อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

คำสอนสำหรับนักปกครอง นักการเมืองควรน้อมใส่เกล้า

สัปดาห์นี้น้อมนำพระราชดำรัสในหลวง ร.9 สำหรับนักปกครองมาเล่าสู่กันฟัง นักการเมืองที่ดีควรน้อมนำใส่เกล้า มีอะไรบ้างไปอ่านกัน พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น.


หลังงานพระราชพิธี เดือน พ.ย.กระแสการเมืองก็คงจะคึกคักพอสมควร เมื่อมีการปลดล็อคพรรคให้ทำกิจกรรมได้ จากการที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ไป และพรรคการเมืองต้องมีเวลาเตรียมตัวให้เป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.ป.ใน 180 วัน หรือ 6 เดือน ก่อนจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย.61 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ย.61 ตามที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศ

เรื่องความต้องการ “รีบเลือกตั้ง” ของนักการเมืองก็มองได้หลายมุม บ้างก็ว่าเพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบเสียที ที่รัฐบาลมาจากเสียงประชาชน ถ้ามองในแง่ร้ายหน่อยก็ว่า...เป็นเพราะนักการเมืองรีบอยากกลับเข้ามามีอำนาจ หลังจากเว้นช่วงไม่มีงานทำมานาน คนที่ไม่ชอบนักการเมืองเท่าไรเขาก็ว่ามันน่ากลัวจะเกิดความวุ่นวายอีก เพราะนักการเมืองที่กลับเข้ามาก็คงจะเอาคืน คสช.ในหลายเรื่อง

มันก็เป็นเรื่องต่างมุมมอง ขึ้นอยู่กับความรักชอบฝ่ายไหน เราต่างก็ได้แต่หวังว่าใครที่ถืออำนาจ ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม จะใช้อำนาจนั้นเพื่อประชาชนหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ไม่ใช่ใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ลาภ ยศ สรรเสริญ สิทธิพิเศษของตัวเอง เมื่อได้อำนาจมา ก็คิดถึงประชาชนก่อนประโยชน์ส่วนตัว



สิ่งที่ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะได้อำนาจมาจากทางไหนก็ตาม พึงระลึกไว้เป็นหลักในการทำงาน หลักในการวางตัวอยู่เสมอ คือหลักวัตรปฏิบัติของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงวางพระองค์เป็นแบบอย่างมาทั้งพระชนม์ชีพ และยึดมั่นในพระราชปณิธานของพระองค์ตั้งแต่ปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2493 อันมีใจความว่า...เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นี่คือสิ่งที่เรียกได้ว่า “หัวใจนักปกครอง” ที่ผู้มีอำนาจควรจะนำมาย้ำเตือนตัวเองว่า การใช้อำนาจไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่การบอกให้ใครต้องยอมทำอะไรตามที่ตัวเองสั่ง แต่ต้องเป็นการใช้ “ธรรมะ” ในการปกครองดูแล เพื่อให้ทุกที่มีแต่ความสงบร่มเย็น...ความรัก...ยอมรับและศรัทธาที่ประชาชนจะมีต่อผู้ปกครอง ไม่ใช่สิ่งที่บังคับกันได้ แต่ความเลื่อมใสศรัทธา จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ปกครองเอง ปฏิบัติตัวอยู่ในธรรมเป็นจริยวัตร ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงยึดมั่นในคุณธรรมในการครองแผ่นดินอย่างแน่วแน่ คุณธรรมนั้น คือ “ทศพิธราชธรรม” ที่ผู้มีอำนาจทุกคนควรหันมายึดถือใช้ ทศพิธราชธรรมนั้นประกอบด้วย 1.ทาน คือการให้ปัจจัยในการดำรงชีวิตแก่ผู้สมควรได้รับ และให้ตามฐานะ 2.ศีล คือการรักษากาย วาจา ใจ ให้ปราศจากโทษอันควรครหา ในส่วนของฆราวาสเอง เราพึงยึดหลักง่ายๆ คือ “ไม่ผิดศีล 5”
3.บริจาค คือการบริจาคของอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการ ผู้ยากไร้ให้ได้อาศัยเลี้ยงชีวิต 4.อาชวะ คือความซื่อตรง ดำรงตนในสัตย์สุจริต ไม่คิดลวงประทุษร้ายอย่างไม่ยุติธรรม 5.มัททวะ คือความอ่อนโยน มีอัธยาศัยอันดีต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง ไม่ดึงดันถือตัวในสิ่งที่มีผู้ตักเตือนห้ามปราม เมื่อได้รับการติติงก็พิจารณาโดยถี่ถ้วน มีสัมมาคารวะอ่อนน้อม

6.ตบะ คือความเพียร เอาใจใส่ในการปกครอง เอาใจใส่ผู้ใต้ปกครองให้มีความสุข ปราศจากภัยอันตราย มีความเพียรในการระวังกำจัดสิ่งอันเป็นอกุศลออกจากใจ 7.อักโกธะ คือความไม่โกรธ รู้จักข่มกลั้นอารมณ์แม้จะมีเหตุให้โกรธก็ระงับให้หายไป มีความเมตตาอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายผู้ใด 8.อวิหิงสา คือการไม่เบียดเบียน มีความกรุณาอยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ไม่ทำให้ผุ้อื่นเป็นทุกข์หรือลำบากด้วยเหตุอันไม่สมควรกระทำ

9.ขันติ คือความอดทน ความอดทนต่อสิ่งที่ควรอดทน เช่น อดทนต่อทุกข์ที่เกิดกับร่างกาย อดทนต่อผู้ที่ประมาท ผู้ล่วงเกิน ไม่ถือโทษ และ 10.อวิโรธนะ คือความเที่ยงธรรม คือการรักษาความยุติธรรมไม่แปรผัน ไม่ยินดียินร้ายต่ออคติทั้งปวง

...เหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็น “ธรรมะ” ของการวางตัวของผู้ปกครองอย่างแท้จริง โดยมิใช่การใช้อำนาจ

ทรงยึดมั่นใน “ทศพิธราชธรรม” ตลอดพระชนม์ชีพ ทำให้ทรงสร้างความรักและศรัทธาที่พสกนิกรมีต่อพระองค์ได้อย่างแรงกล้า และนำมาซึ่งสิ่งที่เป็นวลีต่อมาของพระราชโองการที่ว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังจะเห็นเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกัน คือเมื่อใช้ “ธรรม” ในการปกครอง ก็นำมาซึ่ง “ประโยชน์สุข”



ผู้ที่มีอำนาจและต้องการเข้าถึงอำนาจพึงระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติ และปฏิบัติตามไม่ใช่เพียงแค่การรู้และจำได้ พึงระลึกว่า...หากมีอำนาจและใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่มีความระมัดระวัง เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่มีความเป็นธรรม ภาวะที่ตามมาคือ “แผ่นดินร้อน” เกิดปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข

และบางครั้งในประวัติศาสตร์ไทย ที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองจากการใช้อำนาจ ก็กลายเป็นเรื่องที่พระองค์ท่านจะต้องเข้ามาระงับเหตุ เช่น กรณี 14 ตุลา 2516 หรือกรณีพฤษภาทมิฬ ที่พระบารมีได้ช่วยระงับยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปกว่าที่เป็น

การอ้างอำนาจ และพยายามทำอะไรดึงดันเกินขอบเขต จนดูไม่ใส่ใจความรู้สึกของประชาชนผลเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่เห็นชัดอยู่แล้วก็คือกรณีการลักหลับ ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ได้ แม้จะประชุมล่วงไปถึงตีสามตีสี่ แล้วก็เห็นกันอยู่ว่า...สุดท้ายผลเป็นอย่างไร??

เกิดการชุมนุมต่อต้านจนรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แม้จะพยายามอ้างว่า จะแก้ไขโดยให้ ส.ว.ตีตกร่างกฎหมาย พยายามจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโดยใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาลต้องยุบสภา กลายเป็นช่วงวิกฤติการเมือง และนำไปสู่การยึดอำนาจ

จำไว้ว่า “อำนาจใช้เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน” ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งตน ที่พอมีอำนาจจะใช้อวดเบ่งไปทั่ว ลามไปถึงคนใกล้ชิดเอาอำนาจนั้นไปใช้จนกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ล่าสุดเพิ่งเห็นข่าวลูกสาว ส.ส.มีเรื่องกับดาราสาวในผับ ก็ยังอ้างพ่อตัว ซึ่งลักษณะแบบนี้มันดูแล้วน่ารังเกียจว่า “มีอำนาจแล้วมาเป็นอภิสิทธิ์ชนหรือ??”



สำหรับเรื่องประชาธิปไตย การเลือกตั้งก็มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ ครั้งหนึ่งทรงให้ไว้แก่นักศึกษา เมื่อปี พ.ศ.2512 เกี่ยวกับเรื่อง “ประชาธิปไตย” ว่า

...คำว่าพอสมควรนั้นเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะว่าการเลือกตั้งก็ตาม หรือการถกเถียงอะไรทุกสิ่งทุกอย่างก็ตาม ต้องได้ผลพอสมควรทั้งนั้น เพราะทุกคนมีผลประโยชน์ มีความต้องการแตกต่างกันและก็มีเสรีภาพ ความแตกต่างนั้นอาจทำให้เบียดเบียนกันได้ ก็ต้องมีผลพอสมควร จึงจะมีความเรียบร้อย มีความเงียบสงบ แต่ถ้าแต่ละคนเห็นแก่ตัว มีแต่จะเอาผลเต็มที่สำหรับตัว เชื่อว่าอีกคนหนึ่งเขาก็เดือดร้อน ประชาธิปไตย หรือความเป็นอยู่ของสังคมของชาติ อยู่ที่แต่ละคนมีความสุขพอสมควร จะได้ไม่เบียดเบียนกันอย่างเปิดเผย...”

คำสำคัญแห่งพระราชดำรัสนี้ คือ “พอสมควร” การเป็นประชาธิปไตยที่ยึดเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ก็ต้องให้ความสำคัญกับเสียงส่วนน้อย หรือเสียงคัดค้านที่ไม่เห็นด้วย และ 2ฝ่ายทั้งเสียงส่วนน้อยและเสียงส่วนใหญ่ ต้องปฏิบัติต่อกันอย่าง “พอสมควร” มีจุดสมยอมที่ยอมรับร่วมกันให้ได้ เข้าใจความแตกต่างระหว่างกัน ไม่ใช่พอมีพวกมากลากไป ก็คิดแต่จะเหลิงใช้อำนาจ หรือเสียงส่วนน้อยก็มุ่งแต่จะเอาชนะจนทำได้แม้กระทั่งทำสิ่งไม่สมควร ความเข้าใจและเห็นใจกัน จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย

การเหลิงอำนาจ การมุ่งเอาแต่ชนะคะคานกัน จะทำให้บ้านเมืองไม่เรียบร้อย แล้ววิกฤติทางการเมืองจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลกระทบคือประเทศไทยจะไม่ไปไหนเสียที เพราะจะเกิดวิกฤติวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายหากวิกฤติรุนแรงขึ้น ก็จะนำไปสู่ “ภาวะล่มสลาย” ได้ ซึ่งก็ไม่มีใครอยากให้เกิด ดังนั้นทุกคนควรรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ “พอสมควร”



มรดกหนึ่งที่พระองค์ท่านมอบไว้ให้แก่แผ่นดิน คือ “หลักธรรม” คำสอนมากมายผ่านพระราชดำรัส ล้วนเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือคิดกระทำการใดๆ ในความระลึกถึงพระองค์ท่านที่ดีที่สุด คือการนำหลักเหล่านี้มาปฏิบัติ เพื่อตัวเองและเพื่อสร้างสังคมที่ดีงาม

และขอจบบทความด้วยพระราชดำรัสที่เป็นที่ยึดถือเสมอมาในทางการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการให้อำนาจแก่ใคร คือ “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512
…........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 145