อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ก้าวต่อไปของ'พรรคเพื่อไทย' เมื่อทำอะไรก็ยังสะดุด!

สัปดาห์นี้ขอนั่งมองดูก้าวต่อไปของ “พรรคเพื่อไทย” เมื่อทำอะไรก็ยังสะดุด ยังติดขัด...จะหา “ผู้นำคนใหม่” ได้ไหม และมีแนวทางในการเดินเกมส์อย่างไร? พฤหัสบดีที่ 7 กันยายน 2560 เวลา 08.00 น.


ก่อนหน้านี้ ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเสมือน “หัวใจหลัก” ในการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับเรื่อง “การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม” ของรัฐบาล เป็นผู้ที่พรรคชูขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เมื่อปรากฏว่าวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ..ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไป ทำให้เกิดภาวะระส่ำในพรรคพอสมควร เกี่ยวกับแนวทางการเดินเกมต่อไปจากนี้ เพราะเท่าที่เห็นคร่าวๆ “เดิมพันมันสูงขึ้น”

“เดิมพันที่สูง” คือการที่คนของตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นหัวหอกหลักของพรรค ต้องคดีและหลบหนีไป 2 คนแล้ว ดังนั้นก็ต้องหาวิธีทางที่จะช่วยเหลือ แต่แนวทางการต่อสู้จากนี้ไปก็ต้องปรับเปลี่ยน เบื้องต้นคือต้องหาตัวผู้นำคนใหม่ ที่เดิมมีการเล็งไปที่ “เจ๊แป๋ว-มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล” พี่สาวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์สนิทสนม แต่ ณ วันนี้ถ้าดูโดยสภาพ “เจ๊แป๋ว” เองก็คงปฏิเสธที่จะลงสนามการเมือง น่าจะเป็นเพราะความไม่ปลอดภัยก็ยังมีอยู่มาก

คนต่อไปที่ถูกโฟกัสจับตามองทันทีคือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หนึ่งในแกนนำพรรคที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับ นายทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ขณะนี้ท่าทีของ “คุณหญิงหน่อย” ก็ยังไม่ฟันธงว่าจะลงสนามในนามหัวหน้าพรรค เพียงแต่แบ่งรับแบ่งสู้ว่า คนในพรรคที่มีความสามารถก็มีอีกมาก



จะว่าไป...มันก็เป็นภาวะยากลำบาก ที่จะหาคนพร้อมมาเป็นแกนนำในขณะที่เหมือนกับว่า ทางพรรคก็ยังถูกจับตาเรื่องการเคลื่อนไหวเข้มอยู่ คนที่เข้ามาต้องไม่มีภาพลักษณ์เป็น “สายล่อฟ้า” และยังต้องพร้อมเป็น “มือประสานสิบทิศ” เพื่อนำพรรคในช่วงการเลือกตั้ง ประคองไปจนจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ให้มีเรื่องกระทบกระทั่งกับ คสช.

การได้มาซึ่งอำนาจของพรรค เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งก็ดูจะ “หืดขึ้นคอ” พอสมควร อย่างที่มีการมองกันคือ กลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ป้องกันไม่ให้เกิด “การกินรวบ” ให้มีพรรคไหนเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (เหมือนที่พรรคไทยรักไทยเคยทำได้ในการเลือกตั้งทักษิณ 2 ที่ได้ ส.ส.ถึง 377 เสียง) การออกแบบนี้มีการมองกันว่า เพื่อป้องกันเกิดปัญหา “เผด็จการรัฐสภา” คือเสียงข้างมากทำอะไรก็ได้ จนกลไกตรวจสอบด้วยสภาฯ ไม่เข้มแข็ง

กลไกที่วางไว้คือการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ให้กาบัตรใบเดียว โดยให้มี ส.ส.จำนวน 500 คน เป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน บัญชีรายชื่อ 150 คน เลือก ส.ส.คนไหนก็คือการเลือกพรรคไปด้วย การเลือกตั้งใช้วิธีแบบ 1 คน 1 เขต จากนั้นเอาคะแนน ส.ส.เขตมาคำนวณหาจำนวน ส.ส.ที่พึงได้ของแต่ละพรรค และหา ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อไป

โดยวิธีนับคะแนน คือนำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวนทั้งหมดของ ส.ส. ก็คือเอาคะแนนบัตรดีทั่วประเทศ มาหาร 500 จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตทุกเขต จำนวนที่ได้รับจะเป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองจะมีได้



เช่น การเลือกตั้งในปี 61 มีบัตรดี 40 ล้านใบ เมื่อนำไปหาร 500 ก็ได้ 80,000 สมมุติว่าเลือกพรรคเพื่อไทย 16 ล้านเสียง ก็เอา 16 ล้านไปหาร 80,000 ก็ได้ 200 เท่ากับพรรคเพื่อไทยจะมี ส.ส.เขตรวมกับบัญชีรายชื่อ 200 คน จำนวนที่ได้รับจะเป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองจะมีได้ ซึ่งการกำหนดจำนวนนี้ ทำให้ไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส.แบบถล่มทลาย

จากนั้นนำจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองจะมีได้ ลบด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ ผลลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ ถ้าพรรคการเมืองใดได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะมีได้ ให้พรรคนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะมีได้

เห็นวิธีเลือกตั้งแล้ว ก็มองๆ ได้ว่า...การจะได้ ส.ส.เกิน 200 นั้นก็น่าจะยากอยู่ระดับหนึ่ง ต้องมีการรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคที่มีโอกาสได้เป็นพรรคร่วม ถ้าสังเกตจากภาพรวมพรรคการเมืองขณะนี้ ก็มี “พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล” ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะให้มาจับขั้วกับเพื่อไทยก็ยาก

ตัวแปรต่อมา คือการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ม.159 ให้เป็นมติสภาผู้แทนราษฎร แต่ในช่วงใช้บทเฉพาะกาล 5 ปี ได้กำหนดไว้ในมาตรา 272 กำหนดให้กระทำในนามที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือเป็นเสียง ส.ส. 500 คน เสียง ส.ว. 250 คน ต้องใช้คะแนนเสียงกึ่งหนึ่งของ 2 เสียงรวมกัน หรือ 376 คะแนนขึ้นไป

ตานี้ ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล ก็เป็น ส.ว.สรรหาที่มาจาก คสช.เลือก (ตามมาตรา 269) ก็เกรงกันว่าจะมีการกดดัน การลอบบี้ หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะต้องได้คนที่สามารถประนีประนอมกับผู้มีอำนาจได้ (หรือถ้าพูดกันร้ายๆ ก็คือสั่งได้ ) แถมยังเปิดช่องไว้อีกในมาตรา 272 หากไม่สามารถเลือกคนจากบัญชีพรรคการเมืองได้ ก็ให้มีการเข้าชื่อเพื่อขอละเว้นไม่เสนอชื่อคนตามบัญชีพรรคการเมืองได้ แต่การเสนอชื่อคนนอกต้องเป็น ส.ส.เสนอ (โดยพรรคที่เสนอได้ต้องมี ส.ส.5%)



โอกาสได้นายกฯ คนนอกมันก็มี ถ้าพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่ประสานสามัคคีกันจนเสียงพอที่จะเอาคนจากบัญชีรายชื่อของพรรคลำดับหนึ่งเป็นนายกฯ...ขึ้นอยู่กับการรวมเสียง แล้วถ้าผลการเลือกตั้ง เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยที่รวมหัวกันไปเข้าข้าง คสช. รวมคะแนนกันกับฝ่ายค้านได้เกิน 376 เสียง ก็น่าจะได้เห็น “ปรากฏการณ์อะไรใหม่ๆ บางคนคิดไปถึงขั้นว่าคนจะมาเป็นนายกฯ ต้องได้ใบอนุญาตจากผู้มีอำนาจให้ได้รับการโหวตหนุนเสียด้วยซ้ำ”

แค่ตั้งรัฐบาลก็หืดขึ้น มาดูเรื่องการทำงาน การทำนโยบายอะไรอีก รัฐบาลนี้มีการออกยุทธศาสตร์ชาติกับแผนปฏิรูปประเทศขึ้นมา ซึ่งมันมีสภาพบังคับให้ต้องทำตาม โดยมาตรา 270 ให้ ส.ว.ติดตาม เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยรัฐบาลต้องชี้แจงความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน

เข้าใจว่ากฎหมายที่จะต้องออกตามแผนปฏิรูปจะเป็นตัวควบคุมการออกนโยบายประชานิยมและการใช้เงินของรัฐบาล ดูตามมาตรา 258 ก วรรคสาม ที่การปฏิรูปประเทศต้อง “มีกลไกที่กำหนดความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณานโยบายที่มิได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน”

คิดง่ายๆ คือถ้าออกนโยบายประชานิยมอีลุ่ยฉุยแฉก แทรกแซงกลไกตลาด ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลมาอีก คราวนี้เห็นทีจะฟ้องเอาผิดตามรัฐธรรมนูญก็ยังได้ ตามกฎหมายที่จะออกมาจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศก็ได้ มันก็เป็นไปตามเจตนารมณ์แรกที่ คสช. เข้ามา คือการตีกันประชานิยม

มองในแง่ดี คือใครจะทำนโยบายอะไรต้องมีความละเอียดรัดกุมมากขึ้น มองในแง่ร้าย คือนโยบายอะไรๆ ที่ออกมา โดยเฉพาะประชานิยมจะถูกจับตาหนักมากขึ้น และผู้นำพรรคเพื่อไทย (ซึ่งเป็นเจ้าแห่งประชานิยม) ก็จะถูกจับตาหนัก ดีไม่ดีเกิดโอกาสเป็น “ยิ่งลักษณ์ 2” (แต่ก็ต้องจำไว้ว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดนฟ้องไม่ใช่เพราะนโยบายมันขาดทุน โดนเพราะการปล่อยปละละเลยให้เกิดทุจริตคดีจำนำข้าว ซึ่งเวลาเขาอ้างว่าโกงตรงไหน เขาให้ไปดูคดีจีทูจี)



เรื่องกองทัพก็เกิดภาพว่า รัฐบาลจะล้วงลูกอะไรไม่ได้ จากโผทหารที่ออกมาก็เกิดเสียงวิจารณ์ ว่ามีการวางตัวคนใกล้ชิดของคนใน คสช. ขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่แล้ว คือ “บิ๊กแดง-พล..อภิรัชต์ คงสมพงษ์” และ “บิ๊กอ้อม-พล..วีระชัย อินทุโศภน” ซึ่งเตรียมขยับเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.ทั้งคู่ ซึ่งจะมีคนหนึ่งที่ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน “บิ๊กเจี๊ยบ-พล..เฉลิมชัย สิทธิสาท” ต่อไป

นี่แค่สิ่งที่ประเมินและมองเห็นคร่าวๆ ว่าพรรคเพื่อไทยหืดขึ้นคอแค่ไหน?? ในการที่จะช่วย “คนชินวัตร” หรือในการ “เอาคืน” ฝั่งผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ในอนาคตเรายังไม่รู้ว่า จะมีตัวแปรแทรกอะไรให้พรรคพอหายใจหายคอได้ หรือหืดขึ้นคอหนักกว่าเดิมอีก แต่หากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ท่าทีในช่วงแรกที่จะไม่ด่วนทำอะไรในเชิงตอบโต้รัฐบาลนี้ก็มีความสำคัญ ต้องรอเก็บคะแนนนิยมไปเรื่อยๆ ในภาวะที่อะไรๆ ยากลำบากขึ้น

สิ่งที่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคพูดไว้ก็น่าสนใจว่า แนวทางการต่อสู้ คือการทำผลงานในเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้โดยเร็ว และไม่ทำตัวเป็น “รัฐราชการ” ที่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนอะไรมากมาย ซึ่งวิธีนี้เคยได้ผลมาแล้วในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ที่ได้คะแนนเสียงถล่มทลาย

ในความเหมือนนิ่งของการเมือง ก็มีสีสันเรื่อง “การหยั่งเชิง” กำหนดท่าทีที่น่าสนใจ.
...........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นที่เป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 140