อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563

'รู้จักห่วงคุมกำเนิดหรือยัง'

"ห่วงอนามัย" หรือห่วงคุมกำเนิด เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านการคุมกำเนิด โดยวิธีการใส่เข้าไปไว้ในโพรงมดลูก อาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 เวลา 04.50 น.

ห่วงอนามัย หรือห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านการคุมกำเนิด โดยวิธีการใส่เข้าไปไว้ในโพรงมดลูก ซึ่งจัดเป็นการคุมกำเนิดชั่วคราวแบบหนึ่งที่มีระยะเวลาการคุมกำเนิดนานตามอายุของห่วงแต่ละชนิด จากสถิติทั่วโลกพบว่า มีการใช้ห่วงคุมกำเนิดร้อยละ 23 ในสตรีที่มีการคุมกำเนิด โดยในทวีปเอเชียพบการใช้ประมาณร้อยละ 27

กลไกการทำงานของห่วงอนามัยในการคุมกำเนิด
      
กลไกการทำงานของห่วงอนามัยในการคุมกำเนิดนั้น มีหลายกระบวน โดยกระบวนการหลักได้แก่ การอักเสบภายในร่างกายแบบเรื้อรังของเยื่อบุโพรงมดลูกและท่อนำไข่ โดยอาจมีผลต่อตัวอสุจิ และยับยั้งการปฏิสนธิรวมถึงการฝังตัวของตัวอ่อนด้วย และกลไกการทำงานอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้จากห่วงอนามัยได้แก่ การเปลี่ยนแปลงมูกบริเวณปากมดลูกทำให้ยับยั้งการเดินทางของอสุจิ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของ Copper ที่เป็นส่วนประกอบของห่วง การฝ่อตัวของต่อมในปากมดลูก การบางตัวลงของเยื่อบุโพรงมดลูก ผลต่อการทำลายไข่ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นี้จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้
ชนิดของห่วงอนามัย
      
ในปัจจุบันห่วงอนามัยมีมากมายหลายรูปแบบดังภาพ สำหรับการแบ่งชนิดหลัก ๆ ของห่วงที่นิยมใช้ในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่
       1.         ห่วงอนามัยชนิดไม่มีสารเคมีประกอบ
       2.         ห่วงอนามัยชนิดที่มีสารเคมีประกอบ
       1.         ห่วงอนามัยชนิดที่ไม่มีสารเคมีประกอบ ได้แก่ ชนิด Lippes Loop มีลักษณะเป็นเส้นขดรูปตัวเอส มีใช้ในประเทศ ไทยมานานก่อนชนิดอื่น อายุการใช้งานนานแต่ในปัจจุบันมีให้เห็นได้น้อย
       2.         ห่วงอนามัยชนิดที่มีสารเคมีประกอบ แบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ได้แก่
       2.1 ห่วงอนามัยเคลือบสารทองแดง ที่นิยมใช้ในปัจจุบันโดยทั่วไปได้แก่ Multi- loadCu375 อายุการใช้งาน 5 ปี Multi- loadCu250 อายุการใช้งาน 3 ปี Copper T 380 A อายุการใช้งาน 10 ปี
       2.2 ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน Levonorgestrel ชนิด Mirena อายุการ ใช้งาน 5 ปี  Skyla อายุการใช้งาน 3 ปี

ข้อดีของการคุมกำเนิดด้วยห่วงคุมกำเนิด ได้แก่
       - ใช้งานง่าย
       - ระยะเวลาคุมกำเนิดได้นานตามอายุห่วง ไม่ต้องลืมทานยาหรือฉีดยาทุกเดือน
       - มีความปลอดภัยสูง ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากกว่าร้อยละ 99 โอกาสการตั้งครรภ์น้อยประมาณร้อยละ 0.1-0.6 ผลข้างเคียงน้อย โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นห่วงชนิดไม่มีฮอร์โมน ไม่เพิ่มความเสี่ยงของยา  กลุ่มฮอร์โมน โดยเฉพาะเรื่องโรคมะเร็งและภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
       - ไม่ขัดขวางการมีเพศสัมพันธ์ (ต่างกับการใส่ถุงยางอนามัย)
       - หลังจากการถอดสามารถกลับมาสู่ภาวะเจริญพันธุ์ได้ทันที (ต่างกับยาฉีดที่ต้องรอเวลาหลายเดือนหลังการหยุดยา)
       - ข้อห้ามใช้มีน้อย โดยเฉพาะห่วงที่ไม่มีฮอร์โมน
       - มีประโยชน์ร่วมอื่นนอกเหนือการคุมกำเนิดโดยเฉพาะกลุ่มห่วงที่มีฮอร์โมน ได้แก่ การรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
       - ประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้ได้นาน  เมื่อเทียบกับการคุมกำเนิดโดยการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือฉีดยา

การเลือกใช้ห่วงอนามัย
       ผู้ที่เหมาะต่อการเลือกใช้ห่วงอนามัย ได้แก่
       1.         ต้องการจะคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง
       2.         ต้องการจะคุมกำเนิดระยะยาว เช่น 3 ปี  5 ปี หรือนานกว่านั้น
       3.         มีความต้องการที่จะสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เมื่อหยุดใช้ห่วงอนามัยในการคุมกำเนิด
       4.         ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
       5.         ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดขณะให้นมบุตร หรือต้องการคุมกำเนิดโดยไม่ใช้ยาฮอร์โมน  หรือมีข้อห้ามใช้ยาฮอร์โมน สามารถเลือกใช้ห่วงที่ไม่มีฮอร์โมนได้
       6.         มีโรคทางนรีเวชอื่น ๆ ที่ต้องใช้ห่วงอนามัยในการบำบัดรักษา
       7.         มีความจำเป็นเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงเพื่อการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
       8.         กังวลเรื่องการลืมทานยาคุมกำเนิด หรือลืมนัดฉีดยา

ข้อห้ามในการเลือกใช้ห่วงอนามัย
       1.         มีความผิดปกติของมดลูก ส่งผลทำ ให้ไม่สามารถใส่ห่วงได้ เช่น ความผิดปกติทางกายวิภาคของโพรงมดลูก เช่น Bicornate uterus, ปากมดลูกตีบ (cervical stenosis), ก้อนเนื้อของกล้ามเนื้อมดลูกที่ทำให้โพรงมดลูกผิดรูป 
       2.         กำลังมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflammatory disease) สำหรับสตรีที่มีประวัติการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานแนะนำทำการรักษาจนหายขาดอย่างน้อย 3 เดือนจึงพิจารณาใส่ห่วงอนามัยได้ แต่สำหรับสตรีที่มีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อบ่อยอาจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหลังการใส่ห่วงอนามัย
       3.         ตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ เนื่อง จากการใส่ห่วงอนามัยเพิ่มโอกาสแท้ง และแท้งติดเชื้อ
       4.         มีโรคหรือประวัติภาวะแพ้ทองแดง ในกรณีเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง
       5.         เลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
       6.         อื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งเต้านม         หรือสตรีที่มีข้อห้ามใช้ฮอร์โมนก็ไม่แนะนำให้ใส่ห่วงชนิดที่มีฮอร์โมนประกอบ

ผลข้างเคียงของห่วงอนามัย
       1.         การเลื่อนหลุดของห่วงอนามัย (Expulsion) โอกาสในการเลื่อนหลุดประมาณร้อยละ 3-10
       2.         ตำแหน่งของห่วงอนามัยไม่เหมาะสม (malposition) พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ใช้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำห่วงอนามัยออกทุกครั้งไป
       3.         ไม่พบสายของห่วงอนามัย (Strings not visible) จากการคลำเองของผู้ป่วย หรือแพทย์ตรวจภายใน ซึ่งห่วงอาจอยู่  ในตำแหน่งปกติหรือเคลื่อนที่ หรือหลุดหายก็ได้
       4.         มดลูกทะลุ (Perforation) พบได้น้อยโดยโอกาสเกิดเหตุการณ์นี้ระหว่างการใส่ห่วงอนามัย อยู่ที่  1: 1,000 ราย
       5.         คู่นอนรู้สึกถึงสายของห่วงอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
       6.         อาการปวดท้องน้อย หรือปวดประจำเดือนมากขึ้น
       7.         เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (Abnormal uterine bleeding) หรือประจำเดือนผิดปกติ
       8.         ตกขาว ผู้ใส่ห่วงอนามัยมักพบอาการตกขาวมากขึ้นได้
       9.         การติดเชื้อ ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic inflammatory disease: PID) พบการติดเชื้อ Actinomyces จาก การตรวจ PAP smear
       10.ตั้งครรภ์ และตั้งครรภ์นอกมดลูก
       11.ผลข้างเคียงจากฮอร์โมน กรณีใส่ห่วงฮอร์โมน Levonorgestrel เช่น ภาวะขนดก ปวดศีรษะ น้ำหนักขึ้น เป็นสิว อารมณ์ไม่ปกติ เจ็บคัดตึงเต้านม
      
ข้อมูลจากแพทย์หญิงสุขุมาลย์ สว่างวารี สูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งทางนรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช (Gynecologic Oncologist) โรงพยาบาลพญาไท 1/https://www.phya thai.com 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 34