อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

สัมผัส'ป๊อปปูลาร์'ในพม่า กว่า250ปี 'ศิลปะโยเดีย'

“หมู่บ้านโยเดีย” ที่อาจเป็นหมู่บ้านเพียงแห่งเดียวซึ่งยังสืบสายเลือดชาวอยุธยาแท้ ๆ เอาไว้แล้ว เรายังได้สัมผัส “โบราณสถาน” หลายแห่ง ซึ่งปรากฏหลักฐานที่ สะท้อนจิตวิญญาณและฝีมือเชิงช่างอยุธยาอีกด้วย ศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560 เวลา 05.00 น.


เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2310 ชาวอยุธยาจำนวนหนึ่งได้ถูกเทครัวสู่กรุงอังวะ เมื่อเดินทางไปถึงแล้ว ได้มีการจัดสรรที่ดินแก่ชาวอยุธยาเหล่านี้สำหรับทำกินและอาศัยอยู่รอบเมือง ก่อนมีการอพยพเคลื่อนย้ายไปตามศูนย์กลางการเมืองการปกครองเมื่อราชวงศ์พม่าเกิดการผลัดใบในแต่ละช่วง โดยได้มีการอพยพไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อังวะ อมรปุระ มัณฑะเลย์ และสะกาย โดยชาวอยุธยาเหล่านี้ หรือที่คนพม่าในยุคอดีตรวมถึงชาวเมียน มาปัจจุบันรู้จักดีในชื่อเรียกว่า “ชาวโยเดีย” ไม่เพียง ดำรงวิถีชีวิตแบบอยุธยาไว้ได้ หากแต่ยังใช้ “ฝีมือ” ที่มีติดตัว...สร้างชื่อยังต่างบ้านต่างเมืองอีกด้วย...

ภารกิจ ตามรอย “โยเดีย” ครั้งนี้ เราเดินทางตามคำเชิญของสถานีโทรทัศน์ไทยพบีเอส และทีมงานสารคดี “โยเดียที่คิด (ไม่) ถึง” ที่ชวนเราให้ออกตามรอยสารคดีเรื่องนี้ โดยนอกจากได้เยี่ยมชม “หมู่บ้านโยเดีย” ที่อาจเป็นหมู่บ้านเพียงแห่งเดียวซึ่งยังสืบสายเลือดชาวอยุธยาแท้ ๆ เอาไว้แล้ว เรายังได้สัมผัส “โบราณสถาน” หลายแห่ง ซึ่งปรากฏหลักฐานที่ สะท้อนจิตวิญญาณและฝีมือเชิงช่างอยุธยา อีกด้วย ที่ถึงแม้จะล่วงเลยผ่านมานานกว่า 250 ปี แต่...



ยังทิ้งร่องรอยถึงวันนี้ได้อย่างอัศจรรย์

เมื่อถึงจุดหมายแรกที่เมืองอังวะ คือที่ วัดยาดะนา นักเขียนสารคดีเกี่ยวกับอุษาคเนย์ และประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง ศรัณย์ บุญประเสริฐ ให้ข้อมูลเพื่อปูพื้นความรู้แก่เราว่า เมืองมัณฑะเลย์ถือเป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของ เมียนมา ก่อตั้งโดยพระเจ้ามินดง และมีพระเจ้าธีบอเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย โดยหลังจากชาวอยุธยาถูกเทครัวมาอยู่ที่อังวะ ต่อมาก็ได้อพยพเคลื่อนย้ายไปยังอีกหลายเมือง คือ อมรปุระ มัณฑะเลย์ และสะกาย จึงพบร่องรอยของ “ศิลปะแบบอยุธยา” ปรากฏตามพื้นที่เหล่านี้ อย่างเช่น สถาปัตยกรรมของวัดยาดะนา ที่มีรูปแบบคุ้นตาคนไทยอย่างมาก เพราะละม้ายกับสถาปัตยกรรมของวัดเก่าแก่หลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งสันนิษฐานว่า วัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือช่างชาวเมียนมายุคนั้น แต่ได้อิทธิพลศิลปะอยุธยา

จะเรียกว่าแบรนด์โยเดียนั้นป๊อปปูลาร์ในสังคมพม่ายุคนั้นก็คงไม่ผิด” ...นักเขียนสารคดีชื่อดังกล่าว

หลังจากเราเยี่ยมชมที่วัดยาดะนาแล้ว เราเดินทางต่อไปยังวัดเก่าแก่อีกแห่งในเมืองอังวะเช่นกัน นั่นคือ วัดบากะยา ซึ่งมีหลักฐานสำคัญอย่าง ไม้แกะสลักครุฑยุดนาค ปรากฏอยู่ โดยนักวิชาการอิสระชาวเมียนมา อย่าง มิคกี้ ฮาร์ท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับครุฑยุดนาคที่วัดบากะยานี้ไว้ว่า มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะอยุธยาและศิลปะเมียนมา สังเกตจากตรงชฎาที่สวมใส่ซึ่งมีรูปแบบที่ช่างสมัยอยุธยานิยม อย่างไรก็ตาม ครุฑยุดนาคองค์นี้ไม่น่าเป็นการนำมาจากกรุงศรีอยุธยา แต่คงแกะสลักขึ้นใหม่ ซึ่งอาจเป็นฝีมือของช่างชาวเมียนมารุ่นที่ 2 ที่ได้รับถ่ายทอดวิชาจากช่างชาวอยุธยามาอีกต่อ จึงมีหน้าตาเป็น “ครุฑลูกผสม” เช่นนี้...



นอกจากศิลปะแบบอยุธยาที่สะท้อนผ่านงานสถาปัตยกรรม และงานไม้แกะสลักดังกล่าวแล้ว ร่องรอยอย่าง “ภาพจิตรกรรม” ก็มีปรากฏอีกหลายชิ้นเช่นกัน คือที่ วัดเจ้าก์ตอจี เมืองอมรปุระ และ วัดมหาเต่งดอจี เมืองสะกาย

สำหรับ “ภาพจิตรกรรม วัดเจ้าก์ตอจี” นั้น มีจุดเด่นอยู่ที่การ สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับ “วิถีชีวิตชาวอยุธยาในพม่า” อย่างภาพเด็กชายชาวอยุธยาที่กำลังเล่นขี่ม้าส่งเมืองกับเด็กชาวเมียนมา และภาพหญิงชาวโยเดียกำลังร่วมขบวนแห่ในพิธีร่วมกับหญิงสาวเมียนมา รวมถึง “ภาพเทพนม” ที่ถูกวาดขึ้นทั้งแบบเมียนมากับแบบอยุธยา สะท้อนวิถีผู้คนในอดีตที่แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ซึ่งต่างจากที่เราเคยได้รับรู้มาอย่างสิ้นเชิง





ส่วน “ภาพจิตรกรรม วัดมหาเต่งดอจี” นั้น ถือเป็นภาพที่แสดงเอกลักษณ์ของศิลปะอยุธยาเอาไว้ได้ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ รายงานวิจัยชื่อ “ศิลปะสถาปัตยกรรมมหาเต่งดอจี เมืองสะกาย เมียนมาฯ” จัดทำโดย ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ, อิสรชัย บูรณะอรรจน์, วิษณุ หอมนาน และNittha Bounpany กล่าวถึงความสำคัญไว้ว่า... วัดแห่งนี้มี ภาพวาดที่แสดงถึง “ฝีมือสกุลช่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” ที่ชัดเจน กล่าวคือ ภาพวาดพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในบุษบก ซึ่งมีการวางตัวอย่างโดดเด่นเหนือพื้นสีแดงชาด ทั้งยังแวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศต่าง ๆ โดยได้รับการออกแบบจากช่างเขียนในขณะนั้นให้พื้นที่สีแดงชาด ตัดขาดจากลวดลายประกอบอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความโดดเด่น รวมถึงมีการนำเทคนิคการแบ่งพื้นที่ด้วยเส้นสินเทามาใช้ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นหยักฟันปลา เพื่อเน้นความสำคัญของบุษบก 9 ยอด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปะแบบอยุธยา ขณะที่บุษบกมีเรือนยอดประธาน และเรือนยอดบริวารรวม 9 ยอด ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพเช่นกัน





รายงานฉบับนี้อธิบายว่า บุษบกรูปแบบนี้ถือเป็นอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงที่สุด ในงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี มีลักษณะเช่นเดียวกับพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท ในพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ที่ แสดงความเป็น “ศิลปะอยุธยา” ไว้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบนี้ไม่มีในศิลปะเมียนมา

อย่างไรก็ตาม ภาพวาดที่วัดมหาเต่งดอจีนี้ ก็มีข้อมูลที่น่าตกใจ นั่นคือ ภาพดังกล่าวกำลังเผชิญสถานการณ์น่าเป็นห่วง โดย ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับสารคดีโยเดียที่คิด (ไม่) ถึง บอกว่า ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ เริ่มปรากฏความเสียหายให้เห็นชัดขึ้นกับภาพนี้ จากสภาพอาคารที่ชำรุด โดยเฉพาะหลังคา ทำให้เวลาที่ฝนตก น้ำฝนจะหยดไปโดนที่ภาพ และจากการถูกเร่งปฏิกิริยาทำให้ภาพเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทั้งจากการซ่อมแซมด้วยวัสดุและวิธีการที่ไม่เหมาะสม จนทำให้ภาพสำคัญชิ้นนี้เริ่มมีสีซีดจางและเลือนรางลงไปอย่างมาก โดยถ้าไม่ได้รับการอนุรักษ์หรือบูรณะที่เหมาะสม อาจทำให้ภาพนี้เสียหายหนัก จนซ่อมแซมไม่ได้



ตอนนี้ที่พยายามทำคือหาทางป้องกันเบื้องต้นก่อนครับ อย่างช่วงนี้เป็นฤดูฝนก็ต้องหาอะไรมาคลุมหลังคาไม่ให้น้ำฝนโดนภาพ ส่วนความชื้นก็ต้องรีบแก้ ถ้าไม่รีบทำภาพนี้อาจหายสาบสูญตลอดไปได้ครับ” ...ชาติชายบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

...ทั้งนี้ กับความน่าเป็นห่วงดังกล่าว...ก็มุมหนึ่ง ส่วนอีกมุมหนึ่ง...กับการร่วมภารกิจ “ตามรอยชาวโยเดียในเมียนมา” ครั้งนี้ นอกจากดีใจที่มีโอกาสได้ “สัมผัสหลักฐานที่แสดงถึงการมีตัวตนของชาวอยุธยาที่นั่นเมื่อกว่า 250 ปี” แล้ว เรายังได้ทึ่งกับความแพร่หลาย ทึ่งมาก ๆ กับ...

ความป๊อปปูลาร์ของศิลปะโยเดีย”.


.............................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 1.35K