อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มกราคม 2562

'ทำไมผู้เป็นเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน'

ยาอาจทำให้เกิดระดับน้ำตาลต่ำในเลือดได้ในบางครั้งบางคราว ผู้เป็นเบาหวานหรือผู้ที่ดูแลผู้เป็นเบาหวาน ต้องทำความเข้าใจการใช้อินซูลิน ในการรักษาโรคเบาหวานมากขึ้น อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 เวลา 04.40 น.

อินซูลินถือเป็นยารักษาโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่เป็นยาที่ผู้เป็นเบาหวานไม่ต้องการหรือพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุด เนื่องจากต้องบริหารยาโดยการฉีดเข้าไปในชั้นไขมันซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง และยาอาจทำให้เกิดระดับน้ำตาลต่ำในเลือดได้ในบางครั้งบางคราว บทความนี้ผู้เขียนหวังว่าจะช่วยทำให้ ผู้เป็นเบาหวานหรือผู้ที่ดูแลผู้เป็นเบาหวาน มีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้อินซูลินในการรักษาโรคเบาหวานมากขึ้น
        
อินซูลินคืออะไร อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ชนิดหนึ่งของตับอ่อนที่เรียกว่า เบต้าเซลล์ ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป การขาดอินซูลินเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเบาหวาน โรคเบาหวานมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมากเนื่องจากเบต้าเซลล์ถูกร่างกายทำลาย จำเป็นต้องฉีดอินซูลินไปตลอดชีวิต ไม่สามารถใช้ยาเม็ดรับประทานได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายยังพอสร้างอินซูลินได้แต่ไม่มากเพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้เป็นเบาหวานชนิดนี้สามารถใช้ยาเม็ดรักษาในระยะแรกได้ แต่เมื่อเป็นไปนาน ๆ การสร้างอินซูลินของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง และจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทดแทนในที่สุด นอกจากนั้นผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รักษาด้วยยาเม็ดรับประทาน ในบางครั้งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลินในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อมีการเจ็บป่วยและมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีภาวะฉุกเฉินที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นต้น ผู้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องรักษาด้วยอินซูลินและสามารถหยุดอินซูลินได้หลังคลอด
        
ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องฉีดอินซูลินวันละหลายครั้งเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ โดยทั่วไปมักฉีดอินซูลินวันละ 3-4 ครั้งโดยใช้อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นานร่วมกับอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นหรือออกฤทธิ์เร็ว
        
ในขณะที่ ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปมักฉีดอินซูลินด้วยจำนวนครั้งที่น้อยกว่า เช่น วันละ 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตามถึงแม้จะฉีดอินซูลินวันละหลายครั้ง ผู้เป็นเบาหวานทุกรายยังมีความจำเป็นต้องควบคุมการรับประทานอาหาร รวมทั้งมีการออกกำลังหรือมีกิจกรรมทางกายควบคู่กันไปด้วยเสมอ มิฉะนั้นจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีได้


        
อินซูลินมีหลายชนิด ได้แก่ อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นาน อินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นหรือออกฤทธิ์เร็ว และอินซูลินชนิดผสมสำเร็จคือมีอินซูลินทั้งชนิดออกฤทธิ์ยาว และออกฤทธิ์สั้น (หรือเร็ว) ผสมอยู่ในขวดเดียวกัน แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้อินซูลินแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับผู้เป็นโรคเบาหวานแต่ละราย ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานชนิดเดียวกันไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลินแบบเดียวกัน
        
อุปกรณ์ที่ใช้ในการฉีดอินซูลินประกอบด้วย กระบอกฉีดอินซูลิน (insulin syringe) หรือปากกาอินซูลิน (insulin pen) และเข็ม ถ้าใช้กระบอกฉีดมักมีเข็มติดมาให้ด้วย ผู้ใช้ต้องใช้เข็มดูดอินซูลินออกมาจากขวดเองในปริมาณที่ต้องการ ถ้าใช้ปากกาต้องมีหัวเข็มแยกต่างหาก และเปลี่ยนเข็มได้เมื่อรู้สึกเจ็บ ปากกาอินซูลินมีอินซูลินบรรจุอยู่ภายใน ผู้ใช้สามารถตั้งปริมาณอินซูลินที่ต้องการฉีดได้ ปัจจุบันนิยมใช้ปากกาฉีดอินซูลินมากกว่าการใช้กระบอกฉีด เนื่องจากปริมาณอินซูลินที่     ได้จะมีความแม่นยำมากกว่า สะดวกในการพกพาในระหว่างเดินทางมากกว่า และเวลาฉีดรู้สึกเจ็บน้อยกว่า เข็มที่ใช้ในการฉีดอินซูลินโดยเฉพาะชนิดที่ใช้กับปากกาอินซูลินมีขนาดเล็กและสั้น ทำให้ลดความรู้สึกเจ็บลงไปได้มากเมื่อเปรียบเทียบกับเข็มรุ่นเก่า ๆ

ทำไมผู้เป็นเบาหวานไม่ยอมฉีดอินซูลิน ส่วนใหญ่มักให้เหตุผลว่าไม่สะดวก โดยเฉพาะเวลาเดินทางต้องใส่ในกระติกน้ำแข็ง บางคนกลัวเข็ม กลัวเจ็บเพราะเคยถูกฉีดยาในสมัยเด็ก ๆ แล้วรู้สึกว่าเจ็บมาก บางคนบอกว่าเป็นภาระต้องฉีดทุกวัน บางคนอายคนอื่น ไม่กล้าฉีดอินซูลินในที่สาธารณะ หรือบางคนเคยได้ยินคนอื่นคุยกันว่าฉีดอินซูลินไม่ดี อย่าไปฉีดนะเดี๋ยวอายุจะสั้น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือ ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การพกพาอินซูลิน ในขณะเดินทางไม่จำเป็นต้องแช่กระติกน้ำแข็งเพื่อให้เย็นตลอดเวลา อินซูลินในปัจจุบันสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้นานถึง 4 สัปดาห์ แต่ห้ามเก็บไว้ในที่ร้อนหรือแสงแดดส่องถึง เช่น ในท้ายรถหรือในรถที่จอดทิ้งไว้กลางแสงแดด เป็นต้น ส่วนการฉีดอินซูลิน ปัจจุบันมีความสะดวกขึ้นมากโดยเฉพาะการใช้ปากกาอินซูลิน ซึ่งสามารถพกติดตัวไปได้ตลอดเวลา มีเข็มขนาดเล็กและสั้น ฉีดแล้วจะรู้สึกเหมือนมดตัวเล็กกัดเท่านั้น ส่วนความ เชื่อที่ว่าฉีดอินซูลินแล้วจะตายเร็วก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานส่วนใหญ่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และจำเป็นต้องฉีดอินซูลินหลังจากเป็น  เบาหวานมานานหลายปีแล้วและมักควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี        

ซึ่งตอนนั้นมักมีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วยโดยผู้เป็นเบาหวานอาจไม่ทราบเพราะไม่แสดงอาการ เช่น โรคหัวใจ โรคไต การเสียชีวิตมักเกิดจากโรคแทรกซ้อนที่เป็นมากขึ้น ไม่ได้เกิดจากอินซูลิน มีการศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของอินซูลินมากกว่าผลข้างเคียงและความไม่สะดวกจากการฉีดยา
        
ผลข้างเคียงที่สำคัญของการรักษา ด้วยอินซูลิน ได้แก่ การเกิดระดับน้ำตาลต่ำ ผู้เป็นเบาหวานจะมีอาการใจสั่น ใจหวิว ๆ หรือใจเต้นแรง มือสั่น เหงื่อออกมาก ตาลายคล้ายจะเป็นลม เป็นต้น ถ้ามีอาการแบบนี้ ให้สันนิษฐานว่าอาจมีระดับน้ำตาลต่ำในเลือด ถ้ามีเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองและไม่แน่ใจ แนะนำให้ตรวจขณะมีอาการเพื่อยืนยัน ถ้าไม่มีเครื่องตรวจ ให้หาของหวานรับประทานไปเลย เช่น น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมประมาณ ¾-1 แก้ว อาการควรดีขึ้นภายใน 15-20 นาที ระดับน้ำตาลต่ำในเลือดป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ร่วมกับการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ผลข้างเคียงอย่างอื่นของอินซูลินนอกจากระดับน้ำตาลต่ำพบน้อยมาก
        
ดังกล่าวข้างต้น อินซูลินมีประสิทธิ ภาพ ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด ดังนั้นจึงสามารถควบคุมเบาหวานได้ดีกว่ายาชนิดอื่น ๆ ส่งผลให้ในระยะยาว สามารถลดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ มากมายอันเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ตาบอด เป็นต้น ดังนั้นถ้าแพทย์ของท่านแนะนำท่านให้ฉีดอินซูลิน นั่นหมายถึงโรคเบาหวานของท่านไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยาชนิดอื่น ท่านควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อประโยชน์ของท่านเอง การเลื่อนเวลาฉีดอินซูลินออกไป โดยหวังว่าโรคเบาหวานจะดีขึ้น ถือเป็นการเสียโอกาสและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวโดยไม่จำเป็น
        
ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชลิต รัตรสาร สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ.


--------------------

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 
                                                                        
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 50