อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เสียงสะท้อนพระคุณเจ้า! "เงิน-พระ-พุทธพาณิชย์" ตอน2

สัปดาห์นี้ยังพูดถึงเสียงสะท้อนจากพระคุณเจ้ากันต่อ ในเรื่องห้ามพระ-สามเณรรับเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้วพระ เณรจะดำรงชีวิตอย่างไรถ้าไม่ใช้เงินไปดูกัน พุธที่ 18 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00 น.


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมทิ้งคำถามของพระคุณเจ้าเพื่อให้ทุกคนช่วยกันคิดว่า...“ถ้ากฏหมายว่าห้ามพระห้ามสามเณรรับเงินโดยเด็ดขาดจริงๆ สังคมไทยหรือรัฐจะจัดการกันอย่างไร” เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพวันนี้ผมขอนำเสียงสะท้อนจากพระคุณเจ้ามาเสนอต่อดังต่อไปนี้

...ผู้เขียนขอเล่าวิถีชีวิตของพระเณรทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดสักนิด เผื่อท่านจะมองเห็นอีกแง่มุมของการใช้ชีวิตของพระเณรบ้าง เริ่มต้นจากการบวช อันนี้ต้องเข้าใจว่าพระเณรในเมืองไทย ตั้งแต่พระผู้ใหญ่ถึงพระหนุ่มเณรน้อย

หลายรูปไม่ได้เริ่มต้นที่ “ศรัทธา” บวชตอนเป็นเด็กยังไม่ได้รู้ซึ้งอะไรในพระพุทธศาสนาเลย แต่เมื่อบวชเข้ามาผ่านการฝึกฝนอบรมตน ก็ซาบซึ้งเข้าใจในพระศาสนา จนเป็นพระผู้ใหญ่สืบทอดพระศาสนา เป็นพระหนุ่มเณรน้อยที่ทำงานถวายพระพุทธเจ้า



มุมหนึ่งคือพระพุทธศาสนาเปิดโอกาสแก่เด็กที่ขาดโอกาสในสังคม ให้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนในพระศาสนา ฝึกฝนอบรมตน อยู่ได้ก็บวชสืบทอดพระศาสนา อยู่ไม่ได้ก็สิกขาลาเพศไปใช้ชีวิตฆราวาสญาติโยม อย่างน้อยก็ได้อบรมนิสัยมา

ในวิถีของพระเณรต่างจังหวัดนั้น ญาติโยมชาวบ้านเขารักและศรัทธาดูแลเหมือนลูกเหมือนหลาน ทุกวันพระ พระเณรจะถือตาลปัตรไปให้ศีล เทศน์ให้คนเฒ่าคนแก่ฟังตามบ้าน เวลามีงานศพ งานบุญที่บ้านก็ได้กำลังพระเณรไปช่วยเอาเต้นท์ไปกลางให้ ญาติโยมก็ถวายเงินพระเณร เอามาซื้อสมุดปากกา



อย่างผู้เขียนก็เอาเงินที่โยมถวายจากการไปกางเต้นท์ หรือสวดมาติกา สวดพระอภิธรรม ไปซื้อหนังสือเล่มแรกของชีวิตที่อยากได้ คือหนังสือ “เทศนาวาไรตี้” เพราะสนใจในเรื่องการเทศน์ รวมถึงค่ารถเดินทาง ค่าใช้จ่ายทั่วไป ฯลฯ นี่ยังมิได้กล่าวถึงวัดที่เป็นสำนักเรียนมีพระหนุ่มเณรน้อยเรียนนักธรรมบาลีและสายปริยัติสามัญเป็น 100 รูป ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร??

ตรงนี้จะเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว เราควรมองให้รอบด้านว่าความเป็นจริงในการดำรงอยู่ของพระเณรเป็นอย่างไร ส่วนไหนที่ควรปฏิรูป ไม่ใช่จะรวมไปทุกอย่าง เราจะบอกว่าวัดหรือพระจะดำรงอยู่ได้โดยไม่ใช้เงินนั้น คงเป็นไปไม่ได้ จริงๆ แค่ลองดูศาสนาอื่นในเมืองไทยว่าศาสนาไหนไม่ใช้เงินในการขับเคลื่อน ก็คงไม่มีโบสถ์ของคริสจักร มิสยิดของอิสลาม ศาสนสถานต่างๆ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำรงอยู่ของพระและวัด

ถึงวันนี้สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ เพื่อเป็นคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา คือศึกษาความเป็น “พุทธแบบไทยๆ” ที่มีวัฒนธรรมผสมผสานพราหมณ์และผี มีความซับซ้อน ไม่เหมือนในสมัยพุทธกาล เราจะให้พุทธศาสนา วัด พระ สามเณร พุทธศาสนิกชน ดำรงอยู่ในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 นี้อย่างไร ผ่านการพูดคุย สื่อสาร การแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย โดยปราศจากอคติที่มีต่อพระ ต่อวัด ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อ “การปฏิรูป” แต่ไม่ใช่ด้วยบรรยากาศที่เกิดจากความเกลียดชัง และมุ่งร้ายต่อกัน



ผมเสนอเสียงสะท้อนจากพระคุณเจ้าแบบไม่มีการตัดต่อหรือเสริมแต่งอะไรเพื่อให้ชาวพุทธและคนที่เกี่ยวข้องได้ฟังกลุ่มคนที่ต้องการพูดบ้าง เพราะที่ผ่านมาเราฟังแต่ “คนในกระแส” หรือไม่ก็ “พวกอยากมีข่าว” เพื่อไม่ให้ตกกระแสโดยมีเป้าหมายอนาคต เช่น ต้องการเป็น สว.บ้าง ต้องการตั้งพรรคการเมืองบ้าง และการตำหนิพระ โพสต์ว่าพระ หรือลงรูปพระที่ไม่ควร ก็ไม่มีใครปกป้องหรือคุ้มครอง

อย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่า ตอนนี้มี 3 กลุ่มที่กำลังถูกลดความน่าเชื่อถือ คือ ตำรวจ นักการเมือง และพระภิกษุสงฆ์ และคนทั้ง 3 กลุ่มนี้หากมีคนต่อว่าเปิดประเด็นเมื่อไรกระแสมันก็จะ “จุดติด” เมื่อนั้น เมื่อจุดติดมันก็จะมี “นักฉวยโอกาส” ปั่นจนคนที่จุดและคนปั่นกลายเป็นฮีโร่ ทั้งๆ ที่บางคน “เป็นซาตาน” ด้วยซ้ำไป...
…..........................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

ขอขอบคุณภาพจาก wikimedia , www.phuttha.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    38%
  • ไม่เห็นด้วย
    63%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 1.06K