อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ความรับผิดชอบต่อสังคม สื่อพึงสืบสานพระราชปณิธาน

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแก่สื่อมวลชนเพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน คือความรับผิดชอบต่อสังคม พฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น.


บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน...จนตั้งตัวไม่ทันว่าบางเหตุการณ์ก็กำลังจะมาถึง ขณะนี้ก็เกือบ 1 ปีแล้วสำหรับการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างพรรณนาหาที่เปรียบไม่ได้

1 ปีดูจะเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่เมื่อถึงวันนี้เราต่างก็รู้สึกว่า...มันแสนสั้นเหลือเกิน 1 ปีผ่านมา แต่ข่าว ภาพ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 อันเป็นวันสวรรคต ยังคงตรึงติดอยู่ในใจปวงชนชาวไทย เสียงประกาศข่าวร้ายในวันนั้นยังคงก้องอยู่ในใจหลายๆ คนด้วยซ้ำ ภาพการแสดงความอาลัย เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ก็ยังเป็นสิ่งที่เราต่างเห็น และรับรู้ว่าภาพนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวใจคนไทยเพียงใด ว่าทุกคนรักและผูกพันกับพระองค์ท่าน





เดือน ต.ค. นี้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่พสกนิกรชาวไทยได้ถวายความอาลัย ก่อนถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค.กำหนดการเตรียมตัวเพื่อถวายความอาลัยได้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนออกมาให้คนไทยได้เตรียมตัวปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมออกมาเรื่อยๆ และอีกไม่นานคงมีแนวปฏิบัติสำหรับผู้ต้องการเข้าร่วมงานพระราชพิธี ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งภาพวันนั้นจะเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ที่จารึกในใจคนไทยไปนานแสนนาน

ในช่วงสุดท้ายแห่งเวลาไว้อาลัย และช่วงเวลาต่อไปหลังจากนี้ สิ่งที่คนไทยพึงปฏิบัติ คือการก้าวเดินตามรอยพระยุคลบาท ยึดแนวทางพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท โดยเฉพาะหลักการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางใช้ชีวิตในยุคกระแสแห่งทุนนิยม เพื่อที่เราต่างก็ได้ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ร้อนรนไปกับความต้องการที่เกินความจำเป็น อยู่อย่างประมาณตนและเพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง เข้าใจศักยภาพแห่งตน หรืออาจเรียกได้ว่า “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ”





สำหรับสายอาชีพสื่อมวลชน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นแนวทางในการทำงานประกอบอาชีพที่สำคัญ พระราชทานแก่สมาชิก สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ณ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 26 มิ.ย.2514 ว่า...

“นักหนังสือพิมพ์เป็นผู้เสนอข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น รวมทั้งเป็นปากเสียงแทนผู้อื่น ทุกเรื่องที่ท่านนำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แพร่หลายไปได้โดยรวดเร็ว และกว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จักปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริตยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบ เป็นพิเศษอยู่เป็นนิตย์...” ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่เตือนให้ระลึกถึง “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

และยังมีที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการทำงานสื่อ คือ ...การมีเสรีภาพนั้นเป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพ และความปกติสุขของส่วนรวมด้วย...” พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2514

พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่า งานสื่อสารมวลชน เป็นงานที่มีผลกระทบต่อสังคมสามารถชี้นำสังคมได้ หากนำเสนอข่าวโดยปราศจากความระมัดระวัง นำเสนอโดยไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ และหากเป็นเรื่องใหญ่อาจกระทบไปถึงระดับสังคม เช่น การสร้างความไม่รู้จริง หรือสร้างความตื่นตระหนก



หลักการเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” เป็นหลักการทฤษฎีสายสื่อสารมวลชนที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากทฤษฎีเสรีนิยม เดิมนั้นมีการมองว่า...สิ่งที่สำคัญที่สุดของสื่อ คือ “การมีเสรีภาพ” ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเสรีภาพ ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใดหรือผลประโยชน์ หรืออำนาจใดๆ จะทำให้สื่อมวลชนสามารถตีแผ่เรื่องราวที่สังคมจำเป็นต้องรู้ได้อย่างรอบด้าน ชี้แจงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งยังทำให้เนื้อหาสื่อมวลชนมีความหลากหลาย

แต่ต่อมาการใช้เสรีภาพที่เกินขอบเขต จะทำให้สื่อกลายเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ไปเสียเอง ที่ต้องการชี้นำสังคมไปในทางที่ตัวเองได้รับประโยชน์ ซึ่งบางครั้งเป็นแนวทางที่ผิดไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีความคิดว่า สื่อควรเป็น “วิชาชีพ” คือกลุ่มอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยิ่งยวด และเกิดเป็นแนวคิดนี้ขึ้นมา โดยความรับผิดชอบนั้น สื่อต้องการให้ออกมาในรูปแบบการกำกับควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ

หวนมาดูสภาวะของสื่อมวลชนในปัจจุบันมันก็ยังคงเป็นจริง ที่การนำเสนอข่าวของสื่อมีผลต่อสังคม เพราะทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง สังคมเกิดความรู้ ทัศนคติ หรืออารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ และหลายๆ เรื่องสื่อก็เป็นปากเสียงให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่อาจเข้าถึงภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว สื่อจึงยังคงเป็นที่พึ่ง และมีความสำคัญต่อสังคม



สื่อมวลชนยุคปัจจุบันนี้ แพลตฟอร์มของสื่อมวลชนกระแสหลักกำลังจะเปลี่ยนไป สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิมเนื่องจากระยะเวลาในกระบวนการพิมพ์มีความล่าช้า คนต้องการความเร็วในการเสพข่าว จึงหันไปทางสื่ออินเทอร์เน็ตเสียมากกว่า องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์หลายองค์กรปิดตัวไป โดยเฉพาะนิตยสาร หนังสือพิมพ์ก็ต้องปรับตัวโดยการเพิ่มช่องทางการสื่อสารอื่น เช่น เว็บไซด์ หรือทีวีดิจิทัล

รสนิยมในการบริโภคข่าวของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมข่าวที่ถูกนำเสนอมักจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือถูกกลั่นกรองโดยสื่อกระแสหลักก่อนว่าจะเสนอเรื่องอะไร เสนอแง่มุมไหน แต่การเข้ามาของอินเทอร์เน็ต ทำให้เรื่องเล็กน้อยยิบย่อยมีพื้นที่ในการนำเสนอมากขึ้น เราได้เห็นข่าวอันเป็น “ข้อพิพาทชาวบ้าน” เพิ่มมากขึ้น

การที่อินเทอร์เน็ตมีความเร็วในการนำเสนอ ก็ทำให้คนเราต้องการเห็น “ความรวดเร็วของกระบวนการ” มากขึ้น หรืออย่างที่เรียกว่า “อยากเห็นกรรมติดจรวด” เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาท ผู้อ่านก็จะประเมินในเชิงจริยธรรมทันทีว่า “จะเชื่อฝั่งไหน” และต้องการให้มีข้อสรุปคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว ก่อนจะไปสนใจเรื่องอื่นต่อ

เทคนิคในการนำเสนอข่าวก็มีมากขึ้น เริ่มมีสื่อในต่างประเทศ ที่เปิดเว็บไซต์และมีกองบรรณาธิการที่รับเรื่องราวจาก “นักข่าวพลเมือง” ที่ส่งข่าว ภาพ คลิปวีดิโอมาให้เวบไซด์เลือก ขายข่าวได้เป็นชิ้น และต่อไป แนวทางการนำเสนอข่าวในอนาคตจะ “ล้ำ” ไปอีกแค่ไหนก็ยังประเมินไม่ได้ แค่ทุกวันนี้ก็เกิดกระแสไหลเวียนข้อมูลข่าวสารจนล้นเหลือในแต่ละวัน

แม้สื่อจะมีหลายช่องทางมากขึ้น เพจต่างๆ มีมากขึ้น สื่อเหล่านั้นยังมีอิทธิพลต่อการรับรู้ ทัศนคติของผู้รับสารก็สังเกตดูเอาง่ายๆ ว่าหลายเรื่องที่ถูกนำเสนอ ก็ถูกแชร์ไปในวงกว้าง เกิดกระแสในสังคม เกิดแรงกดดันต่อ “ผู้ที่สังคมมองว่าผิด” และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การนำเสนอที่ถูกต้อง ครบถ้วน จึงสำคัญ พระราชดำรัสที่ทรงย้ำเตือนให้ระลึกถึง “ความรับผิดชอบทางสังคม” รู้จะใช้เสรีภาพโดยไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น จึงยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้ในสังคมอยู่เสมอ



คนทำเพจต่างๆ ในอินเทอร์เนต บางคนพยายามบอกว่า “ตัวเองไม่ใช่สื่อมวลชน” เพราะไม่มีองค์กร แต่เมื่อการนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ออกไปยังผู้รับสารกลุ่มใหญ่ที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา และกระจายไปทุกพื้นที่ ก็ไม่ใช่การสื่อสารกลุ่มหรือบุคคล มันก็คือการสื่อสารมวลชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ (ก็ไม่รู้ว่าที่เขาด่วนจะตีตนว่าไม่ใช่สื่อมวลชน เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงการถูก กสทช.ตีรวมเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ และมีการร่างกฎเกณฑ์อะไรมาควบคุมหรือไม่)

จริงๆ การมีองค์กรหรือไม่มีองค์กรหรือไม่ ต้องคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญด้วยหรือสำหรับยุคสมัยนี้ ที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้? ที่สำคัญคือการ “คิดก่อนนำเสนอ” ตระหนักว่า การกระทำใดๆ ของตัวเอง สามารถถูกแพร่กระจายไปในวงกว้างได้ และอาจเกิดผลกระทบได้ตามมา ยิ่งหากการกระทำ การนำเสนอใดๆ เกิดขึ้นโดยความไม่รู้หรืออคติ บางครั้งมันเกิดความเสียหายไป ผู้นำเสนอที่อ้างว่า “ตัวเองไม่ใช่สื่อมวลชน” ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบเพียงใด
จะใช้วิธีลบข่าวไปเนียนๆ

แต่บางเรื่องมันทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปแล้ว เพราะอย่างที่ว่า คือเรื่องมันไปเร็วมาก คนแชร์ก็อาจไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน ให้ปิดเพจแสดงความรับผิดชอบ พอเรื่องซาๆ ก็กลับมาเปิดใหม่ ให้รอมาตรการทางกฎหมาย คือผู้ได้รับผลกระทบมาฟ้อง มันก็ดูจะไม่ยุติธรรมสำหรับเขาที่เสียหายไปแล้ว และถ้าเราเรียกร้องให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพ แต่อยู่บนหลักความรับผิดชอบ ณ วันนี้เรื่องเหล่านี้ควรลงไปถึงระดับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

กระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงตระหนัก โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเริ่มมีบทบาทสามารถชี้นำความคิดของสังคมได้ เมื่อเราอยู่ในสังคมเดียวกัน ก็ต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ดี สร้างสิ่งที่มี “ประโยชน์” นำมาซึ่ง “สุข” ของคนในสังคม

ให้เป็นไปตามพระราชปณิธาน พ่อหลวงรัชกาลที่ 9
…........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : asiamorningnews
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 124