อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'แผลในผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันได้อย่างไร'

แผลในผู้เป็นเบาหวานมักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วย มีการอักเสบลุกลามมากขึ้น อาจมีเนื้อตาย การรักษายิ่งยากขึ้น เชื้อแบคทีเรีย อาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปทำให้อวัยวะ อื่น ๆ ทรุดตามไปด้วย จันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560 เวลา 03.15 น.


ช่วงหน้าฝนนี้ หลายพื้นที่มีน้ำท่วม น้ำขัง น้ำรอการระบาย บุคลากรด้านสุขภาพมักจะพบผู้ป่วยเบาหวานที่มาด้วยแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลที่เท้า เนื่องจากเท้าไปลุยน้ำมา สะดุดสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นใต้น้ำก็ได้แผล บางที เริ่มต้นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่ไม่มีแผล ไม่มีผิวหนังถลอกก็ตาม การแช่น้ำนานไปหน่อย ผิวหนังเปื่อย แนวป้องกันโรคตามธรรมชาติ เริ่มมีจุดอ่อนให้เชื้อก่อการอักเสบบุกรุกโจมตีเนื้อเยื่อเอาได้ จุดอ่อนที่สำคัญที่เท้าคือตามจมูกเล็บ

เราเคยได้ทราบได้ยินกันว่า ผู้เป็นเบาหวานเป็นแผลแล้วหายช้า หายยากหายเย็น อันเนื่องจากเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน โดยปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ 

1. ระบบการไหลเวียนโลหิต
หลอดเลือดของผู้เป็นเบาหวานมีลักษณะแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ตีบเล็ก หรืออุดตัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในหลอดเลือดขนาดใหญ่และหลอดเลือดฝอย ทำให้ระบบการลำเลียงเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายลดลง มากน้อยตามสภาพของความรุนแรงและความยาวนานของการเป็นเบาหวาน เมื่อมีแผลเกิดขึ้นมีความต้องการเลือดนำสารต่าง ๆ ไปซ่อมแซม ไปต่อสู้กับเชื้อโรคที่แผล มากกว่าเนื้อเยื่อปกติทั่วไป เมื่อระบบการลำเลียงไปได้น้อย แผลก็หายช้า เรื้อรัง โดยเฉพาะอวัยวะส่วนปลายทางทั้งหลาย เช่น ปลายนิ้วเท้า หรือส้นเท้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีหลอดเลือดน้อยอยู่แล้ว หรือบริเวณฝ่าเท้า ที่โคนนิ้วหัวเท้าที่เป็นบริเวณรับน้ำหนักร่างกายทั้งตัว แถมด้วยการถู เสียดสี เบียดถู บดขยี้บ่อย ๆ มีโอกาสเกิดแผลง่ายอีกด้วย หากเป็นมากถึงขนาดขาดเลือดไปเลี้ยง อาจเกิดแผลขึ้นได้เอง ระบบหลอดเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้เป็นไปกับทุกอวัยวะทั่วร่างกาย อวัยวะที่ส่งผลให้พบเห็นอาการ หรือที่เรารู้เห็นกันบ่อย ๆ ได้แก่ หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่จอประสาทตา รวมทั้งหลอดเลือดบริเวณเท้า นอกจากนี้หากมีการสูบบุหรี่ หรือไขมันในเลือดสูง หรือมีความดันโลหิตสูง จะเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้หลอดเลือดตีบตันเร็วและมากขึ้นไปอีก

2. ระบบประสาทส่วนปลาย
ผู้เป็นเบาหวานมีความเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลาย สูญเสียการรับรู้ความเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น ที่เรียกว่าอาการชา เริ่มชาเล็ก ๆ น้อย ไปจนถึงไม่รู้สึกอะไรเลย ตามปกติเมื่อเราพบเจอสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด หรือร้อนเกิน เย็นเกิน เราก็หลีกเลี่ยงโดยมีการกระตุก หรือหดมือเท้าอย่างอัตโนมัติ มือเท้าเราก็ไม่ได้รับอันตราย ไม่เกิดแผล เมื่อความเสื่อมทำให้สูญเสียความรับรู้เหล่านี้ไป ก็เหมือนสูญเสียความสามารถในการป้องกันตนเอง

การสูญเสียในระบบประสาทนี้ เป็น ไปกับทุกอวัยวะทั่วร่างกาย นอกจากระบบประสาทเกี่ยวกับการรับความรู้สึกแล้ว ระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวก็เสื่อมด้วย กล้ามเนื้อเล็ก ๆ โดยเฉพาะที่เท้าอาจลีบลง ทำงานไม่เต็มที่เหมือนเดิม การเดินเสียสมดุล เตะโน่นนี่ทำให้เท้าเกิดแผลได้ แถมด้วยระบบประสาทที่ควบคุมต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันเสื่อม ทำให้ผิวหนังแห้ง เป็นสะเก็ด แตกร่อนง่าย ลุกลามกลายเป็นแผลได้

แผลในผู้เป็นเบาหวานมักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วย มีการอักเสบลุกลามมากขึ้น อาจมีเนื้อตาย การรักษายิ่งยากขึ้น เชื้อแบคทีเรีย อาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปทำให้อวัยวะ อื่น ๆ ทรุดตามไปด้วย อาจต้องถูกตัดนิ้ว ตัดขา เสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานจึงควรต้องมีความรู้และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเกิดแผลที่เท้า ตามแนวทางการปฏิบัติตัวทั่วไปของผู้เป็นเบาหวานซึ่งแนะนำโดยสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย ขอคัดลอกนำมาเผยแพร่บางส่วน ดังนี้

.ทำความสะอาดเท้าและบริเวณซอกนิ้วเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง รวมทั้งทำความสะอาดทันทีทุกครั้งที่เท้าเปื้อนสิ่งสกปรก และเช็ดเท้าให้แห้งทันที

.สำรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า หากมีปัญหาเรื่องสายตา ควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าและรองเท้าให้ทุกวัน

.หากผิวแห้งควรใช้ครีมทาบาง ๆ แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเนื่องจากอาจทำให้เกิดการอับชื้น ติดเชื้อรา และผิวหนังเปื่อยเป็นแผลได้ง่าย

.ห้ามแช่ เท้าในน้ำร้อนหรือใช้อุปกรณ์ให้ความร้อน (เช่น กระเป๋าน้ำร้อน) วางที่เท้า หากต้องใช้ ควรใช้มือหรือข้อศอกของผู้ป่วยตรวจระดับความร้อนก่อนทุกครั้ง หากผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาทส่วนปลาย มากจนไม่สามารถรับความรู้สึกร้อนได้ จึงให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ทำการทดสอบอุณหภูมิแทน มิฉะนั้นผิวหนังอาจบาดเจ็บ พอง เกิดแผลได้เพราะความร้อน

.เลือกสวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี ถูกสุขลักษณะ เหมาะสมกับรูปเท้า และทำจากวัสดุที่ระบายอากาศและมีความยืดหยุ่นดี แบบรองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มปลายเท้า เพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่เท้า ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อย และสามารถปรับขยายขนาดได้ เช่น เชือกผูก หรือแถบแปะ หรือเข็มขัด เพื่อปรับความกว้างของรองเท้าตามขนาดเท้าซึ่งเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของวัน

.หลีกเลี่ยงหรือห้ามสวมรองเท้าที่ทำด้วยยางหรือพลาสติก เนื่องจากมีโอกาสเกิดการเสียดสีเป็นแผลได้ง่าย ห้ามสวมรองเท้าแตะประเภทที่ใช้นิ้วเท้าคีบสายรองเท้า

.หากสวมรองเท้าที่ซื้อใหม่ ในระยะแรกไม่ควรสวมรองเท้าใหม่เป็นเวลานานหลาย ๆ ชั่วโมงต่อเนื่องกัน ควรใส่สลับกับรองเท้าเก่าก่อนระยะหนึ่ง จนกระทั่งรองเท้าใหม่มีความนุ่มและเข้ากับรูปเท้าได้ดี

.ผู้ป่วยที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวัน ควรมีรองเท้าหุ้มส้นมากกว่า 1 คู่ สวมสลับกันและควรผึ่งรองเท้าที่ไม่ได้สวมให้แห้งเพื่อมิให้รองเท้าอับชื้น

.สวมถุงเท้าก่อนสวมรองเท้าเสมอ เลือกใช้ถุงเท้าที่ไม่มีตะเข็บ (หากถุงเท้ามีตะเข็บให้กลับด้านในออก) ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งมีความนุ่มและสามารถซับเหงื่อได้ ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้นได้ดี และไม่รัดแน่นจนเกินไป นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน

.สำรวจดูรองเท้าทั้งภายในและภายนอกก่อนสวมทุกครั้งว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในรองเท้าหรือไม่ เพื่อป้องกันการเหยียบสิ่งแปลกปลอมจนเกิดแผล

.ห้ามตัดเล็บจนสั้นเกินไปและลึกถึงจมูกเล็บ ควรตัดตามแนวของเล็บเท่านั้นโดยให้ปลายเล็บเสมอกับปลายนิ้ว ห้ามตัดเนื้อเพราะอาจเกิดแผลและมีเลือดออก

.ห้ามตัดตาปลาหรือหนังด้านแข็งด้วยตนเอง รวมทั้งห้ามใช้สารเคมีใด ๆ ลอกตาปลาด้วยตนเอง

.ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งภายในบ้าน บริเวณรอบบ้าน และนอกบ้าน โดยเฉพาะบนพื้นผิวที่ร้อน (เช่น พื้นซีเมนต์ หาดทราย)

.พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อสำรวจและตรวจเท้า

.หากพบว่ามีแผลแม้เพียงเล็กน้อย ให้ทำความสะอาดทันทีและควรพบแพทย์โดยเร็ว

ปัญหาเท้าเบาหวานนอกจากจะทำให้เกิดความพิการทางกาย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ยังเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญระดับประเทศอีกด้วย ดังนั้นการเฝ้าระวังและการป้องกันไม่ให้ เกิดแผลที่เท้าจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวผู้ป่วยเอง แพทย์และบุคลา กรทางการแพทย์ทุกคนในทีมการรักษา ผู้เป็นเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจสุขภาพเท้า และประเมินระดับความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือบ่อยกว่า หากพบว่ามีระดับความเสี่ยงปานกลาง ถึงสูง ควรได้รับการดูแลรักษาตามเกณฑ์ เพื่อป้องกันการเกิดแผล และลดความเสี่ยงในการถูกตัดเท้า

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และควบคุมความดันโลหิตให้ได้ตามค่าเป้าหมายถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกัน ดูแลรักษาแผลเท้าเบาหวาน รวมถึงการงดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานอยู่ร่วมกับเบาหวาน ไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิต

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมเกียรติ โพธิสัตย์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ


..............................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 67