อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561

'เพลงโยทยา'นาฏศิลป์อิงเมือง อีกจิตวิญญาณอยุธยาในเมียนมา

คนเมียนมามองนาฏศิลป์โยเดียเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอุษาคเนย์ เป็นมรดกร่วมของภูมิภาค จึงไม่แบ่งแยกว่านี่ของไทย หรือของใคร จุดนี้อาจเป็นโชคดีที่ทำให้นาฏศิลป์ รวมถึงศิลปะแบบอยุธยาหลาย ๆ อย่าง พฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 05.00 น.


เรื่องราวของ “ชาวโยเดีย” หรือชาวอยุธยาที่ถูกเทครัวไปหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 หรือกว่า 250 ปีนั้น ในฝั่งไทยไม่ค่อยมีบันทึกหรือการกล่าวถึงสักเท่าใดนัก แต่ทว่าในสังคมวัฒนธรรมของชาวเมียนมานั้น กลับพบร่องรอยซึ่งยืนยันถึงการมีตัวตนของคนไทยกลุ่มนี้ผ่าน “ศิลปะแบบอยุธยา” มากมายหลายชิ้น...

รวมถึง “เพลงโยทยา-นาฏศิลป์โยเดีย” ที่ยังมีชีวิตอยู่ในวิถีของชาวเมียนมาในปัจจุบันนี้...

จากภารกิจ “ตามรอยโยเดียที่คิด (ไม่) ถึง” ของเรา ตามคำเชิญของผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้ คือ ชาติชาย เกษนัส และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นอกจากร่องรอยต่าง ๆ ทั้งผู้คนที่ “หมู่บ้านโยเดีย” ซึ่งยังคงรักษาสายเลือดของชาวอยุธยามาได้จนถึงปัจจุบัน และ “ศิลปกรรม-สถาปัตยกรรม” ที่สะท้อนความเป็นอยุธยาแล้ว คณะของเรายังได้รับฟัง “เพลงโยทยา” และรับชมการแสดง “โขนโยเดีย” ที่สืบทอดมานานกว่า 250 ปีด้วย ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษให้คณะจากไทยได้ชม โดยมี อาจารย์หน่อง-อานันท์ นาคคง นักมานุษยวิทยาดนตรี คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นสะพานเชื่อมความรู้ให้



อนึ่ง ในหนังสือชื่อ “โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้” เขียนโดย มิคกี้ ฮาร์ท นักวิชาการอิสระชาวเมียนมา จัดพิมพ์โดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ได้ระบุไว้ว่า... ครั้งพระเจ้าอุทุมพร เมื่อยังทรงครองสมณะเพศ ได้เดินทางมากรุงอังวะ พร้อมกับพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ รวมไปถึง “เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ-เจ้าฟ้าหญิงกุณฑล” ซึ่งเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมโกศ ทั้งยังเป็นพระขนิษฐาของพระเจ้าเอกทัศกับพระเจ้าอุทุมพร และทรงเป็นอัครศิลปินด้านนาฏศิลป์ด้วยนั้น...

ต่อมาเมื่อพระองค์เจ้าประทีป พระธิดาองค์โตในพระเจ้าเอกทัศ ซึ่งเป็นพระมเหสีพระเจ้าอังวะ ขอพระราชานุญาตจัดแสดงนาฏศิลป์จากกรุงศรีอยุธยาถวาย พระเจ้าอังวะทรงอนุญาต โดยการแสดงเรื่องแรกเป็น “รามายณะชาดก” ส่วนเรื่องที่สองคือ “ละครอิหนา” และแม้พระเจ้าอังวะจะทรงไม่เข้าใจเนื้อหาและภาษา แต่ก็ทรงโปรด จนรับสั่งให้พระเจ้าเบญวัย และนายจะ เจ้าเมืองอมรวดี (เมียวดีปัจจุบัน) อัครศิลปินพม่า ศึกษานาฏศิลป์อยุธยาจากเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง





ส่วน “เพลงโยทยา” นั้น ในหนังสือเล่มเดิมกล่าวถึงว่า... มีอยู่ 12 ประเภทแต่โบราณ ได้แก่ 1.เพลงเสมอ 2.เพลงพราหมณ์แต่ง 3.เพลงช้า 4.เพลงตระหนก 5.เพลงมโหรี 6.เพลงกระบี่ 7.เพลงทบทวน 8.เพลงขมึง 9.เพลงหงุดหงิด 10.เพลงจดจำ 11.เพลงเขตเมือง 12. เพลงฉุยฉาย โดยเพลงเหล่านี้บันทึกอยู่ใน มหาคีตะ ตำราเรียนหลวงของเมียนมาด้วย

ทั้งนี้ ในครั้งนั้นคณะของเราจากไทยได้รับฟัง “เพลงโยทยา” อย่าง “เพลงฉุยฉาย-แม่ศรี” โดยมี อู จ่อ วิน พ่อครูชาวเมียนมา จากสถาบันศิลปะการแสดงอินวา เป็นผู้สาธิตการขับร้องบทเพลงดังกล่าว ซึ่งช่วงหนึ่งของการแสดง อาจารย์หน่อง และพ่อครูเมียนมา ได้ร่วมกันสาธิตการขับร้องบทเพลงดังกล่าวสลับกันระหว่างเวอร์ชั่นไทยและภาษาเมียนมา ซึ่งแม้จะฟังภาษากันและกันไม่ออก แต่กลับร้องลงจังหวะจนเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างอัศจรรย์ใจ โดยอาจารย์หน่องพูดถึงเรื่องนี้ว่า...

นาฏศิลป์จากอยุธยาบางส่วนได้ถูกผสมผสานอยู่ในนาฏศิลป์ของพม่ามาตั้งแต่อดีต อย่างเพลงฉุยฉาย-แม่ศรี แม้จะขับร้องโดยคนเมียนมา แต่บางคำเมื่อฟังแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นภาษาไทย และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ในเมื่อไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ทำไมถึงสืบทอดมาได้จนถึงวันนี้ ทั้งที่การเรียนการสอนเป็นแบบดั้งเดิม คือ สอนแบบมุขปาฐะ หรือฟังสืบต่อกันมา”



นอกจาก “เพลงฉุยฉาย-แม่ศรี” เรายังได้ชม “ยามา ซัดดอว์ (Yama Zatdaw)” หรือ “โขนโยเดีย” ด้วย โดยผู้แสดงเป็นถึงระดับครูอาจารย์ และได้นักศึกษาจากชั้นเรียน “นาฏศิลป์โยเดีย” ของมหาวิทยาลัยศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติเมียนมา มัณฑะเลย์ ร่วมแสดงให้เราชม ซึ่งยามาซัดดอว์ก็คือโขนเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง โดยวันนั้นเราได้ชมโขนโยเดียในตอนพระราม พระลักษณ์ และสีดา เดินป่า (ยามาลักษนา) ล่ากวางทอง และทศคีรีเกี้ยวสีดา ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน จนอาจารย์หน่องเอ่ยชมไม่หยุด...

ท่วงท่าที่วิจิตรอ่อนช้อยแบบนี้ ค่อนข้างแตกต่างจากระบำพม่าที่คุ้นเคย ซึ่งการตั้งวง และการจีบแบบนี้ สะท้อนความเป็นนาฏศิลป์จากอยุธยาได้ชัดเจนมาก เพราะในรูปแบบของพม่าจะมีลักษณะการรำที่เป็นเหลี่ยมมากกว่า จะไม่เป็นวงโค้งแบบนี้”





อาจารย์หน่องให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้จัดการเรียนการสอนให้มี หลักสูตรนาฏศิลป์โยเดีย ระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในชั้นเรียนนี้จะต้องสอบศิลปนิพนธ์ยามา ซัดดอว์เสียก่อนจึงจะจบการศึกษา แสดงถึงการให้เกียรติกับนาฏศิลป์โยเดียอย่างมาก นอกจากนั้นทางรัฐบาลเมียนมายังได้สนับสนุนให้มีการ ประกวดยามาซัดดอว์ระดับประเทศ ด้วย โดยผู้ชนะจะได้รับ เหรียญทอง ซึ่งสามารถใช้เป็น “ใบเบิกทางชั้นเลิศ” ในเส้นทางนี้ได้เป็นอย่างดี

และเมื่อการแสดงสิ้นสุด อาจารย์หน่องกล่าวถึง “นาฏศิลป์อยุธยาในพม่า” ให้ฟังด้วยว่า...

แนวคิดที่น่าสนใจคือ คนเมียนมามองนาฏศิลป์โยเดียเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอุษาคเนย์ เป็นมรดกร่วมของภูมิภาค จึงไม่แบ่งแยกว่านี่ของไทย หรือของใคร จุดนี้อาจเป็นโชคดีที่ทำให้นาฏศิลป์ รวมถึงศิลปะแบบอยุธยาหลาย ๆ อย่างยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้”

...ดอกผลจากการเดินทางครั้งนี้ของเรา นอกจากจะได้สัมผัส “การมีตัวตนของคนอยุธยา” ที่ถูกเทครัวมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 แล้ว ยังเป็นโชคของเราที่ได้สัมผัสกับ “เพลงโยทยา-นาฏศิลป์โยเดีย” ซึ่งต้องยกเครดิตให้แก่ชาวเมียนมา ที่ไม่นำอคติมาทำให้เกิดเป็นกำแพงกั้นขวางศิลปวัฒนธรรม ไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็...จากกาลเวลาที่นานมากกว่า 250 ปีแบบนี้...

จิตวิญญาณของชาวอยุธยา” คงไม่ “รอดพ้นจากสายลมแห่งยุคสมัย”.


.................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 235