อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'เพื่อน..ที่ระลึก'วิกฤติต้มยำกุ้ง ถึง'ภาวะต้มกบ'ที่หนักกว่า

สัปดาห์นี้พูดถึง “ภาพยนตร์” ที่บันทึกเรื่องราวในอดีตอย่าง “เพื่อน..ที่ระลึก” ในภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันมี “ภาวะต้มกบ” ที่กว่าจะรู้ก็สุกแล้ว หมายถึงอะไรไปอ่านกัน พฤหัสบดีที่ 14 กันยายน 2560 เวลา 08.00 น.


บทบาทหน้าที่หนึ่งของ ภาพยนตร์ คือการบันทึกเรื่องราวในยุคสมัย และความคิดเห็นของคนในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งก็คือลักษณะของภาพยนตร์ที่สร้างในช่วงปีที่เกิดเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งแพ้สงครามเวียดนาม ก็จะมีหนังเกี่ยวกับความโหดร้ายของสงครามเวียดนามในมุมมองคนอเมริกันออกมาหลายเรื่อง ที่ดังๆ ก็ the deer hunter, apocalypse now, coming home, platoon

ภาพยนตร์ จะบอกเล่าทั้งความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างตรงไปตรงมา หรือมีนัยแฝงที่พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ให้ผ่านการตีความของผู้ชม อย่างในช่วงที่เกิดภาวะ Baby Boom” หรือมีเด็กเกิดใหม่เยอะมาก ก็มีภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องนี้ เช่น Kramer vs Kramer ที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงสังคมในช่วงนั้น เกี่ยวกับเด็กที่เกิดในช่วงเวลาที่พ่อแม่ยัง “วิ่งตามหาฝัน” ผู้หญิงอยากมีบทบาทในการทำงานนอกบ้านมากขึ้นจนละทิ้งค่านิยมเดิมที่ถือกันมาก่อน คือผู้หญิงเป็นแม่บ้าน และเลี้ยงลูก



อีกรูปแบบหนึ่งคือ ภาพยนตร์ ได้รื้อฟื้นนำภาพในช่วงเวลาเก่าก่อน มาเรียงร้อยสร้างใหม่ให้คนยุคใหม่ได้เห็นสภาพสังคมหรือปัญหาในช่วงนั้น อาจเป็นการบอกเล่าช่วงเวลาที่ก่อนเก่าไปมากๆ อย่างเช่น ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ต่างๆ หรือยังเป็นช่วงเวลาที่ยังอยู่ในความคิดถึงของใครหลายๆ คน หรือเรียกว่าเป็นการเรียกหาอารมณ์ Nostalgia...ความระลึกถึงอดีตในวัยเยาว์ อย่างเรื่องที่นำเสนอภาพนี้และปลุกความคิดถึงของใครหลายๆ คนก็ “แฟนฉัน”

อารมณ์ Nostalgia เป็นอะไรที่ “ขายได้” ในยุคที่เราต่างเร่งรีบกันมากขึ้น เมินเฉยกันมากขึ้น ด้วยสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เมื่อเราเหนื่อยล้าจากความเร่งรีบก็เฝ้าฝัน นึกถึงช่วงเวลาที่ชีวิตเรียบง่าย (หรืออาจเรียกว่า slow life) ที่เคยผ่านมาในวัยเยาว์ ในยุคที่ยังต้องเขียนจดหมายถึงกัน ยุคที่จีบใครต้องไปวนเวียนเฝ้าบ้าน ยุคที่ต้องออกไปพบปะพูดคุยเล่นกับเพื่อนตามสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่นั่งแชทเอาหน้าคอมพิวเตอร์หรือมือถือ



เราจะเห็นเนื้อหาสื่อหลายชิ้นชวนให้ระลึกถึงวันวาน คอนเสิร์ตก็ชอบเอานักร้องสมัยล้านตลับมาจัด (อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นการให้นึกถึงวันวาน หรือว่าเพราะตลาดเพลงไทยซบเซาอย่างแรง จนค่ายไม่ออกศิลปินเบอร์ใหม่เลยนอกจากขายบุญเก่ากิน) พวกควิซ พวกสกู๊ปตามสื่ออินเทอร์เน็ตก็เอาของรูปเก่าๆ อย่างขนมเก่าๆ ที่เคยขาย เพจเจอร์ เทปตลับ เครื่องเล่นเกมส์ มาให้ย้อนจดจำ...อารมณ์ Nostalgia ขายได้ เพราะคนที่เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่นในวันวาน วันนี้ก็มีกำลังซื้อเนื่องจากเข้าสู่วัยทำงานกันหมดแล้ว ว่างๆ เขาก็ชอบดูอะไรที่เคยคิดถึง

ไม่กี่วันก่อนก็มีภาพยนตร์ที่ทำให้หวนคิดถึงวันวานเข้าฉาย และกระแสดีพอสมควรเนื่องจากผลิตโดยค่าย GDH ที่คนให้ความคาดหวังเชื่อมั่นว่าจะทำหนังดี แถมทำออกมาในเชิงหนังสยองขวัญแบบที่ใครๆ ก็ชอบ เพราะหนังสยองขวัญคือจินตนาการที่เร้าอารมณ์ และหนังแนวนี้ที่ได้รับการยอมรับ คนทำก็ต้องมีฝีมือพอสมควรที่จะสร้างความกลัว และต้องสร้างตรรกะบางอย่างเกี่ยวกับ
ผี-วิญญาณ” ให้มีความน่าเชื่อถือได้ด้วย

“เพื่อน...ที่ระลึก” (The promise) คือหนังเรื่องที่ว่า ซึ่งใช้เหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นจุดเริ่มต้นหรือตัวแปรของเหตุการณ์ จริงๆ แล้วหนังเกี่ยวกับวิกฤติช่วงนั้นที่เคยออกมาเมื่อ 2 ปีก่อนก็มีเรื่อง “ภวังค์รัก” (Concrete cloud) อีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นหนังอินดี้ที่ฉายจำกัดโรง และไม่มีแผ่นดีวีดีออกมา ทำให้หลายคนคงหาชมยากหน่อย



คนช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป ทันเห็นสภาพวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เขาเรียกว่า
“วิกฤติต้มยำกุ้ง” เรื่องมันเริ่มมาจากการเปิดเสรีทางการเงินในช่วง รัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ มีการยักย้ายเงินตราเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนทางการเงิน และยังมีการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีหลังการเปิดเสรีทางการเงิน เศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวกระโดดจนมีการตั้งความหวังว่า “เราจะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” คำๆ นี้เป็นคำติดปากอยู่ช่วงหนึ่ง (เสือ 4 ตัวแรก คือ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์)

แต่ต่อมาการเจริญเติบโตก็มีลักษณะเป็นฟองสบู่ ราคาสินทรัพย์ถูกปั่นให้สูงเกินจริง การกู้เงิน การปล่อยสินเชื่อมีมากเกินไป เกิดภาวะอุปทานมากกว่าอุปสงค์ สุดท้ายก็รับภาระกันไม่ไหว รัฐบาล พล..ชวลิต ยงใจยุทธ ปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค.2540 ขณะที่ก่อนหน้านี้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ทำให้เมื่อปล่อยลอยตัวค่าเงิน ก็เกิดความผันผวนในเรื่องส่วนต่างระหว่างสกุลเงินไทยและต่างประเทศ ซึ่งเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อัตราแลกเปลี่ยนทะยานไปถึง 50 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงมีการกู้ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ทะยานไปเท่าตัว

นักธุรกิจไทยต้องเสียเงินจำนวนมากในการชำระเงินกู้ ก็เรียกว่า “สิ้นเนื้อประดาตัว” ไปหลายเจ้า ซึ่งภาพรวมของเศรษฐกิจปี 40 เป็นอย่างไร ลองเสิร์ชหาบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ในนิตยสาร Way อ่านดูจะเข้าใจต้นเหตุแห่งปัญหามากขึ้น ชื่อบทความ20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง : จากต้มยำกุ้งสู่ต้มกบ”



ในช่วงเวลานั้นคนได้รับผลกระทบมีไปทั่วทั้งเมืองไทย แม้กระทั่งคนที่เป็นเด็กๆ วัยรุ่นในขณะนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจปัญหาก็เห็นภาพตามข่าวสาร เช่น การเลหลังขายทอดตลาดสินทรัพย์ต่างๆ (แล้วก็ขายได้ราคาต่ำกว่าที่คาด กลายเป็นคดี ปรส.ที่ยืดเยื้อยาวนานต่อมา) คนตกงานไปขายแซนด์วิช นักธุรกิจฆ่าตัวตายหรือมีอาการทางประสาท เกิดกรณีเปิดท้ายขายของ คนเอาสมบัติมาเปิดท้ายรถเร่ขายโดยห้างเปิดพื้นที่ให้ใช้ถูกๆ ฯลฯ

“เพื่อน...ที่ระลึก” เปิดฉากเล่าเรื่อง “บุ๋มกับอิ๊บ” ลูกคนรวยจมไม่ค่อยจะลง 2 คน ที่เป็นเพื่อนรักกัน ใช้ฉากที่ตึกเก่าสาทรยูนีค (ปัจจุบันถูกเรียกว่า เป็นอนุสรณ์ต้มยำกุ้ง) 2 สาวนั้นสัญญาจะอยู่ด้วยกันที่ตึกนี้เมื่อตึกสร้างเสร็จ แต่ยังไม่ทันไร ก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาก่อน จนที่บ้านล้มละลาย “บุ๋ม” ต้องย้ายโรงเรียน ส่วน “อิ๊บ” มีปัญหาครอบครัว

จนเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบใจ “บุ๋ม” อย่างรุนแรง เด็กสาวตัดสินใจบอกเพื่อนว่า...โลกไม่น่าอยู่อีกต่อไป แล้วชวนให้ “อิ๊บ” เอาปืนมายิงตัวตายด้วยกันบนตึกที่เคยเป็นความฝันของทั้ง 2 คน ในคืนก่อนวันเกิดอายุ 15 ปีของอิ๊บ แต่เมื่ออิ๊บยิง บุ๋มกลับไม่กล้าและหนีกลับไป



จากนั้นเหตุการณ์ก็ตัดสลับมาเป็นยุคปัจจุบัน ที่ “บุ๋ม” กลายเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (เดี๋ยวนี้เหมือนเขาจะมีศัพท์เรียกว่า Developer) ที่จะไปปรับปรุงตึกร้างนั้นเพื่อหาเงินใช้หนี้โครงการอื่น

บุ๋มพาเบล ลูกสาววัย 14 ปี ไปดูตึกด้วย แล้วก็เป็นไปตามสูตร คือ “เบลไปหยิของที่ไม่น่าหยิบกลับบ้านมาชิ้นหนึ่ง” และก็เกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ที่เบลกลับมานอนละเมอแล้วเชิญ “ใครบางคนเข้าบ้าน” ต่อมาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทำให้ “บุ๋ม” รู้เจตนาจริงว่า นั่นคือวิญญาณอิ๊บที่กลับมาทวงสัญญาว่า...เราจะตายไปด้วยกัน” แต่เที่ยวนี้คือการกลับมาเอาชีวิตลูกสาวของบุ๋มแทน และในช่วง 7 วันก่อนวันเกิดเบล บุ๋มต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้

การเล่าเรื่องของ “เพื่อน...ที่ระลึก” เป็นการเล่าแบบเดินเป็นเส้นตรงที่ไม่ได้มีจุดยอกย้อนหักมุมอะไรมาก “ผี” แทบจะออกมาในลักษณะไม่เห็นตัวเกือบทั้งเรื่อง เราได้รับรู้ถึงความกดดันของตัวละครที่เป็นแม่ ที่จะต้องหาทางช่วยชีวิตลูกที่ต้องมารับกรรมจากการผิดสัญญาของตัวเองให้ได้ ซึ่ง “บี-น้ำทิพย์ จงรัชตะวิบูลย์” เล่นได้จนดูแล้วสงสาร



เพราะเป็นหนังที่เดินเรื่องแบบไม่มีหักมุมอะไร ประกอบกับค่ายผู้ผลิตก็เป็นค่ายที่เน้นหนังแนวมองโลกในแง่ดีและจบลงด้วยการมีความหวัง ตอนจบเรื่องก็เป็นการจบแบบให้อบอุ่นหัวใจ และภาพความผูกพันระหว่างแม่ลูกที่แสดงออกระหว่างกัน เรื่องนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น Sentimental horror ได้คือ หนังสยองขวัญที่ให้ความรู้สึกละมุน” ซึ่งเอาจริงแนวนี้หาค่อนข้างยาก หนังสยองขวัญมักจะพยายามสร้างความกลัวแบบสุดโต่ง หรือการหักมุมแบบชวนอึ้ง...

ในช่วงเวลาต้นเรื่อง เราได้เห็นภาพผู้คนในยุคต้มยำกุ้ง ส่วนหนึ่งเป็นฟุตเทจข่าวเก่าในสมัยนั้น จริงๆ แล้วการระลึกถึงต้มยำกุ้ง มันก็มีมาเป็นระยะ เช่นในเว็บบอร์ดสาธารณะก็มีการถามเรื่อยๆ ว่า “ตอนลอยตัวค่าเงินบาท คุณทำอะไรกันอยู่??” คนที่มาแชร์ความเห็นก็มีทั้งที่ตั้งตัวได้ในวันนี้ หรือคนที่ยังมี “บาดแผล” จากเรื่องนี้อยู่

เมื่อภาพของ “ต้มยำกุ้ง” ถูกหยิบมานำเสนอผ่านหนังอีกครั้ง ก็อยากจะให้เป็นตัวจุดประกายให้ใครๆ ได้ไปลองศึกษาเรื่องนี้ดูว่า...ปัญหาความประมาท ความฟุ้งเฟ้อทางเศรษฐกิจส่งผลอย่างไร? และกลับมาศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส เพื่อเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ตัวเองในโลกที่ทุนนิยมเป็นใหญ่

วันวาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกเรียกว่า “ต้มยำกุ้ง” แต่ขณะนี้ สิ่งที่กำลังพูดกันมาก คือ
“เรากำลังจะเข้าสู่ภาวะต้มกบ” ที่ปัจจัยหลายๆ อย่าง จะทำให้เศรษฐกิจโตไม่ทันความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ภาครัฐก็ถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้า และการสั่งงานแบบระบบราชการ ทำอะไรอาจไม่ทันใจ...แล้วจะเกิดภาวะเหมือนเอากบใส่น้ำอุณหภูมิห้อง ค่อยๆ เร่งไฟแต่กบไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็สุก ก็เปรียบเหมือน “กว่าจะรู้ตัวก็ตาย” หรือ “ไปไหนไม่ได้แล้ว”

ฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป...แต่ในทุกภาวะ...เราจึงต้องดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท!!
..................................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

ขอบคุณภาพจาก : GDH , เพื่อนที่ระลึก , แฟนฉัน , the deer hunter , apocalypse now, platoon


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 563