อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'วิชัย'เที่ยวญี่ปุ่นตั๋วรถไฟหาย ขึ้นโรงพักถูกตำรวจขอโทษ

ตำรวจหนุ่มรวบรวมพลังแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าบอกว่าไม่ใช่อำนาจของตำรวจ ตั๋วหายต้องซื้อใหม่ เข้าใจนะครับวิชัยคุง พูดไปก็ขอโทษไป โค้งกันจนชิน พุธที่ 14 มิถุนายน 2560 เวลา 08.00 น.


นับตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นให้วีซ่าฟรีกับคนไทยในปี 2556 ปรากฏว่าตัวเลขคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นโดดพุ่งไปถึงปีละ 500,000 คน ด้วยโอกาสนี้ผมกับมิตรสหายและ “วิชัย” จึงเดินทางไปญี่ปุ่นสักครา วางแผนกันอย่างดิบอย่างดี ดูตารางรถไฟและซื้อตั๋ว JR - West Rail Pass ซึ่งเป็นตั๋วรถไฟราคาแพง แต่คุ้มมาก เพราะขึ้นรถไฟในละแวกฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นฟรี บางครั้งก็ขึ้นรถเมล์ฟรี บางคราก็สามารถไปยืมจักรยานประจำสถานีมาปั่นท่องเที่ยวในเมืองฟรีอีกด้วย

เมื่อเครื่องบินลง สนามบินท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ เมืองโอซะกะ “วิชัย” ก็พบลางหายนะก่อนใครเพื่อน กล่าวคือพวกผมนั้นผ่าน ตม.ญี่ปุ่นมาได้หมด แต่เขาดันโดนเรียกตรวจอยู่คนเดียว เจ้าหน้าที่ถามว่าไปพักที่ไหนอะไรต่างๆ นานา ด้วยสำเนียงอังกฤษปนข้าวปั้นสาหร่าย โชคดีที่พวกเราทำตารางท่องเที่ยวปริ้นท์ออกมา “วิชัย” จึงได้นำมาโชว์แก่เจ้าหน้าที่ เลยรอดผ่านมาได้

“หน้าตากูเหมือนโจรยากูซ่าขนาดนั้นเลยรึ ถึงต้องโดนเรียกตรวจให้ตื่นเต้น” วิชัยครวญ

ตั๋วรถไฟของเรานั้น สั่งซื้อจากเมืองไทย ได้มาเป็นสำเนาการซื้อ ต้องไปแลกตั๋วที่สถานีรถไฟญี่ปุ่น เขาให้มาเป็นใบกระดาษอ่อนๆ ผมเห็นทีแรกนึกว่าใช้ได้วันเดียว แถมไม่สนใจด้วย ใส่ซอกกระเป๋านู่น ออกกระเป๋านี้ รู้อย่างเดียวว่า เอาเข้าไปใส่เครื่องตรวจบัตร มันทำงานฉับไว และประตูกั้นคนนั้น ญี่ปุ่นเปิดปิดช้ามาก ไม่เหมือนในไทย



และด้วยตั๋วนี้ทำให้มีโอกาสนั่งรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงอันลือชื่อของญี่ปุ่น คือ “ชินกันเซ็น คุ้มมากครับ เมืองไทยเราคาดว่าอีกสักพักขอเวลาอีกไม่นาน แต่ที่ญี่ปุ่นมีมาหลายปีดีดักแล้ว รถไฟเร็วมาก แถมสะอาดอีกด้วย พนักงานเรียบร้อย เมื่อตรวจความเรียบร้อยแต่ละตู้แล้ว ก็จะโค้งพูดขอบคุณเป็นประจำ

อยู่ที่ญี่ปุ่นผมเลยโค้งบ่อย เป็นการโค้งขอโทษซะมาก แถมข้ามถนนต้องดูสัญญาณไฟกันดีๆ บ้านเมืองเรียบร้อยและเป็นระเบียบมาก เมื่อไปถึงเมืองโอคายะมะ เมืองที่เชื่อมกับตำนานลูกท้อโมโมทาโร่ พวกเราลงสถานีรถไฟและเดินหาสถานที่เช่าจักรยาน

ถึงตอนนั้นเจ้าหน้าที่ขอดูตั๋วรถไฟของเรา ซึ่งทุกคนก็เอามาโชว์หมด ทางผมนั้นยับสุดเพราะไม่ค่อยได้ดูแล แต่ก็ยังมีให้เห็น ยกเว้น “วิชัย” ที่หาตั๋วไม่เจอ หายังไงก็ไม่เจอ หาแล้วหาอีก เอากระเป๋าสะพายเทของออก คลำกระเป๋ากางเกง หาแล้วหาอีก หาแทบตาย หาจนหน้าซีดขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อผุดออกมาตลอด จนในที่สุดก็พบข้อสรุปการค้นหาได้ว่า
“ตั๋วรถไฟหาย”

ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ให้ยืมจักรยานปกติ เพราะเห็นว่ามาด้วยกัน ยังไงคงไม่โกงแน่ เราก็ปั่นไปเที่ยว พอกลับมาคืนจักรยาน ทาง “วิชัย” จึงเดินตามหาตั๋วอย่างจริงจัง เพราะตอนนั้นเราคิดว่า...หากมีสำเนาการจองตั๋ว ก็สามารถไปแลกใหม่ได้เสมอตลอดเวลา ทีแรกเราไปดูที่ศูนย์รับแจ้งของหายก่อน เพราะเห็นว่าคนญี่ปุ่นมีน้ำใจตามที่ในการ์ตูนมันบอก ปรากฏว่าไม่มีใครเก็บตั๋วได้ การเจรจาเป็นไปอย่างทุลักทุเลทีเดียว เพราะเป็นการถกไขกันระหว่างอังกฤษงูๆ ปลาๆ กับภาษาญี่ปุ่นเต็มรูปแบบ สุดท้ายภาษามือชนะทุกอย่าง ใช้เวลาเกือบ 10 นาทีจึงได้ความว่า



ไม่มีใครเก็บตั๋วมึงได้นะ คุณวิชัย!!

ความไม่ย่อท้อเป็นหนทางสู่ชัยชนะ ว่าแล้ว “วิชัย” ก็ไปไขความกระจ่างที่ ศูนย์บริการท่องเที่ยว ในสถานีรถไฟซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ เราถามยังไม่ทันได้คำตอบแต่สังเกตจากหน้าเจ้าหน้าที่วัยประมาณคุณป้าใจดีๆ ถึงกับอ้าปากค้างตกใจกับเรื่องเล่าของพวกเรา เอามือทาบอก ก่อนบอกว่า... ไม่สามารถออกตั๋วได้อีก ต้องซื้อใหม่เท่านั้น!!”

พวกเรา (ซึ่งหมายถึงวิชัยเสียส่วนมาก) ยังไม่ยอมแพ้ไปโรงพักที่อยู่ในสถานีรถไฟ มาดนักข่าวอาชญากรรม ทีแรกจะซื้อหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นไปแจก เหมือนตอนตระเวนตามโรงพักในไทย แต่ไม่รู้ว่าที่นี่เขาจะเข้าใจไหม จึงไม่ได้ทำเมื่อมาถึงโรงพักของญี่ปุ่นนั้นสะอาดครับ มีโต๊ะยาวๆ กั้นเหมือนให้คนมาซักถาม วันที่เราไปมีเจ้าหน้าที่แก่ๆ ใส่เสื้อกั๊กสีดำ คิดว่าหากเป็นตำรวจไทยก็เรียกว่า “ป๋า” ไปแล้ว

วันนี้วันเสาร์ ตำรวจไม่ค่อยอยู่กัน ส่วนใหญ่สายตรวจจะออกตรวจโดยรอบ ตรงบอร์ดมีโปสเตอร์คนร้ายออกประกาศจับ หน้าเหมือนดาวร้ายในการ์ตูนเลย ทำท่าแหกปากแบบดูก็รู้ว่ามึงนี่โจรชัดๆ ไม่เหมือนโจรไทยที่โดนประกาศจับนะครับ เพราะเขาเอารูปบัตรประชาชนมาลง เลยไม่เห็นเป็นโจรเท่าไหร่

เราเข้าไปเล่าเรื่องราวให้ฟัง ปรากฏว่า... ป๋าแกไม่เข้าใจ!! ดีที่มีตำรวจหนุ่มเดินเข้ามา ป๋าแกจึงส่งภาษาญี่ปุ่นบอกให้ตำรวจหนุ่มรับคุยกับเราแทน การเจรจาเป็นไปอย่างลำบาก แต่สีหน้าตำรวจหนุ่มที่รู้ว่าตั๋วรถไฟหายปั๊ป ก็ทำหน้าตกใจเหมือนป้าเมื่อครู่เลย คราวนี้เขาใช้สมาธิกำลังทุกอย่างในการรวบรวมคำพูดเพื่อให้เราเข้าใจ



หน้าของตำรวจหนุ่มเหมือนโงกุน กำลังรวบรวมพลังแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า เขาพยายามบอกเราว่า มันไม่ใช่อำนาจของตำรวจ อีกทั้งไม่มีการเก็บตั๋วได้ ส่วนตั๋วนั้นหายไปแล้ว ต้องซื้อใหม่เท่านั้นนะครับ คุณนักท่องเที่ยว เข้าใจนะครับคุณวิชัยคุง...พูดไปขอโทษไป ประเทศนี้ขอโทษกันบ่อยครับ โค้งกันจนชิน...

ถึงตอนนี้ “วิชัย” หน้าซีดไปแล้ว ต้องเสียเงินอีกครั้งใหญ่ พวกเราเลยต้องงดการใช้ “ชินคันเซ็น” ไปตลอดทริป เพราะต้องนั่งรถไฟธรรมดา จะให้ “วิชัย” ซื้อตั๋วใหม่มันก็ไม่คุ้ม ต้องนั่งรถไฟแบบตั๋วรายวัน ซึ่งก็สงสารเขาจริงๆ มาเที่ยวทั้งทียังเจอความซวยอีก

แต่ญี่ปุ่นมันดีและงามน่าเที่ยวจนลืมความซวยไปได้ ถึงไม่ได้ขึ้น “ชินคันเซ็น” แต่รถไฟของที่นี่ก็ตรงเวลาและเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทางอย่างยิ่ง หาก “รงค์ วงษ์สวรรค์” เขียนว่ารถยนต์คือตีนของคนอเมริกัน รถไฟที่นี่ก็คือรองเท้าเกี๊ยะดีๆ ของคนญี่ปุ่นนี่เอง

แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น คนไทยมาเที่ยวกันเยอะ แม้จะเจอเรื่องเซ็ง แต่พวกเรายังคงเที่ยวสนุกและเพลินกับการเดินทาง ทั้งอาหารเครื่องดื่มมากหน้าหลายตา ลืมความทุกข์ไปได้โดยไว ผมปลอบวิชัยว่า “ขอเอาเรื่องนี้มาลงหนอนโรงพักนะ” วิชัยอนุญาต “ขอส่วนแบ่งนะ” ซึ่งผมไม่ให้!!

เมื่อพวกเราเดินทางไปช้อปปิ้งที่โอซะกะ เพื่อหาซื้อรองเท้าโอนิซึกะ ไทเกอร์อันลือลั่นกัน ร้านตั้งอยู่ในสยามสแควร์ของโอซะกะ (เหมือนมากแต่ใหญ่กว่าบ้านเรา 10 เท่า) ร้านมี 2 ชั้นให้เลือก คนเยอะ พวกเราไปลองรองเท้ากันที่ชั้น 2 ตลอดทาง เมื่อลองรองเท้าเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงคนไทยพูดคุยกันประมาณว่า

“ตั๋วรถไฟหายจะทำไงดี” พวกเราหูผึ่งทันที พอดีกับที่เป็นนักข่าว และเห็นเป็นคนไทยเพื่อนร่วมชาติ จึงสะกิดบอกไปว่า “ต้องซื้อใหม่ครับพี่ ยังไงก็ออกใหม่ไม่ได้” ก่อนจะรอฟังคำถามต่อมาเพื่อให้การช่วยเหลือ ทาง “วิชัย” ก็พร้อมเล่าปัญหาและทางแก้ให้ฟัง



แต่!! คนกลุ่มนั้นมองหน้าเราด้วยความตกตะลึง ใช้เวลาสักพัก ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาว่า Sorry” ทำท่าเหมือนฟังภาษาไทยไม่เข้าใจซะงั้น!! พวกเราต่างตื่นตะลึงกับการย้ายชาติภายในชั่วพริบตา เมื่อพวกเขาพูดจบก็รีบลุกขึ้นโค้งแบบคนญี่ปุ่นแล้วออกจากร้านไป ทิ้งพวกเรางงเป็นไก่ตาแตกกับการกระทำของพวกเขา ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาโดนคนชาติเดียวกันเองเมินขนาดนี้ เจ็บปวดใจยิ่งนัก “วิชัย” นั้นหน้าแตก เซ็งสุดขีด แต่พอมีสติจึงตะโกนออกไปว่า

ถ้าเป็นคนไทยแล้วอายนัก ไม่เป็นไร ค่อยพบกันใหม่ในสักวัน...”

เหมือนจะคมครับ แต่ผมไม่สนใจเท่าไหร่นัก ก็เพราะคนไทยกลุ่มนั้นแม้เมินเฉย แต่เพราะการทักของเราทำให้พวกเขารีบออกจากร้านไปโดยไม่ได้ซื้อรองเท้า วางอยู่ตรงนั้นคู่หนึ่ง...ซึ่งเป็นคู่ที่ถูกใจผมพอดี ลองเอาเท้าแหย่ระหว่าง “วิชัย” ทำหน้าเซ็ง ปรากฏว่า ใส่ได้พอดีเลย

เยี่ยมครับ...ไม่ทักไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังมีน้ำใจแบบไทยๆ ทิ้งรองเท้างามๆ ให้ผมซื้อใส่สักคู่ ไว้เจอกันที่เมืองไทย ผมคงจะได้อวดรองเท้าให้พวกเขาดูในสักวันที่เราพบกัน...
…......................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


ขอบคุณภาพจาก : wegointer, kulinmu.pixnet.net

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    25%
  • ไม่เห็นด้วย
    75%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 290