อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เมื่อเสียงบ่น'ประเทศเฮงซวย' ดังสนั่นไปทั่วเมืองไทย!!

สัปดาห์นี้มาพูดถึงเสียงบ่นของประชาชนคนไทยว่า “ประเทศเฮงซวย” ไปดูว่ามีเรื่องอะไรบ้าง? แล้วเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันอย่างไร คอมเม้นท์ได้เลย!! พฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม 2560 เวลา 08.00 น.


เรื่องราวอะไรต่อมิอะไรในสังคมนี้มีให้พูดถึงเยอะแยะ เพราะ “ดราม่า” (คือเรื่องที่เอาอารมณ์มาถกเถียงกัน เอาชนะกัน) มันเกิดขึ้นได้แทบทุกอาทิตย์จริงๆ บางเรื่องก็ขยายไปถึงสิ่งที่เป็นสาระได้ บางเรื่องก็แค่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง ที่ไม่รู้จะเถียงกันให้อะไรเกิดขึ้น แล้วสุดท้ายเรื่องเหล่านั้นก็ลอยหายไปตามเวลา หายไปตามยุคข้อมูลข่าวสารที่แต่ละวันข้อมูลที่เราได้รับมามันมากล้น จนเปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่นได้เร็ว

อาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องร้อนๆ ก็เกิดขึ้นอีก ตอนนักร้องสาว
“อิมเมจ” ที่โด่งดังมาจากเวทีเดอะวอยซ์ อยู่ๆ ก็ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “ประเทศเฮงซวย” ตอนแรกก็ไม่รู้บ่นอะไรของน้องเขาเหมือนกัน ก็เกิดข้อวิพากษ์เกี่ยวกับสิ่งที่เธอบ่นด่าขึ้นมา ทำนองไม่พอใจและขับไล่ไสส่งเธอออกนอกประเทศไปเสียถ้ามันอยู่แล้วอึดอัดคับข้องใจมาก

เรื่องมันกลายเป็น Talk of the town ในอินเทอร์เน็ตไป กลายเป็นทั้งข้อวิพากษ์และข้อวิวาท สื่อก็เอาไปขยายความต่อ ซึ่งเอาจริงเมื่อไม่ได้ดังใจในการใช้ชีวิต คนเราก็บ่นๆ ด่าๆ กันเกลื่อนโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเรื่องปกติ จนต้องพยายามทำความเข้าใจว่า ทำไมเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคำมันแรงหรือเพราะคนมันดัง!!



พูดถึงเรื่องนี้เป็นข่าว นี่ก็งงและพยายามหากรณีศึกษาของแต่ละประเทศดู ว่ามีประเทศไหนเหมือนประเทศไทยบ้างไหม ที่เอาดราม่าอินเทอร์เน็ตมาทำข่าว บทบาทหน้าที่ของสื่อมันก็คงเปลี่ยนไปตามกระแสนิยมของสังคม ตอนนี้สื่อมวลชนกระแสหลัก จากเดิมที่เคยเป็นผู้กำหนดวาระทางสังคม (หรือกำหนดว่าเนื้อหาอะไรที่สังคมต้องสนใจ) กลายเป็นสื่อส่วนหนึ่ง (ย้ำว่าไม่ใช่ทั้งหมด) ต้องไปวิ่งตามว่า วันๆ เกิดดราม่าอะไรขึ้นบ้าง?

สื่อกลายเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยปัญหา เวลา
“คนดัง” พูดอะไรแล้วเกิดกระแสหรือความขัดแย้งขึ้น ก็จับกระแสนั้นขึ้นมาเล่นและตามต่อ หรือเกิดข้อขัดแย้งที่อาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่โต สื่อก็วิ่งเข้าหาคู่ขัดแย้งทั้ง 2ฝ่ายเพื่อให้เปิดหน้าพูด เดี๋ยวนี้ข่าวที่มาจากดราม่าอินเทอร์เน็ตชักเยอะขึ้น พวกเพจดังๆ นั่นแหละตัวเปิด ถ้าจะมองว่าดีมันก็ดี เพราะมันคือส่วนหนึ่งของ “การเฝ้าระวังทางสังคม” ที่ต่อไปมีปัญหาอะไรเรื่องก็ไม่เงียบหาย พอตีกระแสติดก็มีคนตามต่อ

แต่ถ้ามองให้มันไม่ค่อยดีก็มองได้ คนทำสื่อรุ่นเก่าๆ บางคนเขาก็บ่นๆ ว่า บทบาทของสื่อเดี๋ยวนี้มันจะไปจับเรื่องยิบย่อยไร้สาระเกินไปหรือเปล่า? เดิมเราเคยคาดหวังให้สื่อมวลชนกระแสหลักเป็นผู้เปิด, วิพากษ์ประเด็นหรือนโยบายสาธารณะใหญ่ๆ เรื่องทุจริตหมกเม็ด เพราะความเป็นสื่อมวลชนมีสังกัด มีความสามารถในการขอ หรือเข้าถึงข้อมูลในชั้นนโยบายได้ ก็น่าจะจับเรื่องสำคัญๆ มากกว่าเล่นกับกระแสตามอินเทอร์เน็ต



แต่คนที่เขาว่ามองอย่างเป็นกลาง ก็บอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่ารับไม่ได้หรอก เอาจริงถ้าแบ่งสื่อตามลักษณะเนื้อหานำเสนอ มันก็มีทั้งสื่อที่เป็นข่าวหนัก ข่าวเบา หรือแบ่งเป็นประเภทก็ยังได้อีก เช่น สื่อข่าวบันเทิง สื่อข่าวการเมือง ฯลฯ ถ้าต่อไปเราจะมีสื่อประเภทใหม่ คือ “สื่อข่าวดราม่าอินเทอร์เน็ต” มันก็เกิดขึ้นได้ เมื่อสังคมมันเปลี่ยนแปลงสื่อก็ต้องปรับตัวให้รับกับความต้องการในการบริโภคข่าวสาร...เรื่องสื่อทำงานก็ต่างคนต่างคิดกันไป

ย้อนกลับมาที่ “น้องอิมเมจ” เมื่อเธอออกมาแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำค่อนข้างแรง และเดิมไม่มีใครรู้ว่าเธออึดอัดขัดใจกับใคร พอโดนด่าว่าไป สุดท้ายน้องเขาก็ออกมาขอโทษ และบอกว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อระบบขนส่งมวลชนในประเทศ เพราะเธอรอรถเมล์นาน ฟังเหตุผลแล้วได้แต่คิดว่า...โถ!! เรื่องแค่นี้เอง...

พอรู้ความจริง บางคนที่เคยด่าว่าเธอก็เลยร่วมด้วยช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ความ “เฮงซวย” ของระบบขนส่งมวลชนไปด้วย ซึ่งก็น่าสนใจดีที่มาผสมโรงกันตอนคนดังพูด...ทั้งที่ปัญหานี้เขาก็บ่นว่าด่าทอกันมานานแล้ว คนใช้รถเมล์ต่างก็เคยเจอปัญหาเหมือนกัน ทั้งกรณีที่รถเมล์บางสายรอกันรากงอกกว่าจะปล่อยออกมาสักคัน หรือกรณีรถเมล์บางสายที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวาดเสียว ก็สายสะพานพุทธแฮปปี้แลนด์นั่นไง โวยวายกันจนกลายเป็นเรื่องขำไปในที่สุด



พอบ่นว่าไปก็เกิดกระแสเรียกร้องตามมาว่า “ก็ต้องปรับปรุงให้มันดีขึ้นสิ” นี่ก็ไม่รู้ว่า เสียงสะท้อนจะดังไปถึง ขสมก. แค่ไหน? แต่ก็เห็นปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมว่า
“คุณต้องเป็นคนดัง เสียงคุณถึงจะดังได้” เรื่องขนส่งมวลชนไม่ค่อยจะดีนี่ถามจริง...ประชาชนทั่วไปใน กทม. ที่เจอปัญหาแทบทุกวี่วันบ่น มันเกิดกระแสเช่นนี้หรือเปล่า?

จะว่าไป...ความ “เฮงซวย” ในการใช้ชีวิตในไทยแลนด์แดนสไมล์ ที่มีอยู่ทุกวันนี้ มันคงไม่ใช่แค่เรื่องระบบขนส่งมวลชนหรอก ถ้าจะบอกว่า “อะไรทำให้ประเทศไม่น่าอยู่?” ลองถามๆ คนโน้นคนนี้ เขาก็บอกว่าคือ “เรื่องความไร้มาตรฐานในหลายๆ อย่างของสังคม” ซึ่งเรื่องขนส่งมวลชนเขาก็ว่า...เป็นเรื่องหนึ่ง


“ความไร้มาตรฐาน” ที่ว่านี้ คือบางคนอธิบายว่า คือการทำอะไรที่...ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ผักชีโรยหน้าหรือขอไปที คือทำอะไรแล้วก็ทำไม่สุด ปัญหาน่ะแก้ไปเถอะ อาศัยช่วงชุลมุน ช่วงย่อหย่อนของเจ้าหน้าที่ ปัญหาก็กลับมา แล้วก็อยู่ไปเนียนๆ รอให้เกิดปัญหา เกิดกระแสขึ้นมาใหม่ ค่อยกลับมา “ล้อมคอก กันอีกครั้ง

เขายกตัวอย่างกรณีหาบเร่แผงลอย ร้านอาหารรถเข็นข้างทาง ที่ใน กทม.จัดการได้ยาก ลองไปจัดการดูเถอะ เจอครหาดราม่า “รังแกคนจน” ไม่หยุดแน่ ทั้งที่คนในกรุงนี่เขาเอือมกันจะตายชัก ทางเท้าไม่ได้เดิน เดินช้าไปพ่อค้าแม่ค้าตะโกนไล่ห้ามยืนแช่บ้างล่ะ บางทีผู้ค้าทิ้งขยะเป็นภาระ กทม. เข้าอีก แบบว่ามักง่ายกองๆ ไว้ ยิ่งพวกร้านอาหารรถเข็น ขยะสดขยะเปียกให้มั่วไปหมด น้ำเสียจากการชำระล้างก็เทลงท่อง่ายๆ



ก็ถือเป็นเครดิตที่ต้องชมรัฐบาลนี้ข้อหนึ่ง ตรงที่ใช้อำนาจจัดการเด็ดขาด เก็บกวาดการค้าหาบเร่ข้างทาง ทั้งย่านประตูน้ำ สีลม สยามสแควร์ (ย่านสยามนี่ได้ข่าวปวดหัวกันมาก เพราะโยนกันไม่รู้หน้าที่ใครระหว่าง กทม.หรือจุฬา ) แต่ระยะเวลาในการจัดการรอบแรกผ่านไปสักพักแล้ว ชักจะมีเสียงบอกเล่าแล้วว่าให้ระวัง เพราะ “เตรียมจะกลับมาอีกแล้ว” ซึ่งถ้าให้ประเทศน่าอยู่ การจัดการอะไรต้องมีความเสถียรจริงๆ ไม่ใช่ค่อยหยวนกันตอนจังหวะเผลอๆ

“ความไร้มาตรฐาน” ที่หลายเสียงบอกกันว่า เป็นเรื่องใหญ่ คือมาตรฐานการเคารพกฎหมายบ้านเรา เขาว่าหลายๆ คนมีลักษณะที่สองมาตรฐาน คือจริงจัง เรียกร้องคนอื่นให้เคารพกฎหมาย กติกาของสังคม แต่พอกับตัวเองจะ “หยวน” จะทำอะไรเอาง่ายเข้าว่า แล้วมีเหตุผลมาอธิบาย อ้างได้ร้อยแปดว่า “ตัวเองจำเป็นถึงทำ”

คงจะเห็นๆ อยู่ว่าหลายๆ คนจริงจัง อดรนทนไม่ได้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นมาก ม็อบต้านโกงต้านนิรโทษกรรมใหญ่แค่ไหนตอนปี 57 ก็คงเห็นกันอยู่ แต่หลายๆ คน กลับยอมรับระบบการ “ใส่ซอง” หรือ “เส้นสาย” เพื่ออำนวยความสะดวก ใครมีเส้นสายอยู่เหนือกฎหมายเหนือระบบได้มากแค่ไหน ยิ่งภูมิใจในตัวเองซะอีกว่า “กูใหญ่” แล้วการใช้ผลประโยชน์เข้าต่อรองเพื่อแลกกับ “ทางลัด” นี่ไม่ใช่ลักษณะการทุจริตเหรอ?

พอพูดไปก็จะโดนวีโต้ว่า “ก็เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้สุจริต” ถ้ายอมไปหมดก็ถูกกลั่นแกล้งเอาเปรียบ อย่างสมมุติว่า ถ้าถูกจับคดีจราจร จะมีคนโวยวายว่าเจ้าหน้าที่ตั้งใจหาเรื่องรีดไถอยู่แล้ว แต่ขณะที่เขากำลังชี้ว่า “เจ้าหน้าที่เลว” ก็อยากต่อรองให้ได้โดยการ “ใส่ซอง” ให้จบโดยไม่เป็นคดี...เรื่องมันก็วนๆ อยู่อย่างนี้ถ้าจะต้องการหาว่า “ใครเลวกว่ากัน??” ก็เป็นอะไรที่น่าปวดหัวพิลึกว่า ถ้าอย่างนี้ปัญหาการไม่เคารพกฎหมายนี่จะแก้กันอย่างไร??



“ความไม่น่าอยู่” อีกอย่างที่มีคนแถวๆ นี้ฝากมา คือ “เราจริงจังกับเรื่องอะไรยิบย่อยเกินไปไหม” อย่างกรณี “น้องอิมเมจ” อะไรนี่ก็แค่คำบ่นของเด็กรอรถเมล์นาน แต่เอาจริงเอาจังขนาดขับไล่นางออกนอกประเทศกันเลยทีเดียว... พอเรื่องควรจะต้องจริงจัง บางเรื่องก็พร้อมใจกันเงียบ หรืออะไรบี้ได้ก็บี้ไปจนเกินเหตุ

ที่เขายกตัวอย่างคือกระทะยี่ห้อดังเจ้าหนึ่ง ที่บังเอิญโฆษณาแรงไปหน่อย (ลูกหมั่นไส้มันมาจากโฆษณานี่แหละ ทั้งอ้างราคาที่ลดจนน่าทึ่ง ตลอดจนสรรพคุณวิเศษวิโสอะไรก็ไม่รู้) เลยถูกตรวจสอบ ถูกตามล้างตามเช็ด ร้อง สคบ. ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้มีการชดใช้เยียวยา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ถ้าเราจะควบคุมคุณภาพสินค้า ห้ามการโฆษณาเกินจริง เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค และจะได้เป็นบรรทัดฐานสินค้าชนิดต่อๆ ไปด้วย



พลังผู้บริโภคในการบี้กระทะเป็นเรื่องน่าชื่นใจ แต่ที่เขาบ่นๆ คือความจริงจังในเรื่องการไล่บี้ผู้ประกอบการ น่าจะไปช่วยๆ กันดูสินค้าที่มันอันตรายกว่ากระทะด้วย อย่างเช่น รถยนต์บางยี่ห้อ ที่มีการรวมตัวของผู้ซื้อ ตั้งกรุ๊ปเฟซบุ๊กพูดคุยกัน โวยวายอยู่ว่ามันไม่ได้มาตรฐาน ควรต้องร้องเรียนจริงจัง ทำไมองค์กรเพื่อผู้บริโภคไม่ขับเคลื่อนเข้มแข็ง ...สินค้าตัวหนึ่งมีปัญหาแค่อาหารติดกระทะ อีกตัวหนึ่งมีปัญหานี่ถึงตายได้...คนที่ฝากเรื่องนี้มาเขาว่า “สงสัยว่าเอาแต่กระแส หรือจะร้องเรียนอะไรที่ตัวเองไม่ต้องเจ็บตัวมากถ้าเขาสู้กลับ แค่นั้นแหละ”

จริงๆ มันมีเรื่องอื่นอีกที่เป็น
“ความไร้มาตรฐานทำให้ประเทศไม่น่าอยู่” ไว้มีโอกาสจะมาต่ออีก.
….........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ภาพจาก : @imageswift13

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    77%
  • ไม่เห็นด้วย
    23%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 8.52K