อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

นั่งพินิจพิเคราะห์ "บทเรียนคดีเปรี้ยว"

การรับมือผู้ต้องหาที่เป็นเพศหญิงจำป็นต้องมีตำรวจหญิงเข้าไปดูแลด้วย จะทำให้อคติลดน้อยลงกว่าตำรวจชาย ที่ถูกคนในสังคมด่ากันขรม!! พุธที่ 7 มิถุนายน 2560 เวลา 08.00 น.


กระแสร้อนแรงทีเดียวกับคดีนี้ “หนอนโรงพัก” จึงขอควันหลงร่วมวิจารณ์แสดงความคิดเห็นด้วย หลังผ่านคดีนี้ไป มีหลายฝ่ายที่ควรจะเก็บเป็นบทเรียนนำมาปรับปรุงต่อการทำงานในอนาคต ที่เห็นชัดๆ คือ ตำรวจกับสื่อมวลชน

สำหรับ “ตำรวจ” การรับมือกับผู้ต้องหาที่เป็นเพศหญิงนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมี “ตำรวจหญิง” เข้าไปดูแลด้วย ไม่ใช่เพียงแค่การพาเดิน การควบคุมตัวจำเป็นอย่างยิ่งนะครับที่ “ตำรวจหญิง” จะต้องคอยประกบผู้ต้องหาควบคุม ซึ่งจะทำให้อคติลดน้อยลงกว่า “ตำรวจชาย” ที่คนในสังคมด่าตำรวจกันขรม ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ซึ่งก็ควรแก้ไขโดยนำตำรวจหญิงเข้ามาดูแลแทนตำรวจชายทั้งหมดตลอดการควบคุม

เพราะต้องเข้าใจว่าคดีนี้ผู้ต้องหาเป็นผู้หญิงเสียส่วนมาก แถมหัวโจกพูดได้ว่าค่อนข้างสวย มีเสน่ห์ เรื่องนี้อาจทำให้ตำรวจชายมีอคติต่อการดูแลผู้ต้องหาได้ ผมไม่คิดว่าการให้แต่งหน้าจะเป็นความผิดอย่างไร จะยิ้มร่าระรื่นมันก็ไม่ผิดอะไร ผู้ต้องหาก็คงไม่ได้ยิ้มร่าตลอดเวลา และไม่ได้เครียดตลอดเวลา



ในความเป็นคนช่วงเวลาหนึ่งมันก็มีสลับอารมณ์กันไปหลากหลายได้ มันก็สิทธิของผู้ต้องหาอยู่แล้ว เขาถูกจับก็จริง แต่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ ไม่ใช่ต้องกดลงให้ต่ำช้าในความเป็นคน ที่ผ่านมามีตำรวจออกมาตอบเรื่องนี้แล้ว ผมอยากให้ตำรวจดูแลผู้ต้องหาที่ถูกจับเท่าเทียมกันโดยไม่มีมาตรฐานอื่น “ตำรวจเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปลายทางของกระบวนการยุติธรรม”

หากผู้ต้องหาชุดนี้ได้รับการดูแลด้วยการถูกเห็นเป็นมนุษย์ เราก็ควรดูแลผู้ต้องหารายอื่นๆ ด้วยมาตรฐานความเป็นคนเหมือนๆ กันด้วย ถือเป็นบทเรียนในอนาคตที่ตำรวจควรขบคิดปรับปรุงกันต่อไป


“เรื่องกุญแจมือ” ผมคิดว่าอนาคตอาจต้องมีการปรับปรุง ซึ่ง “กุญแจมือ” คือสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนผู้ต้องหาว่ากำลังถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผ่านมาเราอ้างว่าไม่ใส่เพราะรู้ว่าผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหลบหนี แต่การพาผู้ต้องหาเคลื่อนย้าย จำเป็นต้องใส่กุญแจมือไขว้หลังด้วย เพื่อย้ำเตือนแสดงสัญลักษณ์ว่า “คุณอยู่ระหว่างการจับกุม” ไม่ว่าจะผู้ต้องหาชายหรือหญิง จนเมื่อเข้าไปในที่รโหฐาน แน่ใจว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปไหนไม่ได้ ก็ค่อยคลายกุญแจมือออก

“กุญแจมือ” นั้น เราจะเห็นใส่กับคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่หากมีชื่อเสียง มีลักษณะเซเลป กุญแจมือก็ไม่ต้องถูกใส่ อนาคตความเท่าเทียมด้วยมาตรฐานเดียวกันของตำรวจจะช่วยลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ ที่สำคัญการนำข้อวิจารณ์เหล่านี้มารับฟัง จะช่วยปรับปรุงการทำงานของตำรวจให้ดียิ่งขึ้น!!



ท้ายสุดนี้ ผมว่าไม่มีความจำเป็นต้องโยกผู้ต้องหามาแถลงกันถึงกรุงเทพพระมหานครเลยสักนิด เราควรมุ่งเน้นกระบวนการทำงานมากกว่าจะตะลอนพาผู้ต้องหาไปๆ มาๆ รวมถึงการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หรือจะเรียกว่าการชี้จุด อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรน่าถกกันในสังคมเพื่อคิดต่อไป

สุดท้ายแห่งท้ายสุด...ขอเป็นกำลังใจให้ “ตำรวจ” ผู้ตั้งใจทำงานรักษากฎหมายบ้านเมืองทุกนายด้วยครับ แม้จะไม่มีชื่อปรากฏในบันทึกจับกุมก็ตาม เพราะเนื้อที่กระดาษมันไม่พอนะครับ อย่าเครียดๆ (อันนี้ฮา...แซวเล่นเพื่อความคึกคักกันเบา ๆ)

มาถึง...
“สื่อมวลชน” ทั้งหลาย กับบทเรียนในครั้งนี้ ผู้ต้องหาคดีนี้ถูกจับตานำเสนอจนแทบจะเป็น “ดาราฆาตกร” อยู่แล้ว ต้องเข้าใจว่า...สื่อมวลชนอยู่ในช่วงยากลำบากที่สุดในการทำงาน ในสภาพของวิกฤติเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีใครรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นอย่างไรไปสู่ตรงไหน จนไม่อาจหารูปแบบการทำงานได้ลงตัว

เราจึงเห็น “สื่อมวลชน” ขุดคุ้ยทำงานหาประเด็นฉีกกันจนสังคมแทบจะเอ่อล้นข้อมูลของผู้ต้องหา ถ้าเป็นอาหารเราก็ถูกบังคับกินกันจนเลี่ยนจนจะอ้วกกันอยู่แล้ว แถมยังไวอีกด้วย จนหาข่าวเก่าแทบไม่เจอ ยังไม่นับประเด็นดราม่าก็เอามาทำข่าวจนอ่านแล้วล้าเหมือนกัน



เข้าใจว่า “สื่อมวลชน” มีจำนวนมากในยุคนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงาน คือย้อนกลับไปมองคนในข่าวในฐานะใด? มนุษย์หรือไม่? มองบุคคลรอบด้าน ทั้งผู้สูญเสีย ผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐในฐานะมนุษย์หรือไม่?

สื่อพยายามปั้นแต่งชื่อเรียกผู้ต้องหา ผมเชื่อว่าต้องการทำแบบต่างประเทศ คือให้ผู้ต้องหามีชื่อ พยายามช่วงชิงความหมายตรงนี้ เผื่อในอนาคตจะได้ภูมิใจว่า ได้ตั้งชื่อนี้ แต่เอาความจริงในยุคนี้ เราสามารถควบคุมความพยายามนี้ได้อยู่อีกหรือ การพยายามตั้งชื่อผู้ต้องหายิ่งทำให้เกิดการสร้างภาพเธอ ขยายใหญ่โตเรื่องราวเข้าไปใหญ่

กระแสสังคมตอนนี้ วาดภาพผู้ต้องหาเลวจนเกินคน บางส่วนก็วาดให้ดูเป็นลักษณะมีความงามที่แฝงด้วยความเหี้ยมโหดชวนค้นหา!! แต่จะมองเธอในฐานะมนุษย์อยู่หรือไม่? และ ทำข่าวคำนึงถึงผู้สูญเสีย ครอบครัวอยู่อีกไหม?

เอาเข้าจริงๆ ข่าวคดีนี้มันจะจบลงตามขั้นตอนกฎหมาย แต่จะมีสื่อที่มองเห็นความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ สภาพสังคมไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ยาเสพติดได้ระบาดรุนแรง ลักษณะของความฟุ้งเฟ้อ ลักษณะของการกลัวกระทำความผิดจนนำไปสู่ความเหี้ยมโหด



มีคำถามมากมายก่อตัวขึ้น “สื่อมวลชน” ควรเก็บเป็นบทเรียน ทุกข้อวิจารณ์ทั้งจากในโลกออนไลน์และจากคนต่าง ๆ ในสังคม ไม่ควรเป็นแรงกดให้ท้อถอย หรือเป็นเหมือนของน่ารังเกียจที่สื่อต้องสวนกลับ ลักษณะของสื่อมวลชนที่ดีคือนั่งฟังดูสักครั้ง ประเมินการทำงานและนำไปปรับปรุง หากฟังแล้วไม่เข้าท่า ก็ปล่อยมันไป

“สื่อมวลชน” เป็นปากเสียงของคนในประเทศ มีหน้าที่เพื่อรับใช้เสรีภาพของประชาชน มีพันธกิจในการบอกเล่าเรื่องราวทั้งดีและร้ายแก่สังคม แต่ก็ต้องยืนรับฟังเสียงด่าก้อนหินเช่นกัน ไม่ใช่เพียรใฝ่หาเพียงคำอวยชมและดอกไม้ ในสังคมที่มีความคิดหลากหลาย หากไม่ฟังกันไป หรือนำไปปรับปรุงสร้างสรรค์การทำงานใหม่ จะมีการวัฒนาการทำงานของสื่อได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร??

เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยของสื่อมวลชนดังปกติ แต่อยู่ในยุคสมัยแห่งการทายท้าและความเสี่ยงของสื่อมวลชนอย่างแท้จริง การปรับตัวและรับฟังความเห็นต่าง พร้อมรับความหลากหลายแห่งสังคม เปิดกว้างและเข้าใจ จะทำให้ “สื่อมวลชน” ยืนหยัดอยู่ในอ้อมแขนของประชาชนได้ เพราะพวกเขาไว้ใจว่า...

อย่างน้อยก็จะทำหน้าที่ที่ประชาชนไม่อาจทำได้ อีกทั้งยังรับฟังเสียงของปวงประชา นั่น..สิ..คือ
“สื่อมวลชนที่แท้จริง”
.........................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 29