อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

'สร้างเมือง'จาก'สองขา' ปารีสถึงไทย'ทำไมต้องเดิน?'

“วัฒนธรรมการเดิน” ในปารีส ที่ ทุกคนต้องเดินหมด ไม่ว่าคนรวย คนจน แม้แต่นักการเมือง ซึ่งการตัดสินนโยบายหลัก ๆ ของประเทศเกิดจากการเดิน พุธที่ 6 กันยายน 2560 เวลา 05.00 น.


เมือง” ที่ “เอื้อให้คนเดิน” ได้ มองดูอาจไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่ความจริงเป็นการ “สร้างเศรษฐกิจชุมชน” ทำให้สังคมได้ก้าวเดินไปด้วยเศรษฐกิจที่กระจายตัว ซึ่งในงานสัมมนา Walking is Talking : The Science and Philosophy of Walking เมื่อการเดินคือบทสนทนาระหว่างพวกเรากับเมือง” จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บอกเล่าความหมายเรื่องนี้...ที่อาจจะมากกว่าที่ใคร ๆ คิดไว้??...

ภาคภูมิ มะหะสิทธิ์ ผู้ประกอบการสังคมด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน ปารีส ประเทศฝรั่งเศส กว่า 20 ปี กล่าวถึง “วัฒนธรรมการเดิน” ในปารีส ที่ ทุกคนต้องเดินหมด ไม่ว่าคนรวย คนจน แม้แต่นักการเมือง ซึ่งการตัดสินนโยบายหลัก ๆ ของประเทศเกิดจากการเดิน บางครั้งนายกรัฐมนตรีอาจชวนคณะรัฐมนตรีออกไปเดินคุยกันที่สวนสาธารณะ เลยทำให้ เมืองถูกออกแบบมาเพื่อการเดิน ขณะที่รัฐมีการกำหนดว่า เด็กอยู่ในพื้นที่ย่านไหน ไม่มีสิทธิไปสมัครเรียนในโรงเรียนที่มีระยะทางไกลกว่าบ้านเกิน10 กิโลเมตร ซึ่งอาจจะสนใจเพราะโรงเรียนนั้นมีชื่อเสียงกว่าโรงเรียนในท้องที่ จากข้อกำหนดนี้ก็เลยทำให้ครอบครัวสามารถเดินไปส่งลูกหลานที่โรงเรียนได้ทุกเช้า ซึ่งนี่ก็ถือเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างหนึ่ง ที่เด็กได้ใกล้ชิดกับครอบครัว

เมื่อคนเดินถึงกันได้ ชุมชนในพื้นที่จะมีการค้าตลอดทั้งเมือง ผู้คนเดินไปกินข้าวร้านอาหารใกล้ ๆ บ้านได้โดยไม่ต้องใช้รถ



คนในปารีสเดินถึงกันได้ในเมือง เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เช่นตื่นเช้าไปทำงานก็เดินไปขึ้นรถไฟ บางทีสถานีรถไฟอยู่ห่างจากบ้านหรือที่ทำงาน ต้องใช้การเดิน ก็ถือเป็นเรื่องปกติ และไปซื้อของที่ตลาดก็ใช้การเดินได้ ที่สำคัญ การเดินทำให้ได้พบเจอผู้คน ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งในเมืองนี้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนละแวกบ้านถือเป็น ความสุภาพ อย่างหนึ่ง

คนที่ปารีสต้องเดินเวลาคิดอะไรไม่ออก เป็นเหมือนการปลดปล่อยความคิด เช่นเดียวกับช่วงวันหยุด คนจะเดินไปที่สวนสาธารณะมากกว่าไปห้างสรรพสินค้า ซึ่งบางคนใช้โอกาสนี้เดินสำรวจเมืองไปเรื่อย โดยมีร้านที่มีไอเดียดี ๆ อยู่ตามตรอกต่าง ๆ

คนปารีส สิ่งแรกที่จะดูคือ รองเท้า เพราะจะบอกได้เลยว่า คนนั้นมาจากชนชั้นไหน ทำอาชีพอะไร มีชีวิตอย่างไร ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมรองเท้าในเมืองก็เบ่งบานอย่างมาก ด้วยคนเดินมาก และใช้รองเท้าหลายแบบมาก ขณะเดียวกันก็มีการแต่งตัวที่หลากหลาย เพราะได้เดินไปพบผู้คนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละย่าน ซึ่งในเมืองที่ออกแบบให้คนเดินไม่สะดวก จะเป็นเมืองแฟชั่นไม่ได้ เพราะไม่มีที่ให้เดินเพื่อโชว์การแต่งตัว”

ในวันอาทิตย์หลาย ๆ ถนนจะถูกปิด เพื่อให้คนมาเดินกัน และมีพื้นที่กิจกรรม โดยคนไม่ต้องขับรถวนเพื่อหาที่จอดรถ



ผู้ให้ข้อมูลคนเดิมระบุต่อไปว่า เมื่อย้ายจากปารีสกลับมาอยู่ไทย ในกรุงเทพฯ การเดินบนถนนให้ความรู้สึกอันตรายมาก เหมือนพื้นที่บนฟุตปาธมีการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเดิน ๆ ไปทางเท้าก็อาจหายไป ไม่สามารถเดินได้ต่อ ซึ่งถ้าผู้คนมีการเดินได้ทั่ว สำรวจเมืองได้ มันจะเป็นตัวที่สอนทั้งด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของเมือง

เมืองที่คนสามารถเดิน เป็นการกระจายรายได้ และไม่ทำให้รายได้มีการกระจุกตัวอย่างที่กรุงเทพฯ เป็นอยู่ โดยคิดง่าย ๆ ว่า เมืองทั้งเมืองเป็นศูนย์การค้า จะทำให้สินค้าในแต่ละย่านมีความโดดเด่น ที่สำคัญราคาอสังหาริมทรัพย์จะเกิดการกระจายตัว เมื่อเมืองสามารถเดินได้ถึงกัน”

ที่สำคัญ พอเมืองเดินได้ทั่ว ชุมชนที่มีความยากจนก็สามารถขายของได้เพิ่ม จึงเป็นการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง และจะกระตุ้นความครีเอทีฟของคนในเมือง ถ้าเรามีความคิดว่าอยากทำร้านขายของเล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ในซอย ไม่ต้องวิตกกับค่าเช่าในทำเลที่มีราคาสูงหรือต้องไปเช่าที่ในห้างสรรพสินค้า... เมืองที่น่าเดิน จะมีธุรกิจที่หลากหลายในแต่ละชุมชน”



ด้าน ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง หัวหน้าโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี สะท้อนไว้ว่า มีการค้นพบว่าการที่มนุษย์มีพัฒนาการเดินสองขาได้ ช่วยให้คนใช้มือในการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้ ขณะที่พลังงานของร่างกายจะเหลือกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มนุษย์มีสมองที่ใหญ่ขึ้น มีความคิดเชิงสร้างสรรค์ และมีการค้นหา “ปรัชญาในการเดิน” ตั้งแต่ยุคกรีก จนมีนักคิดนิยามการเดินว่า เป็นเหมือนการค้นพบตัวเอง เพื่อจะทบทวนและสื่อสารกับตัวเองมากขึ้น

“ออนอเร เดอ บาลซัก” นักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่ค้นหาปรัชญาการเดิน ในยุคหลังฝรั่งเศสปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นให้คนทุกชนชั้นเข้าทำงานในเมืองมากขึ้น พบว่า น้ำหนัก ส่วนสูง หรือชนชั้น ทำให้แต่ละคนมีการเดินไม่เหมือนกัน อย่างขุนนางมีการเดินที่อ้อยอิ่ง พนักงานโรงงานเดินรวดเร็ว ส่วนชาวประมงจะเดินถ่างขา เพราะอยู่บนเรือต้องกางขาให้เดินมั่นคง

จริง ๆ การมีพื้นที่เดินในเมืองที่ดี ทำให้คนที่มีความหลากหลายได้พบปะกัน หรือพบกันในสวนสาธารณะ ถือเป็นพลังของเมือง ซึ่งต่อให้เมืองพัฒนาซับซ้อนไปมากแค่ไหน ถ้าถนนเมืองนั้นมีความน่าเบื่อ เมืองนั้นก็จะเต็มไปด้วยอาชญากรรม

นักคิดชาวฝรั่งเศสพบว่า เมืองที่กระตุ้นให้เกิดการเดิน ต้องมีพื้นที่ใช้สอยที่หลากหลาย มีระบบสาธารณูปโภคที่รองรับ โดยความกว้างของอาคารแต่ละหลังไม่ควรกว้างเกินไป และควรมีแยกของถนนที่ไม่ไกลกันมาก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดิน โดยไม่รู้สึกว่ากว่าจะถึงแต่ละแยกไกลเกินไป ในไทยก็เช่นย่านเก่าอย่าง แพร่งสรรพศาสตร์, แพร่งนรา, แพร่งภูธร ที่ตัวตึกไม่กว้างมากนัก เดินไม่นานก็ถึงแยก ทำให้เวลาเดินไม่เหนื่อยเกินไป ซึ่งพื้นที่ตรงสี่แยกถือเป็นพื้นที่สำคัญ ที่มีร้านค้า และการสังสรรค์กันของผู้คนต่าง ๆ โดยจะแตกต่างจากย่านถนนวิภาวดีรังสิต ที่กว่าจะถึงอีกแยกไกลกันมาก และทางเท้าที่ใช้ในการเดินก็ยังมีปัญหา



เมื่อมีพื้นที่ซึ่งดึงดูดให้คนอยาก “เดินในเมือง” จะทำให้พื้นที่นั้น ๆ ปลอดภัย เพราะมีสายตาจากผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ คอยช่วยเฝ้าระวังแทนเจ้าหน้าที่รัฐ และการที่ผู้คนพบเจอกันก็จะเป็นการ “สร้างต้นทุนทางสังคม” อีกด้วย

ขณะเดียวกัน เมืองที่เดินได้ยังช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ เพราะคนที่เดินสามารถเข้าถึงร้านเล็ก ๆ ที่อยู่ในซอยต่าง ๆ ซึ่งการออกแบบเมืองให้มีพื้นที่แยกออกจากกัน เช่น กั้นรั้ว ทำตึกสูง โดยแยกพื้นที่ออกเป็นส่วนตัว จะทำให้คนในเมืองนั้นมีทัศนคติ การใช้ชีวิต แตกต่างกันอย่างมาก ผิดจากคนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเดินถึงกันได้ ที่จะมีความอดทนในความแตกต่างเชิงสังคมมากกว่า

โครงสร้างการเมืองของ กรุงเทพฯ มีปัญหามาก เพราะ ไม่มีส่วนที่อยู่ตรงกลางที่คอยเชื่อมความคิดเห็นของคนระดับล่างที่อยู่ในพื้นที่ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เลยทำให้ตอนนี้นโยบายส่วนใหญ่มาจากข้างบน
ลงล่าง เช่นมีบ้านอยู่ย่านสุรวงศ์ ก็ไม่สามารถบอกรัฐได้ว่าต้องการให้แผงลอยยังอยู่ เพราะที่บ้านไม่ทำกับข้าวเอง การมีแผงลอยทำให้สะดวกในการซื้ออาหารทาน



ในต่างประเทศนั้น มีการเลือกตัวแทนเขตที่จะร่วมมือกับคนในท้องที่ในการดูแล เช่น การซ่อมทางเท้า หรืออื่น ๆ โดยไม่ต้องผ่านนโยบายจากผู้ว่าฯ ซึ่งสิ่งที่กรุงเทพฯ กำลังเป็นอยู่คือการแต่งตั้งหัวหน้าเขต โดยคนในพื้นที่เองก็ไม่รู้ว่าคือใคร แต่ถ้ามีการเลือกตั้งจากคนในท้องที่ ชาวบ้านสามารถไปตามถึงบ้านได้เลยหากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นในท้องที่

โครงการ เมืองเดินได้-เมืองเดินดี ได้พยายามศึกษาเรื่องใกล้ตัว ในการใช้ชีวิตในเมืองที่เดินได้ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และผู้คน เป้าหมายคือต้องการให้กรุงเทพฯ มีทางเท้าที่สามารถเดินได้ดีขึ้น โครงการนี้แบ่งเป็น 3 เฟส ซึ่งเฟสแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ทำการสำรวจว่า พื้นที่ไหนในกรุงเทพฯ สามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่เดินในเมือง? และตอนนี้กำลังพัฒนาสู่เฟสที่ 3

จากการศึกษาพบว่า ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สามารถทำเป็นเมืองเดินได้ติดอันดับแรก ๆ เพราะมีทั้งโรงพยาบาล สถานศึกษา พื้นที่จับจ่ายใช้สอย สวนสาธารณะ และพื้นที่อำนวยความสะดวกอื่น ๆ กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ราว 800 เมตร ซึ่งเราสามารถเดินได้ เพียงแต่พื้นที่ของการเดินยังมีปัญหา ทำให้การเดินยังไม่สะดวกเพียงพอ” ผศ.ดร.นิรมล ระบุ

เมืองเดินได้” อาจไม่ได้มีความหมายเพียงการสร้างสังคมเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการ “พัฒนาประชากรในรุ่นถัดไป” ที่จะ “ทำชุมชนของตัวเองให้มีความเข้มแข็งในเชิงรากเหง้า” กว่าที่เป็นอยู่.


.............................
ศราวุธ ดีหมื่นไวย์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 180