อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เสพสื่อจาก'เจ้ากรมข่าวลือ' ไม่เช็ค-ไม่ชัวร์ดีต่อสมอง?

สัปดาห์นี้เตือนคนที่ชอบอ่านข่าวจากสำนักอินเตอร์เน็ตว่าจะได้ข้อมูลมั่วๆ ไม่เช็ค แค่เขียนหัวให้น่าสนใจเรียกยอดวิวแลกค่าโฆษณา แล้วใครเป็นเหยื่อ? พฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00 น.


ในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารเสรี เราก็จะเห็นว่า “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” หรือถ้าให้ตรงกว่า คือ “ใครๆ ก็มีโอกาสนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตัวเองได้” เพราะต่างก็มีพื้นที่บนอินเทอร์เน็ต เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ของตัวเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และอีกกรณีหนึ่งก็คือ การเกิดขึ้นของพวกเพจดังต่างๆ ที่รับเรื่องร้องเรียนมาขยายต่อ ผู้ที่มีปัญหาก็เลือกส่งข่าวให้เพจเหล่านี้ เพราะเข้าถึงง่ายกว่าสื่อมวลชนกระแสหลัก และไม่ต้อง “แสดงตัว” ในการร้องเรียนมากนัก

ความเสรีของโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้ต้นทุนการผลิตข่าวสารราคาถูกลง ทำให้ก่อเกิด
“สำนักข่าวอินเทอร์เน็ต” ทั้งประเภทเป็นทางการไม่เป็นทางการขึ้นมาเยอะแยะ เอาเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่เขาแชร์ๆ กัน หรือลอกมาจากสำนักข่าวหลัก มาเขียนหัวใหม่ในลักษณะ “คลิกเบท ( Click bait )” เพื่อดึงความสนใจ (ทั้งที่บางทีในข่าวไม่เห็นจะมีอะไรเลย) เพื่อเรียกร้องความสนใจ เรียกร้องยอดผู้เข้าชม และนำยอดนั้นไปต่อรองซื้อโฆษณา



การเขียนหัวแบบคลิกเบท ประกอบกับหลายๆ ครั้ง ความเร่งรีบ “ชิงพื้นที่” ในการนำเสนอก่อน (เพื่อรีบดึงยอดชมก่อนคนอื่นนำเสนอ) ทำให้หลายครั้งที่พวกเพจ หรือพวก “สำนักข่าวอินเทอร์เน็ต” เหล่านี้ กลายเป็น
“เจ้ากรมข่าวลือ” กระจายข่าวผิดๆ ถูกๆ หรือข่าวที่นำเสนอด้านเดียวจนไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหายในข่าว ถ้ารู้ตัวว่าผิด และอาจได้รับผลกระทบ ก็ลบไปเนียนๆ แต่ข่าวนั้นเกิดขึ้นและอยู่ในความรับรู้ของผู้รับสารไปแล้ว

หลังๆ คนประกอบอาชีพสื่อ ที่เป็น “สื่อกระแสหลัก” หรือ “สำนักข่าวที่มีการยืนยันตัวตนจริง” มีการส่งผู้สื่อข่าวไปทำข่าวในพื้นที่ก็บ่นๆ เรื่องการเป็น “เจ้ากรมข่าวลือ” นี้ให้ฟังเข้าหูมากอยู่เหมือนกัน ว่า “จะรีบปล่อยไปทำไมเรื่องมันยังไม่ได้ตรวจสอบ” หรือไม่ก็ “พอมีเรื่องพวกปล่อยข่าวส่งต่อเยอะไปหมด แต่พวกเช็คข่าวเอาชัวร์จริงๆ น้อยมาก” นอกจากข่าวแล้วยังมีเรื่องพวกประเด็นสุขภาพ โภชนาการต่างๆ ที่ถูกนำไปแชร์ต่อแบบผิดๆ ถูกๆ จนบางสำนักข่าวเขาต้องทำรายการ “ชัวร์ก่อนแชร์” ขึ้นมาเตือน และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าใจการรู้เท่าทันสื่อ



ที่น่าเจ็บใจและน่าฟ้องร้องเอาเรื่องให้หลาบจำ คือพวก
“สำนักข่าวผี” ที่ไปก๊อปปี้ชื่อสำนักข่าวกระแสหลักมาใช้ เปลี่ยนแปลง บิดเบือนไปหน่อยให้คนเข้าใจว่า เป็นสำนักข่าวกระแสหลักนั้นจริง ทำให้เวลาอ่านข่าวที่เราคิดว่าเป็นของสำนักข่าวกระแสหลัก เดี๋ยวนี้ก็ต้องหันไปมองหัวเว็บไซด์ หรือชื่อเพจให้ชัดๆ ด้วยว่า “ของจริงหรือเปล่า?”

คิดเล่นๆ ว่า บางทีถ้าเกิดความโกลาหลอลหม่านของข้อมูลมากๆ เข้า ชนิดที่ว่า “สุดท้ายไม่รู้จะเชื่อใครดี” ก็อาจเกิดภาวะ “กลับสู่สามัญ” คือ คนหันไปรับรู้ข่าวสาร หรือให้ความสำคัญกับข่าวจากสำนักข่าวกระแสหลัก ที่มีหัวสื่อชัดเจนเป็นที่รู้จักเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ถึงวันนั้นได้ ตัวสำนักข่าวกระแสหลักเองก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองแบบเข้มข้น ไม่ใช่เห็นกระแส “คลิกเบท” หรือ “ข่าวไร้สาระ” เพิ่มยอดได้ แล้วอยากจะลงไปเล่นกับเขาด้วย

“ความนิยม” หนึ่งจะเกิดได้ คือเมื่อไรก็ตามที่เกิดข่าวลือหรือความเข้าใจผิดในโลกอินเทอร์เน็ต หรือเกิดคดีอะไรก็ตามที่มีการร้องเรียน และประชาชนอยากให้เรื่องนั้นคลี่คลาย เกิดความจริงปรากฏ สำนักข่าวกระแสหลักเอง ที่จะต้องนำเรื่องนี้หยิบยกมาตีแผ่ เสนอข้อเท็จจริง หรือเคลื่อนไหวเรียกร้อง (โดยใช้สื่อมวลชนในพื้นที่กระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง) พูดง่ายๆ คือ ให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางข่าวสารด้วยกระแสในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น มากกว่าเดิมที่สำนักข่าวกระแสหลักเหล่านั้นเป็นผู้สร้าง “วาระทางสังคม” ขึ้นมาเอง

ความโกลาหลเกี่ยวกับข่าวสารที่เล่าให้ฟังข้างต้น คือเรื่องที่เกิดจากภาวะ “สื่อล้น” และ “สื่อรีบแชร์” จนไม่รู้อันไหนจริงอันไหนหลอก แต่ความโกลาหลวุ่นวายเกี่ยวกับข่าวสารอีกรูปแบบหนึ่ง คือ “ความไม่ชัดเจนสักอย่าง” ของการดำเนินนโยบาย ที่บางเรื่อง ผู้เกี่ยวข้องพลิ้วไปพลิ้วมาไม่รู้แล้ว จนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรถูก

ไม่ต้องย้อนไปไกลเรื่องความโกลาหลที่ว่า เพราะไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งมีให้เห็น และทำให้ชวนมึนงงอยู่จนวันนี้ ก็คือ นโยบายในการจัดการการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คงจำกันได้ ว่า พล...วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 ที่ดูแลเรื่องนี้ ออกมาแสดงท่าทีขึงขังว่า “จะดำเนินการกับดารา บุคคลที่มีชื่อเสียงที่โพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าข่ายโฆษณา” ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นข่าวเอาผิดกับกลุ่มดาราที่โพสต์โฆษณาให้เบียร์ขวดเขียวยี่ห้อหนึ่งไป



ล่าสุดก็จะเล่นงานอีก 5 คนที่โพสต์ และหยิบเอาเรื่อง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาพูดอีก โดยอ้าง ม.32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

แรกๆ ที่ข่าวออก ท่าทีของท่านที่ปรึกษา สบ.10 ขึงขัง ฝากเตือนทุกคนว่า “ไม่ว่าชาวบ้านหรือดาราก็ผิด เมื่อรู้แล้วว่าผิดก็ให้ดำเนินการแก้ไขโดยการลบรูปเหล่านั้นทิ้ง”

พอกระแสวิจารณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้ก็มาพูดกันอีกว่า “ต้องดูเจตนารมณ์เป็นองค์ประกอบว่า เข้าข่ายโฆษณาหรือไม่” แล้วก็บังเอิญมีผู้ “ลองของ” เอาขวดเหล้าเบียร์ติดฉลากอย่างอื่นมาโพสต์ ก็มี “ผู้รู้กฎหมาย” ออกมาตีความอีกว่า “แบบนี้ก็เข้าข่ายเชิญชวน จูงใจให้ลอง แถมจะดูว่าแข็งข้อต่อเจ้าหน้าที่ ก็น่าจะเอาผิดได้” น่าสนใจว่าจะตีความกฎหมายกันอย่างไรแน่? ทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว ซึ่งอย่าทำเล่นไป โทษมันหนัก จำคุกปีนึงปรับครึ่งล้านนะ



การตีความกฎหมายเขาก็ยังเถียงๆ กันว่า ตกลง “ผู้ใด” ในที่นี้หมายถึงใคร? ผู้บริโภคหรือผู้ผลิตกันแน่ ที่ห้ามโฆษณา แล้วการโพสต์ลักษณะไหนเรียกว่า “จูงใจให้ผู้อื่นดื่ม” (เรื่องโพสต์สรรพคุณพอเข้าใจกันง่ายๆ เช่นพูดว่ายี่ห้อนี้รสนุ่มไม่บาดคอ หรือสกัดจากสารต้นทางวิเศษวิโสอะไรก็ตาม นั่นคือการเล่าสรรพคุณ) คำว่า “ทางอ้อม” อีก แปลว่าอะไร?

แล้วกรณีเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้มีการปรากฏโลโก้ นี่ถือว่าผิดไหม? เข้าข่ายจูงใจให้ชาวบ้านเขาดื่มตามไหม? บางคนถือแก้วน้ำสีเหลืองอำพัน หรือถือแก้วคอกเทล ต้องพิสูจน์ไหมว่ามันไม่ใช่แอลกอฮอล์ เป็นน้ำเก๊กฮวยหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือมอกเทล (คอกเทลแบบไม่ผสมเหล้า) ไม่วุ่นวายตายชักต้องไปหาบิลหรือว่าคืนนั้นดื่มอะไร?

แล้วถ้าเป็นผู้บริโภคห้ามโพสต์ ตามนี้จะไปเน้น
“บุคคลที่มีชื่อเสียง” ก็ถามหน่อยว่า แล้วตีความความหมายคำนี้อย่างไร เมื่อก่อนเข้าใจได้ว่าเป็นพวกดารา แต่ปัจจุบันนี้เน็ตไอดอลบางคนคนตามติดชีวิตถึงหลักแสน พวกนี้นับเป็น “บุคคลที่มีชื่อเสียง” ได้หรือไม่ นี่ก็เคยฟังๆ พวกรณรงค์ต่อต้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พูดว่า คนกลุ่มนี้ก็เป็นปัญหา เพราะต่อไปบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะแอบจ้างให้โฆษณา เหมือนที่มีการทำโดยการให้คนหล่อๆ สวยๆ ดูดี กินดื่มตามผับโชว์เมื่อก่อน (มีจริงหรือไม่ไม่รู้ พวกหน้าตาดีกินโชว์ตามผับ ฟังเขาเล่ามาอย่างนั้น )

ถามว่า เน็ตไอดอลนี่นับเป็น “คนมีชื่อเสียง” ที่ถ้าโพสต์ต้องจับขัง จับปรับหรือไม่? คนเราเดี๋ยวนี้ก็เลียนแบบเน็ตไอดอลกันนะอย่าว่าไป แล้วถ้าพวกนี้เขาโวยวายขึ้นมาล่ะ? ว่าทำไมเขาถูกปฏิบัติแบบ 2มาตรฐาน ใช้กฎหมายแรงกว่าคนอื่น จะอ้าง “เขาต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า” นี่ฟังกันได้หรือไม่ ?



คือมันเป็นเรื่องชวนมึนงงว่า ตกลงมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นอย่างไร บังเอิญผู้ที่เปิดประเด็น เป็นนายตำรวจระดับสูง ฟังแล้วก็หนาวๆ ร้อนๆ อยู่ ว่า “ทำอย่างไรมันถึงจะถูกล่ะ” คือตำรวจออกมาขึงขังในขณะที่กฎหมายมีความน่ามึนงงสูง ว่ามาตรฐานมันคืออะไร จนข่าวกลับไปกลับมา วันนี้ว่าผิด วันต่อมาว่าต้องพิสูจน์ทราบเจตนา ไอ้ที่มันน่ากลัว คือคนแจ้งเบาะแสได้รางวัลนำจับของเงินเปรียบเทียบปรับ 1 ใน 4 อีก แบบนี้จะทำให้มีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่

มีคนเหน็บแนมมาว่า ก็น่าจะปล่อยให้จับสักคดี 2คดี แล้วขึ้นศาลดู เพื่อให้มีฎีกาเกี่ยวกับการตีความการบังคับใช้กฎหมายออกมาเป็นบรรทัดฐาน แต่ใครจะเอาตัวเองไปเสี่ยงบูชายัญ มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยการขึ้นศาลต่อสู้คดี บางคนเขาก็ว่า ห้ามปรามกันขนาดนี้ไม่ปิด บ.น้ำเมาไปเลยล่ะ นี่ก็บอกว่า คงยาก เพราะ บ.น้ำเมาในไทยทุนหนาทั้งนั้น ในโลกบริโภคนิยม เราก็รู้กันว่า ใครถือครองทุนมีอำนาจมากแค่ไหน เล่นงานตัวเล็กตัวน้อยมันง่ายกว่า

อ่านข่าวเรื่องนี้ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วก็ได้แต่เวียนหัว ในโลกอินเทอร์เน็ต ข่าวลวง ข่าวบ้าๆ บอๆ ที่ไม่เช็คชัวร์ก่อนแชร์ก็เยอะพอแล้ว นี่ต้องมาดูข่าวที่เปลี่ยนท่าทีไปมาแต่ละวันอีก ยิ่งรู้สึกวุ่นวายกับชีวิตพิลึก บางทีก็อยากบอกเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบว่า “ไม่ต้องรีบออกแอคชั่นก็ได้ ชัวร์ก่อนพูด” อะไรๆ มันจะได้ชัดเจน คนไม่รุมต่อว่าก่นด่ากันทั้งเมือง สรุปก็ยังทำอะไรไม่ได้หรอก ก็ยักแย่ยักยันขึงขังกันไป คนอยากบันทึกชีวิตประจำวัน บันทึกความรื่นรมย์ของตัวเองในพื้นที่ตัวเอง แต่บังเอิญมีรูปเหล้าติดมา ก็ผวากันไปว่าจะโดนละเมิดสิทธิ์เมื่อไร

...ก็เป็นความวุ่นวายใน “โลกข้อมูลข่าวสาร” ที่เห็นในวันนี้.
............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพจาก : @Jessada Denduangboripant , ชัวร์ก่อนแชร์ , สายเมา 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 153