อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

บุกค้นรัง'แก๊งคอลเซ็นเตอร์' มั่วเซ็กซ์-สยองจุดฆ่าปาดคอ

ผู้หญิงจีน 4 คนที่จับได้ในบ้านนอกจากจะเป็นสาวคอลเซ็นเตอร์แล้ว ยังมีหน้าที่ระบายความใคร่ให้ผู้ชายในแก๊งด้วย แต่ที่น่าสยองคือเคยมีเหตุฆ่าปาดคอตาย 3 ศพ เป็นจุดเดียวกับที่ผมยืนถ่ายรูป...บรื้อ!! พุธที่ 10 พฤษภาคม 2560 เวลา 08.00 น.


ตอนนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากตอนที่แล้วนะครับ หากจะได้อรรถรสก็ไปอ่านตอนก่อนมานิด ที่ ถูก'แก๊งคอลเซ็นเตอร์'หลอก โดนนักข่าวลับลวงพรางอีก แต่ถ้าขี้เกียจ ผมจะเกริ่นให้นิดว่า ตอนที่แล้วเรากล่าวถึง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หลอกผู้เสียหายรายหนึ่งให้โอนเงินไป แกมาแจ้งความโรงพักแล้งพบกับผม จึงเข้าใจว่าผมเป็นตำรวจจึงให้ข้อมูลมาเต็มที่ จนผมได้ข่าวไปเขียน เรื่องเหมือนจะจบลงตรงนี้...

จนวันหนึ่ง ช่วงราวบ่ายสอง มีแหล่งข่าวกระซิบมาว่ามีการจับกุม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ได้ในท้องที่ของโรงพักเดิมนี่แหละ ผมกำลังดูดชาเย็นจะหมดแก้ว น้ำตาลพุ่งพล่านในร่าง ตอนนั้นกำลังคุยกับ “พี่ตั้ว-ศาสนะ ศิริลาภ” เรื่องความรักที่ผันผ่าน กำลังถกจินตนาการว่า...ถ้าผมอายุ 30 ปีจะเป็นอย่างไร?? ( ถ้าใครอยากรู้จักพี่ตั้วอ่านเรื่องนี้ อำลาขุนพลแห่ง “เดลินิวส์” นักเลงที่ไม่แยแสโรคภัย )

ปีที่ถกกันนั้นแกยังไม่เสียชีวิต พึ่งจะหายป่วยมาหมาดๆ ตัวผอมเพรียวกว่าผมในตอนนั้น ขณะที่กำลังฟังแกพูดคุยอย่างคมคาย ดันมีงานเสียก่อน ทาง “พี่ตั้วแกก็ติดพันคุยกับผมเลยโดดขึ้นรถไปด้วย ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ก็ถึงที่เกิดเหตุท่ามกลางตำรวจจำนวนมาก ซึ่งเป็นชุดเฉพาะกิจตั้งมาเพื่อทลาย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยเฉพาะ

บรรทัดนี้ ผมขอบรรยายโดยใช้สำนวนของนักข่าวอาชญากรรมว่า...

“ที่เกิดเหตุเข้ามาในซอย 50 เมตร เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้นอยู่ในเนื้อที่ 250 ตารางวา เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนจำนวน 24 คน เป็นชาย 20 คน หญิง 4 คนกำลังคุยโทรศัพท์หลอกผู้เสียหายจากประเทศจีนอย่างเมามัน ยึดของกลางโทรศัพท์บ้าน 100 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง บัตรเติมเงินของประเทศจีน และมีรายชื่อคนจีนพร้อมเลขบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังมีกระดาษเขียนวิธีการหลอกผู้เสียหายเป็นภาษาจีนอีกด้วย ทั้งนี้ในบ้านมีเตียงนอนยาวเรียงกันไป และอาหารพร้อมสรรพ”



ที่เกิดเหตุนอกจากจะมีตำรวจจะเต็มพื้นที่แล้ว เรายังพบกลุ่มผู้ต้องหาสัญชาติจีนไชนิสผู้ยิ่งใหญ่ ต่างส่งภาษากันอย่างฉ้งเฉง หลากหลายถ้อยคำ แต่เราจับใจความไม่ได้เลยสักอย่าง ของกลางนอกจากโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก โทรศัพท์บ้านก็เยอะราวกับมีงานการกุศลที่ต้องรับเงินบริจาคแล้ว...

สิ่งสำคัญ คือกลิ่นบุหรี่ในบ้านยังอบอวลตลบจนแทบจะเป็นลม บุหรี่ที่กลุ่มผู้ต้องหาสูบนั้น ก็เป็นยี่ห้อจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในปฐพีว่า ฉุนยิ่งนัก ผมถ่ายรูปทำข่าวยังจามไป ปวดหัวไป เหม็นยิ่งนัก แถมบ้านมันเปิดแอร์ด้วย โอ้โห...หายใจแทบไม่ออก ปอดแทบจะระเบิด!!

ทางตำรวจชุดจับกุมต่างต้องเดินออกมานอกบ้าน ทิ้งสิบตำรวจตรีสัก 2-3 นายคุมตัวชาวจีนไว้ บุหรี่จีนเหม็นฉุนอย่างยิ่ง ตำรวจได้ให้ข่าวกับผมว่า...หลังจากตำรวจไทยแสดงฝีมือร่วมมือกับจีนไปทลาย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่หลอกเงินคนไทย ซึ่งที่ตั้งพวกคนร้ายอยู่ในประเทศจีน ทำให้ตำรวจไทยต้องประสานจีนไปปราบปรามจับกุม ทางจีนก็ขอความร่วมมือให้ช่วยกวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน” ในไทยให้หน่อย ดังนั้นตำรวจไทยจึงสำแดงฝีมืออีกครั้ง

“แต่มันไม่ง่ายๆ นะน้อง ฮัดเช้ย!!!” แกจามครับเพราะบุหรี่จีนมันฉุนมาก

“เราเคยเข้าค้นจุดเป้าหมายแถวลาดพร้าว ปรากฏว่ามันไหวตัวย้ายหนีไปก่อน จึงสืบหาข้อมูลกันแทบตาย เพราะนายก็เร่งมา ก็ไอ้แก๊งนี้เล่นหลอกลูกหลานพรรคคอมมิวนิสต์จีน งานนี้หากจับไม่ได้ ถือว่าสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยล่ะ...”



ฮัดเช้ย!!” แกจามอีกรอบ

ที่จามแบบนี้ไม่ได้มีตำรวจเพียงนายเดียวนะครับ แต่เป็นกันหมด ก็เนื่องจากว่าแก๊งนี้มันอยู่ในบ้านอย่างเดียวเลย ไม่ได้เปิดประตูออกมาข้างนอก ขังตัวเองในบ้าน เพราะออกมาไม่ได้ โดนตำรวจจับแน่!! ทางหัวหน้าแก๊งมันจึงให้อยู่ในบ้าน มีแม่บ้านเป็นคนพม่าหาอาหารมาให้


ส่วนผู้หญิงจีน 4 คนที่จับได้นั้น นอกจากทำหน้าที่หลอกเป็น “สาวคอลเซ็นเตอร์” แล้ว ยังมีหน้าที่ระบายความใคร่ให้กับผู้ชายในแก๊งด้วย เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมครบเครื่อง “one stop service” เลยทีเดียว

“พวกนี้มันอยู่ในบ้านอย่างเดียว มีเตียงนอนพักสบายๆ เพลินๆ สูบบุหรี่กันหนัก แล้วหลอกเงินทั้งคนจีนในแผ่นดินใหญ่ คนสิงคโปร์ คนฮ่องกงต่างโดนกันถ้วนหน้า” ตำรวจนายเดิมอธิบายต่อ ก่อนจะเรียกพวกคนร้ายไปกองรวมกันสักจุด โดยยังไม่อาจสอบปากคำได้แม้แต่น้อย เพราะว่าพูดภาษากันไม่รู้เรื่อง

ถึงตอนนี้ได้ข่าวมาแล้ว ผมกับ “พี่ตั้ว” ก็ไม่รู้จะทำอะไรกัน นอกจากถ่ายรูปเล่น ผมให้พี่แกยืนชี้จุดแล้วถ่าย เผื่อจะส่งแกลงหน้า 1 ของ “หนังสือพิมพ์กับเว็บไซต์เดลินิวส์” สักที ระหว่างที่ถ่ายผมรู้สึกได้เลยว่า บ้านหลังนี้บรรยากาศมันทึมๆ หมองๆ หม่นๆ อย่างไรก็ไม่ทราบ ตัวบ้านนั้นกว้างนะครับ แต่เหมือนไม่ค่อยได้รับการดูแล เจ้าของคนไทยเปิดให้เช่าเดือนละ 60,000 บาท แต่ดูแล้วไม่น่าเข้าพักอาศัยแม้แต่น้อยเลย กินเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เราก็ได้ฤกษ์เลิกงานกลับบ้านไปส่งข่าวให้กองบรรณาธิการ

เช้าอีกวัน คราวนี้ “พี่ตั้ว” ไม่อยู่กับผมแล้ว แกคงไปไหนสักที่ เหลือผมคนเดียวที่ต้องมาตามข่าวนี้ต่อ ผมไปถามตำรวจบนโรงพักก็พบว่ายังสอบปากคำแก๊งคนจีนแสบนี้ไม่ได้เลย เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง

“ภาษาอังกฤษพี่ยังแย่ นี่ภาษาจีน ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย ประสานสถานทูตก็ยังไม่ส่งคนมา ประสานท่องเที่ยวก็ยังไร้วี่แวว เลยต้องขังไปก่อน มันจะขอสูบบุหรี่กันอย่างเดียวเลย ซีกาเร็ต ซีกาเร็ตกันทั้งคืน”

“บ้านมันดูทึมๆ นะครับพี่ ตำรวจก็เก่งที่ไปสืบหาเจอ ผมขับไปตอนแรก เห็นบ้าน นึกว่ามีคนถูกฆ่าตายด้วยซ้ำ”

ร้อยเวรมองหน้า “หนอนโรงพัก เจ้ายังเยาว์นัก” คุยกับผมราวกับเอ่ยภาษากวี



“เอ็งไม่เคยอ่านข่าวหรือไง หลายปีก่อน บ้านหลังนี้เคยมีคดีเพื่อนคนใช้บุกปาดคอเจ้าของบ้าน ชิงทรัพย์ มันเหี้ยมมาก เพราะฆ่าทั้งเจ้าของบ้านและคนใช้พวกเดียวกันเองตาย 3 ศพเลย ตอนจับมาได้ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพวุ่นมาก ตำรวจโดนถีบไปด้วย ซึ่งตำรวจนายนั้นก็คือกูนี่เอง กระเด็นแทบหลังหัก เพราะคนมันฮือจะประชาทัณฑ์”

แกเปิดรูปจุดที่คนจีนโดนจับ “เนี่ย ๆ เขาโดนปาดคอกันตรงนี้”

ผมอ้าปากค้างเลยครับ โธ่...จะยังไงล่ะ ก็จุดนั้น ผมกับ “พี่ตั้ว” มาถ่ายรูปเล่นกันอย่างเมามัน ผลัดกันถ่ายไปมา เลยต้องรีบเอารูปในกล้องมาดูอีกครั้ง เผื่อจะติดอะไรให้สยองใจเล่น เสียวแบบชัตเตอร์ กลัวจะติดวิญญาณมาด้วย!!

แต่ปรากฏว่าโชคดี ไม่มีรูปอะไรปรากฏให้สยองขวัญ ไม่มีอะไรต้องน่าหวาดวิตก มีเพียงรูป “พี่ตั้ว-ศาสนะ ศิริลาภ” ส่งยิ้มมาให้เท่านั้น พลางนึกถึงบทสนทนาที่ถกกันเมื่อวานเรื่องความรักของผม พร้อมกับอายุของผมที่คงถึง 30 ในเร็ววันนี้

แหม..ติดพันอยากจะถกกับแกต่อชะมัด แต่ในเมื่อแกไม่อยู่แล้ว ผมจึงทำได้เพียงยิ้มตอบแกในรูป พลางสงสัยว่าวันนี้แกหายไปไหน ติดงานอะไรอยู่หรือเปล่านะ...
….........................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : cmpublica

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 229