อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

อดีต'เด็กขอทาน'ชีวิตต้องสู้ สู่ราชการใจกุศลช่วยคนจน

อดีตจาก “เด็กขอทาน” อาบน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เก็บเงินโปรยทานประทังชีวิต ดิ้นรนจนได้เป็นข้าราชการ ตั้งใจทำกุศลช่วยคนยากไร้ต่อไม่หวังผล อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00 น.


คนทุกคนล้วนเคยมี “อดีตในวัยเด็ก” แต่จะสวยงามหรือทุกข์ระทม...ลองถามใจตัวเองดู เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ แม้ว่าต้นจะเสียแต่ถ้าปลายดี ก็เท่ากับว่ากำลังมองเห็น “จุดมุ่งหมายของชีวิต” ที่ต้องเดินไปให้ถึง...

“ใช่แล้วครับ...แต่ละก้าวมันยาก” นี่คือเสียงหนุ่มอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ข้าราชการหนุ่มใจกุศล “ปรเมศร์ มีสมภพ” หรือ “เมศ” วัย 33 ปี เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ที่กว่าจะก้าวผ่านพ้นชีวิตที่ถูกตัวเขาเองล็อกไว้ได้นั้น ต้องผ่านกี่มรสุมความสูญเสีย...มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย ชีวิตของคนธรรมดาหนึ่งคน ที่เคยเป็น
“เด็กขอทาน” แต่วันนี้กลับสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคน



เขาเริ่มเล่าให้ฟังว่า ความสูญเสียแรกที่ (เกือบจะ) เกิดขึ้น...คือ “วันหนึ่งผมเห็นแม่กำลังจะผูกคอตาย ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ และกลับลงมานั่งนิ่งๆ แต่ก็ขึ้นไปใหม่ แล้วเอาเชือกคล้องคอ ก็เลยตะโกนออกไปว่า แม่ทำอะไรครับ แม่รีบตอบว่า รีดผ้าและรีบปิดไฟเดินขึ้นเตียงนอนมากอดผม” ซึ่งขณะนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าแม่ของเขาป่วยเป็นโรคร้าย

กระทั่งเขาต้องเผชิญความสูญเสีย...แบบไม่ทันตั้งตัว “แม่เสียชีวิต” เขาตัดพ้อเล็กน้อย “โชคร้ายนะพี่ ทั้งที่แม่เป็นพยาบาล แต่ต้องมาเสียเพราะโรคแบบนี้ อายุ 40 ปีเอง” ขณะนั้นเขาอายุได้เพียง 14 ปี อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ที่บ้านย่านพระราม 8 โดย 1ปีให้หลัง บ้านก็โดนไล่ที่ ญาติกระจัดกระจายไปหมด ส่วนพ่อของเขาต้องไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด ส่งเสียค่าเทอมกลับมา โดยนำลูกไปฝากไว้กับผู้เป็นป้า ย่านตลาดพรานนก

จากเด็กที่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อกับแม่ ถึงตอนนี้เขาไม่ได้รับมันอีกแล้ว โดยหลังจากที่ย้ายมาอยู่กับป้าได้ 1-2 ปี เขาคิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงเป็นจุดหักเหตัดสินใจย้ายออกมาใช้ชีวิตข้างนอก มีเงินติดตัวเพียง 5 บาท พร้อมเสื้อและกางเกงอย่างละตัว จนได้มารู้จักกับเด็กข้างถนน ก็เลยพากัน “ขอทาน” ซึ่งก็มีคนให้บ้างไม่ให้บ้าง



“มันลำบากมากนะพี่ ใช้ชีวิตแบบนี้หลายปี” จนมารู้จักเด็กวัดบอกว่าไม่ต้องไปขอทานแล้ว แต่ชวนกันไปเก็บเหรียญโปรยทานงานศพ ได้มา 10-20 บาท ก็เอาไปซื้อ “ถั่วแปบ” กินแทนข้าว “ค่ำแล้วก็ข้ามไปนอนที่ป้อมพระสุเมรุ ตอนเช้าก็ตื่นอาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไปเดินบิณฑบาตตามพระ กินข้าววัดอยู่แบบนี้”

เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด จึงรู้จักทำงานแต่เพียงวุฒิ ม.3 จะไปทำอะไรได้ เขาจึงไปรับจ้าง “เข็นรถขายของ” เก็บเงินได้เกือบ 20,000 บาท ซึ่งก็ถือว่ามากพอสมควร และกลับไปหาพ่อ เพื่อบวชทดแทนบุญคุณ ศึกษาพุทธประวัติ พระธรรมวินัยอยู่ที่วัดเกือบ 2 ปี จึงสึกออกมา จากนั้นผู้เป็นป้าที่เคยไปพักอาศัยด้วย ป่วยเป็นมะเร็ง “ป้าเป็นห่วงผมมาก ผมรับรู้ได้ แกถามผมว่าออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง มันทำให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรา”



ยังโชคดีที่ความสูญเสียครั้งนี้มาไม่ถึงชีวิต...ผู้เป็นป้าได้แนะนำให้เขาไปสมัครงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ดูแลสถานที่ ภายในสำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ซึ่งผ่านไป 6-7 เดือน มีโอกาสสอบเข้าบรรจุเป็น “ข้าราชการ” ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ แต่พอได้งานทำเป็นหลักแหล่ง...พายุความสูญเสีย กลับซัดเข้ามาในชีวิตซ้ำอีกระลอก

เขาต้องสูญเสียป้าด้วยโรคมะเร็ง “เสียใจมากที่สุด คนที่ทำให้ผมมีงานทำ มีทุกวันนี้ได้” แต่ทว่า...หนึ่งอาชีพที่เขาทำแล้วสบายใจ เสมือนหยุดยั้งมัจจุราช คือ
“อาสาสมัครร่วมกตัญญู” เพราะมีอยู่วันหนึ่งขณะเขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน “เห็นพ่อลูกเกิดอุบัติเหตุ ลูกสาวแต่งชุดพยาบาล ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก ช่วยอะไรไม่ได้ เหมือนผมปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตา มันหดหู่ภาพวนเวียนอยู่ในหัว ทำไมเราไม่มีความรู้ช่วยเหลือเขาได้”

แม้ว่าจะมีงานประจำ แต่การทำงานอาสาสมัครร่วมกตัญญู ก็มีความสำคัญมาก เพราะจะทำอย่างไรให้คนรอดชีวิต หรือเจ็บน้อยที่สุด เพื่อส่งโรงพยาบาลด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เขาจึงภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่ง แรกๆ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ซึ่งบางเคสต้องการมากกว่านั้น จึงคิดช่วยเหลือคนตามบ้านเรือน และนำอาหารไปแจกเด็กยากไร้



 “ขี่มอเตอร์ไซต์ช่วยคนแบบนี้ 5-6 ปี ซื้อน้ำ อาหาร ข้าวสาร ไปมอบให้คนยากไร้ อย่างน้อยเราได้ไปให้กำลังใจ เขาจะได้มีกำลังใจอยู่ต่อและรู้ว่าชีวิตเขาไม่ได้ไร้ค่า แต่ยิ่งเจอเคสหนักๆ ผมก็ยิ่งต้องช่วย ซื้อรถเข็นให้ แต่เตียงผู้ป่วยผมซื้อไม่ไหว ก็เลยมีคนพูดดูถูกว่าบ้านมึงก็เช่า เงินเดือนรวมกับแฟน 2 คน จะช่วยได้สักเท่าไหร่เชียว มันสะเทือนใจนะ แต่ผมไม่หยุดทำ การช่วยเหลืออาจจะไม่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ต้องมีใครสักคนในสังคมสร้างมันขึ้นมา และภาพที่สร้างขึ้นมานั้น ทุกคนจะได้รู้ว่ายังมีอีกหลายชีวิตต้องการความช่วยเหลืออยู่สักแห่งบนโลกใบนี้” 

บางครั้งมีคนจับผิดหาว่าอยากดัง มันก็มีท้อบ้างเหมือนกัน แต่พอมาคิดว่าถ้าถอดใจตอนนี้ ที่ผ่านมาก็จะมีค่าอะไร จึงใช้เป็นแรงผลักดันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แล้วเขาจะเห็นเอง ผมเคยลำบากเคยไม่มีกินมาก่อน ผมจะไม่ลดละและทำต่อไปจนกว่าจะหมดแรง หวังร่วมกันเป็นสื่อกลาง สะพานบุญ ต่อชีวิตลมหายใจอีกหลายคน



แต่สำหรับอีกหลายชีวิตเมื่อเจอทางดัน มักร้องขอ “โอกาส” จนลืมไปว่าก่อนจะรอสังคมให้โอกาส ควรให้โอกาสตัวเองก่อน ทำให้เกิดผลและสังคมเห็น ซึ่งต้องยอมรับว่าหนุ่มคนนี้ ได้หา “ดอกกุญแจ” ที่ล็อกชีวิตของเขาเจอแล้ว พร้อมกับได้ไขเปิดเข้าไปปลดล็อกคนในสังคมอีกหลายชีวิต เพราะเขาต้องป้องกันตัวเอง จากสิ่งที่เคยเก็บลึกฝังอยู่ในใจ

นี่แหละ...ชีวิตที่เด็ดเดี่ยว ดิ้นรนจาก “เด็กขอทาน” พบเจอแต่ความสูญเสีย แต่ไม่เคยโทษโชคชะตาว่าไม่มีโอกาส แล้วตัวเราๆ ท่านๆ ล่ะ?? คิดข้ามความท้อแท้ หรือยังสนใจคำพูดบั่นทอนอยู่ไหม?? เพราะเรื่องแบบนี้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ บทเรียนวัยเด็กจะสอนให้เข้มแข็ง ดังเช่นชีวิต “หนุ่มข้าราชการใจกุศล” ผู้นี้.
.....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพ : @เมศ เจ้าชายน้อย


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 86.83K