อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ประชาธิปไตยอยู่หนใด? คำถามอ่านง่ายแต่ตอบยาก!

สัปดาห์นี้ชวนมาตอบคำถามที่ว่า “ประชาธิปไตยอยู่หนใด?” ถึงแม้ว่าจะตอบยาก แต่ถ้าตอบกันได้ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตาม... พฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น.


ประชาธิปไตย คือ วิธีการปกครองประเทศที่ถือเอามติของปวงชนเป็นใหญ่ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลากว่า 85 ปี นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นวันที่ คณะราษฎร ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ พลเรือน

โดยสายทหารบกมี พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้า สายทหารเรือมี นาวาตรีหลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เป็นหัวหน้า สายพลเรือนมี อำมาตย์ตรีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันก่อการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (Constitutional Monarchy) หรือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

การที่ คณะราษฎร ยึดอำนาจการปกครองประเทศมีสาเหตุหลักอยู่ 2 ประการ ประการแรก คือสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งมีทั้งการปกครองแบบรัฐสภาและการปกครองแบบสาธารณรัฐ เนื่องจากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดิน ปัญหาการบริหารประเทศมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น อัตราเพิ่มของจำนวนประชากรมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและความจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศตามแบบสากลในยุคศตวรรษที่ 20



ประการที่ 2 คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพื่อให้มีความเสมอภาค ประชาชนมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกันและมีเสรีภาพอันพึงมีตามกฎหมาย

หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 3 วัน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกแก่ปวงชนชาวไทย และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2475 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 และเป็นฉบับถาวรแก่ปวงชนชาวไทย

รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้นำหลัก 6 ประการของ คณะราษฎร มาใช้เป็นนโยบายการบริหารประเทศ ซึ่งมีการใช้นโยบายดังกล่าวสืบต่อในรัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม


หลัก 6 ประการของคณะราษฎรประกอบด้วย...
1. รักษาเอกราชของประเทศให้มั่นคงทั้งในด้านการเมือง ศาล เศรษฐกิจ ฯลฯ
2. รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ลดการประทุษร้ายต่อกัน
3. บำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ ให้มีงานทำ ไม่ปล่อยให้มีความอดอยาก
4. ให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน
5. ให้ราษฎรมีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
6. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร มีการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย

ภาพรวม การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475-2560 มีข้อมูลที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาดังนี้ มีนายกรัฐมนตรี 29 คน รวม 60 สมัย มีรัฐประหาร 13 ครั้ง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ

พัฒนาการทางการเมืองของประเทศตกอยู่ในสภาพการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ล้มลุกคลุกคลานมาเป็นระยะๆ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีอายุสั้น มีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นกันอย่างมากมาย การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรม มีการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ



ประเทศไทย เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า...
มีการใช้รัฐธรรมนูญปกครองประเทศที่สิ้นเปลืองมากที่สุดในโลก” รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีชื่อที่ถูกเรียกขานต่างๆ นานา อาทิ รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยค่อนใบ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยเต็มใบ ฯลฯ ซึ่งคงจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี จึงอาจกล่าวได้ว่าเส้นทางตามวิถีประชาธิปไตยยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนาน

ปัญหาหลักทางการเมืองของประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ประกอบด้วยพรรคการเมืองไม่ใช่สถาบันทางการเมืองและไม่มีอุดมการณ์ นักการเมืองไม่มีคุณภาพเพียงพอ การบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ยึดหลักธรรมาภิบาล ระบบราชการไม่ได้ตอบสนองต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

คำถามที่ว่า
ระชาธิปไตยอยู่หนใด?” ก็นับว่าเป็นคำถามที่ตอบได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าจะคาดคั้นให้ตอบกันให้ได้ก็ขอตอบในเบื้องต้นว่า “ประชาธิปไตยอยู่ในจิตใจของคนซึ่งมีหลักคิดที่ถูกต้องและไม่บกพร่องในจิตสำนึก” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไป ถ้าคนส่วนใหญ่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย โดยเป็นผู้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย ใช้เสรีภาพของตนเองที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นคนรักชาติรักแผ่นดิน

หากเป็นเช่นนี้แล้วคงไม่ต้องถามกันว่า “ประชาธิปไตยอยู่หนใด?” ในกาลข้างหน้าประเทศไทยก็อาจไม่มีรัฐธรรมนูญที่มีลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ หรือมีรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยไม่จำเป็น เช่น ประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น ฯลฯ การทำรัฐประหารก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก เพราะไม่มีเงื่อนไขและไม่อาจอ้างถึงความชอบธรรมใดๆ ได้
…..........................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


ขอบคุณภาพจาก : วิกิพีเดีย

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33