อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เร่งใช้กลไก"โซนนิ่งพื้นที่" แก้ทะเลข้าวโพดระบาด!!

หากราคายาง ผลไม้ และปาล์มตกต่ำต่อไป อาจทำให้คนเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดแทน และวิกฤติจะมาเยือนภาคใต้เหมือนกับที่ภาคเหนือกำลังประสบอยู่ เพราะต้องสูญเสียทรัพยากรที่ดินและน้ำของชาติไป พุธที่ 17 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.00 น.


ข้อเสนอแนะที่ว่าประเทศไทยต้องเร่ง “โซนนิ่ง” พื้นที่เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการเกษตร มีการเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าน่าจะต้องเร่งดำเนินอย่างยิ่ง!!

เพราะถ้าหากปล่อยให้ทิศทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างสะเปะสะปะแบบนี้ ก็เชื่อได้เลยว่า...ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ตามที่หวังและตั้งใจไว้ แทนที่จะคืนความสุขให้กับประชาชนกลับจะโยนความทุกข์มาทับถมซ้ำเติมลงไปอีก เพราะหากต้องการจัดการเรื่อง “โซนนิ่ง” ให้เสร็จสับเรียบร้อย ต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากฝ่ายทหาร และคำสั่งพิเศษที่มีใช้อยู่ในขณะนี้ จะทำให้การทำงานง่ายยิ่งขึ้น และประสบความสำเร็จได้ในเวลารวดเร็ว โดยควรดำเนินการดังนี้


1. จัดทำแนวเขตป่าอนุรักษ์ให้ชัดเจนและครบถ้วนทุกป่า พื้นที่ใดที่เหมาะสมเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ไม่ว่าขนาดจะเท่าไหร่ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเช่นไรก็ให้เปลี่ยนมาเป็นป่าอนุรักษ์เสียทั้งสิ้น

2. จัดทำแนวเขตป่าเศรษฐกิจหรือป่าสงวนแห่งชาติ ให้ครบถ้วนและชัดเจนทุกป่า และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติ แทนที่จะทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารกรมเท่านั่น ควรใช้กลไกความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกันอย่างจริงจัง

3. จัดการกำหนดพื้นที่เกษตรกรรมอย่างจริงจัง ว่าพื้นที่ใดควรทำเกษตรกรรมอะไร ปลูกพืชอะไร เพื่อความเหมาะสมกับพืชพันธุ์ และการตลาด ไม่ควรปล่อยให้ทำอย่างไรก็ได้ ปลูกพืชชนิดใดก็ได้เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้



หากไม่มี
“การโซนนิ่งพื้นที่” ตามข้อเสนอข้างต้น อาจทำให้ “ไร่ข้าวโพด” เข้ามาแทรกอยู่ทั้งในป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งในป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกอย่างอื่นก็แปรเป็นไร่ข้าวโพด ไปเกือบหมด จนในอนาคตจะเป็นเหมือนกับเป็น “ท้องทะเลข้าวโพด”

เพราะแรงจูงใจที่ข้าวโพดมีราคา และมีหลักประกันที่ดีกว่าพืชเกษตรชนิดอื่น มาจากการผลักดันของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าที่ทวงคืนผืนกลับมาตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่ได้แถลงไปแล้ว แต่ในพื้นที่ดังกล่าวยังผลิตข้าวโพดไม่ลดลงแต่อย่างใด ดูจากผลผลิตยังมีการทำอยู่เป็นการปกติ ตัวอย่างเหล่านี้ไปดูได้แถวๆ จังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงอีกหลายจังหวัด

ในเรื่องนี้ นายประสิทธิ์ พัฒนใหญ่ยิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดน่าน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า...

“ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือยังค่อนข้างน่าเป็นห่วงมาก สาเหตุหนึ่งที่สำคัญมาจากการทำการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และพบว่าพื้นที่โดยรวมของ จ.น่านเป็นพื้นที่ภูเขาในป่าสงวนแห่งชาติถึง 85% โดยชาวบ้านมีการปลูกข้าวโพดมากกว่า 8 แสนไร่ และเกือบทั้งหมดเป็นการปลูกบนภูเขาที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว”




ความเห็นของ ผอ.ทสจ. ท่านนี้ตอกย้ำข้อเท็จจริงของการ “สูญเสียพื้นที่ป่าไปเป็นไร่ข้าวโพด ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น”

ในพื้นที่ภาคใต้ก็เช่นกัน ที่ผ่านมาสวนยางพาราแทรกเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นบางส่วนแล้ว และแทรกเข้าไปในป่าสงวนแห่งชาติเกือบหมดสิ้นแทบไม่เหลือที่เป็นป่าอยู่เลย แต่ภาคใต้ยังโชคดีที่เมื่อมีการบุกรุกพื้นที่ป่าแล้วมาปลูกยางพารา หรือปลูกปาล์มน้ำมัน หรือปลูกผลไม้ จึงดูว่ายังเป็นต้นไม้เข้ามาแทนป่าอยู่


แต่ก็นึกหวั่นใจว่าหากราคายาง ราคาผลไม้ และปาล์มตกต่ำเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้คนเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดแทนเหมือนในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดก็เป็นไปได้ และวันนั้นวิกฤติจะมาเยี่ยมเยือนภาคใต้เหมือนกับที่ภาคเหนือกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ จนทำให้คนเดือดร้อน เพราะต้องสูญเสียทรัพยากรที่ดินและน้ำของชาติเพื่อแลกกับผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ดีมีกำไรของบางบริษัทเท่านั้น

“การโซนนิ่งพื้นที่” จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะเป็น “กลไก” ในการควบคุมให้ข้าวโพดอยู่ในบางพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ให้ระบาดออกมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ จนทำให้ประชาชนเดือดร้อน...เร่งทำเถอะครับ!!
…..............................................
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 169