อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

250 ปี..จิตวิญญาณไทย "ชีวิตสายเลือดโยเดีย" วิถีในเมียนมา..ไม่สาบสูญ

หลังรัฐบาลประกาศใช้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่” ได้ทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่แรงงานต่างชาติ จนเกิด “ปรากฏการณ์ไหลกลับ” ของแรงงานสัญชาติต่าง ๆ อาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560 เวลา 05.00 น.

หลังรัฐบาลประกาศใช้ “กฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่” ได้ทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่แรงงานต่างชาติ จนเกิด “ปรากฏการณ์ไหลกลับ” ของแรงงานสัญชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ชาวเมียนมา” ที่มีไม่ใช่น้อยในไทย จนที่สุดรัฐบาลได้นำมาตรา 44 มาใช้ยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ปรับตัวกันอีกสักระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์วุ่น ๆ กรณี “แรงงานต่างชาติ” อีกมุมหนึ่งก็ยังมี เรื่องราวชีวิตคนไทยกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมียนมานานกว่า 250 ปีมาแล้ว ซึ่งคนไทยในไทยไม่ค่อยได้รับรู้เกี่ยวกับ “วิถีชีวิตชาวโยเดีย” ที่ถูก “เทครัว” ไปนับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกในครั้งที่ 2 มากเท่าใดนัก ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวกลุ่มชีวิตที่สืบทอดมาจาก “บรรพบุรุษไทย” กลุ่มนี้มานำเสนอ...e e e e
ทีมวิถีชีวิต” บินลัดฟ้าเดินทางมุ่งตรงไปยังอดีตราชธานีสำคัญของเมียนมา คือ “เมืองมัณฑะเลย์” ตามคำเชิญของสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส และทีมงานสารคดี “โยเดียที่คิด (ไม่) ถึง” ที่กำลังได้รับการกล่าวขานจากผู้สนใจประวัติศาสตร์ “ไทย-พม่า” ซึ่งสาเหตุที่เราต้องมุ่งหน้าสู่เมือง มัณฑะเลย์นั้น เพราะปรากฏร่องรอย “การมีตัวตนของชาวโยเดีย” ที่สำคัญหลายชิ้น ทั้งศิลปกรรม สถาปัตยกรรม คีตศิลป์ และนาฏศิลป์ รวมถึง “หมู่บ้านโยเดีย” ที่สืบเชื้อสายจากชาวอยุธยาแท้ ๆ อีกด้วย

ตอนมาถ่ายหนัง From Bangkok to Mandalay มักจะมีคนเมียนมาเข้ามาถามตลอดว่า ใช่คนโยเดียหรือเปล่า ตอนนั้นก็รู้สึกโกรธนะ ในใจก็นึกว่าจะมาดูถูกกันทำไม แต่พอผมมองไปที่แววตาเขา อคติสลายเลยนะ เพราะในแววตาคู่นั้นไม่มีความชิงชังเจืออยู่เลย จุดนี้เองยิ่งทำให้สนใจว่า ทำไมชื่อโยเดียจึงเป็นที่รับรู้ในระดับชาวบ้านขนาดนี้ แต่ทำไมเราเองไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนจากอยุธยากลุ่มนี้ เมื่ออยู่ต่างบ้านต่างเมือง เขามีชีวิตยังไง กินอยู่แบบไหน นี่จึงเป็นที่มาของสารคดีเรื่องนี้”

...เสียงจาก ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับสารคดีบอก “ทีมวิถีชีวิต” ในค่ำคืนหนึ่ง ในเมืองมัณฑะเลย์ และด้วยเป็นการตามรอยประวัติศาสตร์ วิทยากร ทริปนี้จึงคลาคล่ำด้วยผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ได้แก่ มิคกี้ ฮาร์ท นักวิชาการอิสระชาวเมียนมา ผู้เขียนหนังสือโยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้, อานันท์ นาคคง นักมานุษยวิทยาดนตรี คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนสารคดีชื่อดัง จนเรียกว่าเป็นงานชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ก็คงไม่ผิดนัก...



สำหรับ “ชาวอยุธยา” ที่ถูกเทครัวมานับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 นั้น อาจารย์ศรัณย์ นักเขียนสารคดีชื่อดังให้ข้อมูลว่า คนพม่าหรือเมียนมาระดับชาวบ้าน โดยเฉพาะที่อังวะ อมรปุระ สะกาย และมัณฑะเลย์ รู้จักคนไทยกลุ่มนี้ในชื่อ ชาว “โยเดีย” เป็นอย่างดี ซึ่งโยเดียนี้น่าจะมาจากคำว่า “อโยธยา” แต่เมื่อพูดไปนาน ๆ เข้าก็อาจทำให้เกิดการกร่อนเสียงไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงโยเดีย โดยไม่ได้เป็นคำเรียกในทำนองยกตนข่มท่าน เหมือนที่คนไทยบางคนชอบเข้าใจ และนำไปตีความผิด ๆ

ชาวโยเดียที่ถูกเทครัวมาที่นี่ ได้เดินทางพร้อมกับพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ เช่น “พระเจ้าอุทุมพร” ในขณะที่ทรงครองสมณเพศ โดยเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานประมาณ พ.ศ. 2310 เริ่มที่กรุงอังวะ ก่อนขยับไปยังเมืองใกล้เคียง เช่น อมรปุระ มัณฑะเลย์ และสะกาย แต่ถึงกระนั้น แม้จะถูกเทครัวมา แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ศิลปวัฒนธรรมแบบโยเดียของชาวอยุธยานั้นกลับแพร่หลายในสังคมชาวเมียนมาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ใน “ราชสำนัก” จนถึงระดับ “ชาวบ้าน” ซึ่งปรากฏร่องรอยหลายชิ้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยนักเขียนสารคดีท่านนี้ได้ให้ทรรศนะว่า “ศิลปะอยุธยา จะเรียกว่าเป็นป๊อปคัลเจอร์ในยุคนั้นก็ว่าได้”

นอกจากตามรอยหลักฐานที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นอยุธยาแล้ว ไฮไลต์ที่หลายคนรอคอยคือ การเดินทางไปเยือนหมู่บ้านชาวโยเดียที่สืบสายเลือดจากชาวกรุงศรีอยุธยามากว่า 250 ปี ซึ่งมีชื่อว่า “หมู่บ้านสุขะ” หรือ “หมู่บ้านซูกา” ซึ่งถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดย อู จี โก นักวิชาการอิสระชาวเมียนมาที่สนใจเรื่องราวของ “ชุมชนโยเดีย” ซึ่งหมู่บ้านนี้อาจเป็นแห่งเดียวที่ยัง “รักษาสายเลือดชาวอยุธยา” เอาไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น เนื่องจากคนในหมู่บ้านมักจะไม่ยอมแต่งงานกับคนภายนอก และที่น่าสนใจก็คือที่นี่ “ใช้ภาษาโยเดียเป็นภาษาลับ” เพื่อพูดคุยกันเองในหมู่บ้าน ซึ่งบางคำคล้ายคำภาษาไทยที่เราคุ้นเคย เช่น “กล้วย” เพียงแต่ออกเสียงสั้นเป็น “ก้วย” หรือ “กิน” กับ “ขนม” ที่ฟังออกทันทีในครั้งแรกที่ได้ยิน
อู จี โก อดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และนักวิชาการอิสระที่สนใจค้นคว้าเรื่องราวของชาวโยเดีย จนนำไปสู่การค้นพบหมู่บ้านชื่อสุขะหรือซูกาแห่งนี้ ได้เล่าว่า สนใจเรื่องราวชาวโยเดียหลังจากได้อ่านหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์รูปหนึ่งชื่อ “ชเว มาน” ซึ่งได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า สืบเชื้อสายมาจากชาวโยเดีย และเคยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซูกาหรือสุขะแห่งนี้ ทำให้เขาพยายามสืบหาหมู่บ้านดังกล่าว แต่ก็พบว่าหลาย ๆ แห่งเหลือไว้แต่เพียงชื่อ จนได้มาพบหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อกว่า 4 ปีก่อน หรือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2556 โดยในบันทึกยังได้มีการเขียนถึงหมู่บ้านแห่งนี้ว่าเป็น หมู่บ้านของช่างทำพลุ ที่ทำพลุให้แก่พระราชวังมัณฑะเลย์อีกด้วย



ส่วน มิคกี้ ฮาร์ท นักวิชาการอิสระชาวเมียนมาเสริมว่า สิ่งที่จะแยกได้ว่าชุมชนนี้เป็นชาวชาวโยเดียหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลัก ๆ ใช้พิจารณาได้ เช่น มักพบว่ามีการสร้างเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งในประเพณีเมียนมาจะไม่มีการจำกัดจำนวนการสร้างเจดีย์แบบนี้ แต่จะสร้างเท่าไหร่ก็ได้ อีกประการหนึ่งคือ มีการสร้างศาลบูชาพระราม- พระลักษมณ์ ตามคติความเชื่อของชาวอยุธยา ตั้งแต่อดีต รวมถึง มีประเพณีก่อเจดีย์ทราย ในวันสงกรานต์ ซึ่งในประเพณีเมียนมานั้นจะไม่มี โดยที่หมู่บ้านสุขะหรือซูกานี้ก็ยังคงมีการจัดงานประเพณีดังกล่าว นี้เช่นกัน ขณะที่อีกเรื่องที่น่าสนใจของหมู่บ้านสุขะนี้คือ ที่ใจกลางหมู่บ้านพบว่า มีศาลไม้ลักษณะเป็นเสาต้นเดียว ที่มีรูปแบบคล้ายศาลพระภูมิ ตั้งอยู่ ซึ่งในประเพณีของเมียนมาก็จะไม่มีรูปแบบนี้

คนในหมู่บ้านนี้ เขาจะไม่ได้บูชานัต ตามความเชื่อแบบเมียนมา แต่จะบูชาพระรามมากกว่า ถ้าจัดงานอะไรจะต้องไปกราบไหว้ที่ศาลพระรามเสียก่อน ซึ่งเมียนมาไม่มีแบบนี้” อาจารย์มิคกี้ขยายความเรื่องนี้

ทั้งนี้ วันที่เราไปเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เราได้รับเกียรติจาก อู ซอ วิน ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน ที่มานั่งพูดคุยให้ข้อมูลกับเรา โดยเขาได้เล่าว่า หมู่บ้านนี้มีกันอยู่ประมาณ 59 ครัวเรือน มีคนอยู่ราว 200 กว่าคน และปัจจุบันคนรุ่นใหม่ของหมู่บ้านนับเป็น ชาวโยเดียรุ่นที่ 11 ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจที่หมู่บ้านแห่งนี้สามารถรักษา “สายเลือดอยุธยา” ไว้ได้ถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมากว่า
250 ปีแล้ว



นอกจาก “หลักฐานมีชีวิต” อย่าง “ชาวโยเดีย” แล้ว ที่หมู่บ้านนี้ยังมี “ร่องรอยสำคัญ” อีกชิ้นหนึ่ง ที่อาจเชื่อมโยงไปถึง “พระเจ้าอุทุมพร” หรือ “เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ” อีกด้วย โดยอาจารย์มิคกี้ ผู้ซึ่งสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของพระเจ้าอุทุมพรมานาน และเป็นผู้จุดประเด็นเรื่องของ “สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร” จนทำให้วงการประวัติศาสตร์ไทยตื่นตัวอย่างมากเมื่อหลายปีก่อน ได้พาคณะของเราเดินตัดทุ่งนากว้างเพื่อไปยังเนินดินแห่งหนึ่งบริเวณหลังหมู่บ้าน ซึ่งเห็นต้นไม้ต้นใหญ่ยืนสะดุดตาจากระยะไกล

เมื่อเดินไปถึง อาจารย์มิคกี้ก็ชี้ที่ต้นไม้ต้นนั้น พร้อมบอกเราว่า ต้นไม้ข้างหน้าที่เห็นนี้เป็น “ต้นมะเดื่อ อายุกว่า 200 ปี” และยังชี้ให้ดู “เศษอิฐเก่า” ที่โผล่พ้นดินบริเวณนี้ ก่อนอธิบายให้เราทราบว่า บริเวณนี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นฐานเจดีย์สำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งพิจารณาจากฐานแล้วน่าจะเป็นองค์เจดีย์ที่ใหญ่โตมาก ซึ่งชาวบ้านและเจ้าของที่ดินผืนนี้ให้ข้อมูลว่า เจดีย์องค์ดังกล่าวเพิ่งจะพังถล่มลงเมื่อสัก 20 ปีก่อนนี้เอง ทำให้ชาวบ้านหลายคนยังคงจดจำหน้าตาเจดีย์องค์นี้ได้ว่า มีลักษณะทรงกลม และไม่เหมือนกับเจดีย์ของเมียนมา รวมไปถึงทั้ง 4 มุมของกำแพงแก้ว มีลักษณะใหญ่มาก ๆ โดยอาจจะเชื่อมโยงกับ เจดีย์ที่สุสานลินซินกอง หรือ สุสานล้านช้าง ที่พบหลักฐานสำคัญอย่าง “บาตรมรกต” และ “กระดูกคล้ายกรามของมนุษย์” ภายในสถูปองค์หนึ่งในบริเวณสุสาน ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เคยเป็นที่ถกเถียงอย่างมากเมื่อหลายปีก่อน



ต้นมะเดื่อต้นนี้ถูกปลูกไว้บริเวณที่เป็นกำแพงแก้ว และตรงนี้อาจเป็นฐานของเจดีย์ใหญ่ ผมสันนิษฐานว่าเวลาสร้างเสร็จก็ปลูกต้นมะเดื่อต้นนี้ไว้ เป็นประเพณีวัฒนธรรมของคนเมียนมา เวลาสร้างเสร็จเขาจะปลูกต้นโพธิ์ไว้ ซึ่งต้นมะเดื่อคือต้นไม้ชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าปางหนึ่งทรงนั่งตรัสรู้ใต้ต้นไม้นี้ คือพระพุทธเจ้าโกนาคมน โดยต้นมะเดื่อนั้นเรียกว่าอุทุมโพธิพฤกษ์ ซึ่งในภาษาบาลี อุทุมพร แปลว่า ต้นมะเดื่อ” อาจารย์มิคกี้กล่าว พร้อมบอกว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใช่หรือไม่ เพราะยังไม่ได้ขุดค้นเพิ่มเติม ซึ่งถ้าได้ขุด ก็อาจได้พบหลักฐานใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ “ไขปริศนา” ได้มากขึ้น ตอนนี้ที่คาดหวังคืออยากขุดค้นตรงนี้ถ้ามีโอกาส เพื่อจะได้มีหลักฐานใหม่ ๆ เพราะประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ ใช่หรือไม่ใช่คือการพิสูจน์ ซึ่งถ้าพบก็ต้องอนุรักษ์ไว้ ไม่มีข้อแม้...

เรื่องราว “ชีวิตชาวโยเดีย” นับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ที่ต้องไปใช้ชีวิตในต่างบ้านต่างเมืองนั้น ยังมีแง่มุม-ยังมีประเด็นน่าสนใจมากมาย ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากว่า...เหตุใดจึงไม่ค่อยถูกกล่าวถึง ไม่ค่อยมีข้อมูลปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมากนัก?? ทั้งนี้ หากมีการ “เปิดพื้นที่สำหรับเรื่องราวกลุ่มชีวิตไทยกลุ่มนี้ให้มากขึ้น” กว่าที่ผ่านมา...

ไม่แน่ว่าอาจเสมือนค้นพบดาวดวงใหม่... 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    70%
  • ไม่เห็นด้วย
    30%

บอกต่อ : 84