อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน...เกิดหรือไม่เกิด??

สัปดาห์นี้ขอเล่าถึง “การปฎิรูปวงการคณะสงฆ์” ว่าต้องการให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางชุมชนเหมือนในอดีตนั้นจะสามารถทำได้ไหมต้องไปลุ้นกัน!! พุธที่ 30 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น.


ผมไม่แปลกใจเท่าไร หลังคณะรัฐมนตรีมีมติย้าย ...พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพราะคิดอยู่แล้วว่าความอึมครึมระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานพุทธฯ และคณะสงฆ์สักวันคงต้องแยกกันแบบนี้

และความไม่พอใจนี้ไม่ได้มีเฉพาะในหมู่พระสงฆ์เท่านั้น ยังมีกลุ่มชาวพุทธออกมากดดันอยู่ต่อเนื่องๆ และทั้งผมทราบมาว่าก่อนหน้านี้มีพระสงฆ์ระดับสมเด็จรูปหนึ่ง ก็ตำหนิผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาอย่างแรงต่อหน้าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประชาชนที่มาร่วมงานในวัดท่าน

กรณีข้อมูลเงินอุดหนุนวัด ปล่อยให้หลุดไปอยู่ในฝ่ายที่โจมตีคณะสงฆ์ได้อย่างไร? แต่เอาเถอะผมคิดว่า ...พงศ์พร คงสบายใจเยอะในที่อยู่ใหม่ของท่าน



เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมสนทนากับนักวิชาการด้านศาสนาท่านหนึ่ง ท่านเล่าว่า “การปฎิรูปวงการคณะสงฆ์” คราวนี้ “คณะสงฆ์” ต้องการให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนให้ได้ สาระสำคัญของการปฎิรูปก็คือว่าคณะสงฆ์พยายามสร้างวัดให้เป็น “ศูนย์กลางชุมชน” ให้กลับมาเหมือนดังในอดีต เดิมทีอย่างที่เราทราบกันดีว่า วัดในอดีตเป็นศูนย์กลางของชุมชนในทุกเรื่องทั้งเรื่องการศึกษา การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง การอบรมคนในชุมชนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ

แต่หลังจากการศึกษาและระบบเศรษฐกิจแบบตะวันตกเข้ามา ชาวพุทธไทยก็ตกอยู่ในสภาวนะ
“ครึ่งผีครึ่งคน” คือ หากดำรงตนอยู่ในรูปแบบวัฒนธรรมแบบพุทธกลัวถูกมองว่า “ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นคนไม่ทันสมัย” หรือหากจะยอมรับตะวันตกเต็มๆ ก็กลัวถูกมองว่า “มิใช่คนไทย เป็นพวกไม่รักชาติไม่รักวัฒนธรรมตนเอง” เรื่องแบบนี้ไม่เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์

เดิมทีพระสงฆ์ของไทยในอดีตอย่างน้อยมีบทบาท 3 เรื่อง คือ 1. วัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาและชุมชน 2. วัดเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และ 3. วัดเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐกับชุมชน บทบาทเหล่านี้ปัจจุบันคงไม่ต้องพูดถึง เพราะหายไปเกือบหมดเกลี้ยง สาเหตุที่หายอย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า...



ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกๆ เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ในแผนเราไม่ได้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เราไม่ได้ให้ความสำคัญการพัฒนาความคิดให้คนไทยพึ่งพาตนเอง เรามุ่งเน้นพัฒนาปัจจัยพื้นฐานประเภทถนนหนทาง สร้างตึก สร้างอาคารให้ใหญ่โต สุดท้ายเราก็ตก “อยู่ในหลุมกับดัก” คือ “ตกเป็นทาสความคิดของตะวันตกจนสิ้น”

“คณะสงฆ์” เองก็รับนโยบายรัฐบาลแบบนี้เข้ามาในวัดเหมือนกัน ลองสังเกตดูสมัยก่อนเจ้าอาวาส พระสังฆาธิการ เวลาจะขอแต่งตั้งหรือเลื่อน “สมณศักดิ์” สิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษนั้นคือ “การก่อสร้าง” และจำนวนเงินที่ก่อสร้าง

หมายความว่าพระสังฆาธิการไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม หากจะเลื่อนหรือขอสมณศักดิ์จะต้องมีผลงานด้าน “การก่อสร้างเป็นสำคัญ” จวบจนกระทั้งไม่กี่สิบปีมานี้เอง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม พระองค์ทรงมองทะลุว่า“หากให้คณะสงฆ์ติดกับการก่อสร้าง” แบบนี้ อนาคตพระพุทธศาสนาหมดแน่!!



เพราะเจ้าอาวาสก็มุ่งสร้างแต่วัด มุ่งสร้างแต่ถาวรวัตถุ ลืมอนุเคราะห์คนรอบวัด ลืมดูคนรอบวัดว่า เขาอยู่ดีกินดีหรือไม่ เด็กๆ ได้รับการศึกษาหรือมีเงินทุนในการเล่าเรียนหรือไม่? พระองค์ก็เลยมีคำสั่งให้ “คณะสงฆ์” ไม่ว่ารูปใดก็ตาม หากจะขอหรือเลื่อนสมณศักดิ์ จะต้องมีการสงเคราะห์ด้านการศึกษาคือมี “การมอบทุนให้กับเด็ก” ในชุมชนด้วย แนวคิดของพระองค์ส่งผลมาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้

แต่ชาวพุทธส่วนหนึ่งคิดว่า หากจะให้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนจริงๆ แค่นี้คงไม่พอ ระยะหลังๆ มานี้จึงมีคำถามเกิดขึ้นในสังคมไทยเสมอๆ ว่า “พระสงฆ์มีไว้ทำไม?” อย่าว่ายังโน้นอย่างนี้เลย สมัยหนึ่งเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว มีเด็กวัดคนหนึ่งเป็นคนเคร่งครัดมาก มีชื่อว่า “วิท” ทุกเย็นๆ แกจะนั่งสมาธิอยู่หน้ากุฎิหรือไม่ก็สวดมนต์อยู่ในห้อง

วันหนึ่งเรา 2 คนได้สนทนากัน วิทถามผมว่า“สามเณรทำไมจึงบวช แล้วบวชแล้วได้อะไร และการบวชแบบนี้เอาเปรียบเด็กทั่วๆ ไปหรือไม่?” เราก็บอกวิทไปว่า “สาเหตุที่เราบวชเพราะอยากเรียนต่อ ที่บ้านจนพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียนจึงต้องบวชเพื่อเรียนหนังสือ ส่วนจะได้อะไรหรือไม่ ผมตอบวิทไปว่าอย่างน้อยเชื่อว่าตนเองจะเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคมนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส อย่างน้อยศีล 5 คิดว่ารักษาอยู่ ส่วนที่วิทบอกว่าเอาเปรียบเด็กทั่วไปหรือไม่ ก็ตอบวิทไปว่าไม่ทราบเพราะวัดก็เปิดกว้าง ใครอยากบวชก็บวช และการบวชก็ไม่ได้อยู่ดีกินดี เพราะมีวินัย มีศีลควบคุม”



สุดท้ายเด็กวัดสรุปสั้นๆ ว่า
“เป็นพระเป็นเณรนี้เหมือนกาฝากสังคม” แล้วก็เดินจากไป...

ผมยังคิดไม่ออกว่า...แนวทางปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในคราวนี้ “คณะสงฆ์” มีเป้าหมายที่จะให้ “วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน” และพยายามชิงบทบาทของตนกลับคืนมาให้ได้ดั่งอดีตนั้นจะได้ผลหรือไม่? เพราะอย่าลืมเดี๋ยวนี้คนไม่เชื่อพระสงฆ์เหมือนดั่งอดีตแล้ว ดีไม่ดีลับหลังด่าให้อีกต่างหาก ทุนทางสังคมของพระสงฆ์หากยังไม่สามารถตอบคำถามชาวบ้านได้ว่า “พระสงฆ์มีไว้ทำไม?” นับวันลดน้อยถอยลงทุกวัน!!
….................................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอขอบคุณภาพจาก https://dhammatravel.blogspot.com , https://diaryboon.com/tamma.html


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 40