสร้างระบบป้องกันประเทศตามแนวชายแดนจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีโครงการให้ประชาชนมีพื้นที่ทำกิน และให้เกิดความความหวงแหนแผ่นดินและป้องกันการอพยพทิ้งถิ่นฐาน จึงมติคณะรัฐมนตรี ปี 2521 อนุมัติให้จัดตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 2524 จัดตั้งไทย-ลาว, ไทย-พม่า และไทย-มาเลเซีย ปี 2524 จัดตั้งไทย-พม่า เพิ่มเติม ปี 2528 อนุมัติไทย-พม่า เพิ่มเติม ปี 2542 อนุมัติให้ปรับและจัดตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนเพิ่มเติม โครงการดังกล่าวนี้รวมทั้งสิ้น 24 หมู่บ้าน ซึ่งได้ใช้พื้นที่ป่าไม้ไปไม่น้อยทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไปมากเช่นกัน

2. สูญเสียการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511
รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีน้อยไม่เพียงพอต่อการครองชีพ โดยจัดสรรให้ไม่เกินครอบครัวละ 50 ไร่ มี 3 รูปแบบ คือสหกรณ์การเช่าที่ดิน สกรณ์การเช่าซื้อที่ดิน และนิคมสหกรณ์ ทั้ง 3 รูปแบบได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปกับนโยบายนี้ไม่น้อยเช่นกัน



3. สูญเสียจากการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.. 2518 (..ก.)
โดยโครงการดังกล่าวนี้ ได้ให้กรมป่าไม้มอบพื้นที่ป่าให้สำนักงานปฎิรูปที่ดิน จำนวน 44 ล้านไร่ ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติในการกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคืนกรมป่าไม้ และได้คืนมาแค่จำนวน 8 ล้านไร่เท่านั้น ที่เหลือที่ไม่สามารถออก ส.ป.ก.ได้ ก็ปล่อยให้มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าให้ป่าหมดสภาพไป เพื่อให้เข้าหลักเกณท์และเงื่อนไขการปฎิรูปได้

ถือเป็นการสูญเสียป่าอย่างใหญ่หลวง และเป็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ และล้มเหลวในการปฎิรูปที่ดิน จนท้ายที่สุดแล้วคนจนก็ขายต่อให้กับนายทุน และทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของนายทุน


4. สูญเสียจากการที่ราชการไม่สามารถดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541
ที่จริงแล้วรัฐบาลในขณะนั้นได้ออกมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และให้ดำเนินการต่อไปตามมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยให้ทำการสำรวจการถือครองที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ทุกแปลงทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดี โดยให้ตรวจสอบว่ามีการครอบครองโดยชอบหรือไม่ หากครอบครองโดยชอบก็ให้ออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนไป ส่วนที่ครอบครองโดยไม่ชอบก็ยึดคืนมาเป็นของรัฐต่อไป แต่ฝ่ายราชการผู้ปฎิบัติไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จและเรียบร้อยได้ ทำให้ประชาชนที่ครอบครองพื้นที่ป่าอยู่ก็ครอบครองกันต่อไป

มีข้อมูลที่สำรวจไว้ว่าได้สูญเสียพื้นที่ป่าจากที่ข้าราชการไม่สามารถปฎิบัติตามมติ ครม. ดังกล่าว จำนวนรวม 787,794 ราย เนื้อที่ 7.9 ล้านไร่ ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ที่ยังไม่แจ้งการสำรวจถือครองอีกโดยประมาณ 1.8 ล้านไร่ จากกรณีดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ป่าไปมากมายอีกไม่น้อย


5. สูญเสียจากโครงการนิคมสร้างตนเอง
โดยที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินการจัดตั้งโครงการนิคมสร้างตนเองขึ้นมา รวม 43 แห่ง ใน 33 จังหวัด เนื้อที่รวมประมาณ 3,060,823 ไร่ โครงการนี้ใช้พื้นที่ป่าไม้ไปจัดทำนิคมสร้างตนเองไปแล้วเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย

6. สูญเสียจากการสัมปทานของรัฐ
เราสูญเสียพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ไปอีกรูปแบบหนึ่ง คือการที่กรมป่าไม้ได้ให้สัมปทานแก่เอกชนทั้งสัมปทานตัดไม้ในป่าบก สัมปทานเผาถ่านไม้โกงกาง หรือป่าชายเลน ตลอดจนการระเบิดหิน ดูดทราย ขุดแร่ ซึ่งเมื่อสิ้นสุดสัมปทานลง มีพื้นที่บางส่วนซึ่งผู้ได้รับสัมปทานได้นำไปออกเอกสารสิทธิ์เป็นของตัวเองเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ขุมเหมืองในพื้นที่แถบจังหวัดฝั่งอันดามันที่เมื่อเสร็จสิ้นสัมปทานแล้วกลับมีเจ้าของขึ้นมา ไม่ได้กลับมาเป็นของรัฐเหมือนที่ควรจะเป็น ทำให้ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปจากการสัมปทานในรูปแบบต่างๆ ไปเป็นจำนวนมากมาย



โดยสรุปแล้ว เราได้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก และคิดว่าคงไม่ยุติอยู่แค่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ครั้งใหญ่ๆ ที่ผ่านมาเท่านั้น อาจเกิดได้อีกในเร็ววันนี้ เพราะคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. …เพื่อวางรากฐานระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทยในพื้นที่ 3 จังหวัด

ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ก่อนจะขยายไปยังภาคอื่นๆ ต่อไปในอนาคต โดยจะขยายสิทธิการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 ปี เป็น 99 ปี เป็นการออกกฎหมายเปลี่ยนพื้นที่สีเขียว เป็นสีม่วง จากพื้นที่ทำการเกษตร เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งในประเทศไทย

จากกฎหมายดังกล่าว อาจทำให้คนยากคนจนปล่อยที่ดั้งเดิมให้ชาวต่างชาติใช้ แล้วตนเองกลับไปหาที่ใหม่แทน เกษตรกรจะปล่อยที่เกษตรกรรมให้ชาวต่างชาติและนักลงทุนไปทำอุตสาหกรรม แล้วตนเองกลับไปบุกรุกป่าที่เหลืออยู่น้อยนิดกันอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

“พินิจพิจารณากันดีๆ นะครับ พื้นที่ป่าอาจหดหายได้ไปได้จากกฎหมายฉบับนี้”
…..............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.86K