อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

แบ่งปันโอกาส..'คนไร้บ้าน' 'ค้าขาย'..สร้างงาน-ฟื้นชีวิต

“อ้วน สนามหลวง” อดีตคนเร่ร่อน ตอนนี้ยึดอาชีพขายของมือสอง เป็นอีกคนที่สามารถกลับมายืนด้วยตัวเองได้ ผ่านโครงการแบ่งปัน ของ มูลนิธิกระจกเงา ที่นำของซึ่งได้จากการบริจาคมาสร้างอาชีพให้กับหลายคน พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560 เวลา 05.01 น.


จุดเริ่มต้นการเป็น “คนเร่ร่อน” ของอ้วน เจ้าตัวเล่าว่า เริ่มจากการถูกหลอกให้ไปเป็นแรงงานในเรือประมงที่อินโดนีเซีย 3 ปี พอ กลับเข้าฝั่งนายจ้างพาไปกินเลี้ยง รุ่งขึ้นพอจะจ่ายค่าแรงก็บอกว่าเมื่อคืนกินไปหมดแล้ว นายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินให้

จากนั้นต้องเร่ร่อนในกรุงเทพฯ เพราะบัตรประจำตัวประชาชนหายไปตอนอยู่ในเรือประมง ทำให้ไปสมัครงานไม่ได้ และเริ่มเก็บขวดขาย พอมีเงินประทังชีวิตไปวัน ๆ อาศัยนอนตามฟุตปาธ สวนสาธารณะ ถ้าฝนตกก็ไปนอนในชายคาตึก ซึ่งหลายครั้งพอเจ้าของตึกเห็นก็ไล่ไม่ให้นอน เป็นอะไรที่ทรมานมาก

คนเร่ร่อน วันที่จะได้กินข้าวอิ่ม คือช่วงเทศกาล ที่มีการแจกข้าว



อ้วนเล่าว่า ตอนนั้นอยากจะทำงาน เพื่อจะได้ลืมตาอ้าปาก แต่ก็ยาก แม้แต่การจะขายของ เพราะไม่มีทุน โชคดีที่มาเจอมูลนิธิกระจกเงา ที่มีโครงการแบ่งปัน มีการระดมทุนโดยการนำของที่ได้รับมาจากการบริจาคนำไปขายต่อในราคาถูก โดยเริ่มต้นอ้วนได้นำกระเป๋ามาขาย 2 ใบ แล้วก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เก็บออมมา จนสามารถเช่าห้องเป็นที่นอนได้

จากนั้นก็เริ่มออมเงินอีกก้อน เพื่อไปเช่าห้องเป็นโกดังเก็บของ ใช้เวลาไม่ถึงปี ก็หลุดจากสภาวะ “คนไร้บ้าน” ซึ่งการที่คนไร้บ้านจะลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย หลาย ๆ คนยังไม่มีโอกาส

ตอนนี้คนไร้บ้านที่อยากประกอบอาชีพก็ยังมีอยู่เยอะ แต่เจอปัญหาเรื่องสถานที่ขาย ที่ค่อนข้างหายาก ต้องอาศัยไปขายตามตลาดนัดใหญ่ ๆ ถึงราคาค่าเช่าที่จะแพง แต่ก็ยังดีกว่าไปขายในตึก ที่ราคาค่าเช่าสูงมาก ซึ่งยากที่จะมีทุนพอไปเช่าได้

ตอนนี้วิ่งขายของมือสองอาทิตย์ละ 3 วัน จากแต่ก่อนสามารถขายได้ทุกวัน พื้นที่ขายจะออกไปในย่านชานเมืองมากขึ้น ซึ่งรัฐควรมีการจัดที่ขายของสำหรับ “คนจนเมือง” เพราะก่อนจะมีการจัดระเบียบแผงลอย เคยเช่าแผงล็อกละ 20-50 บาท แต่ตอนนี้ล็อกละ 150 บาท”

...อ้วนสะท้อนไว้ พร้อมทั้งบอกว่า สำหรับคนจนเมือง อยากให้เริ่มต้นมองหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายอาชีพมากขึ้น เช่น รับจ้างโบกธง หรือ รับจ้างทำความสะอาด



จริง ๆ แล้วคนไร้บ้านไม่ได้ขี้เกียจทุกคน และการที่ต้องอยู่เป็นกลุ่ม ที่มีคนมองลบ ๆ ก็เพื่อปกป้องตัวเอง เลยทำให้เวลานอนข้างทางต้องนอนกันเป็นกลุ่ม ซึ่งสมัยก่อนเราเคยโดนเด็กที่ขับมอเตอร์ไซค์มาเป็นกลุ่มปาขวดแก้วใส่ตอนที่นอนอยู่”

อยากฝากถึงคนที่ประสบปัญหาในชีวิต ว่า เราต้องมีความหวัง อย่างแต่ก่อนผมเร่ร่อน ก็ยังต้องมีความหวังว่า จะต้องดีขึ้น และค่อย ๆ เก็บออม หาช่องทางทำมาหากิน ซึ่งพอหลุดจากการเป็นคนไร้บ้านได้ เราก็มีความสุขมากขึ้น” ...อ้วนกล่าว

ด้าน สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา มองสถานการณ์คนไร้บ้านว่า ตอนนี้มีกระจายมากขึ้น ตามที่ต่าง ๆ ตามชานเมือง ซึ่งปัจจัยหลักที่ออกมาจากบ้าน เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันของครอบครัว

ปริมาณตัวเลขแรงงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงคนกลุ่มนี้ มีค่อนข้างสูง พอไม่มีการรองรับที่ดีจะทำให้เกิดปัญหา ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้ คือต้องสร้างการผลักดัน และทำอย่างต่อเนื่อง เช่น คนไร้บ้านที่มีทักษะด้านค้าขาย ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ จากโครงการแบ่งปัน ทำให้เขาสามารถมีรายได้ และเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน...

เป็นคนที่สามารถพัฒนาตัวเองได้



คนเร่ร่อนหลายคนสามารถพลิกฟื้นตัวเองได้ ด้วยการสมัครงานในระบบ เช่น พนักงานในบริษัท หรือตามโรงงาน ขณะที่หลายรายก็ต้องทำอย่างอื่นที่มีรายได้ต่ำ เพียงแค่ใช้กินไปวัน ๆ ก็แทบจะไม่เพียงพอ ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสจะได้มองถึงการออมเงิน และมีมากมายหลายคนที่ไม่เห็นหนทางที่จะสามารถยืนขึ้นได้ด้วยตัวเอง

ในส่วนของคนเร่ร่อนที่เริ่มหันมาค้าขาย สิ่งสำคัญคือต้องมีแหล่งซื้อสินค้าที่ต้นทุนต่ำ และมีตลาดมีที่วางขายที่เก็บค่าเช่าที่ในราคาไม่แพง ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วย “คนจนเมือง” ให้สามารถมีรายได้ขึ้นมาได้

รัฐควรมีมาตรการที่จะช่วยเหลือคนจนเมืองให้สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ อย่างที่ผ่านมา...รัฐมีมาตรการในการที่จะไม่ให้มีการขายของข้างทาง หลายคนก็ได้รับผลกระทบจนต้องกลับมาเป็นคนเร่ร่อนอีกครั้ง ทั้งที่จริง ๆ ควรมีมาตรการรองรับในกลุ่มคนที่มีเงินทุนไม่เพียงพอ หรือคนที่เป็นรายเล็ก ๆ

เช่น บางคนที่มีรถเข็นขายน้ำ ซึ่งแต่ก่อนก็จะขายและจะนอนใกล้ ๆ รถเข็น เมื่อมี นโยบายไม่ให้ขายของข้างทาง เขาก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ ไม่มีรายได้เหมือนแต่ก่อน เพราะการไปบุกเบิกทำเลใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าลงทุนไปแล้วขายไม่ได้ก็ยิ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งหลายอย่างเป็นเรื่องซับซ้อน ที่รัฐออกนโยบายโดยไม่เข้าใจคนในระดับล่าง ก็จะเกิดปัญหา

หลายคนอาจมองว่า คนไร้บ้านหรือคนจนเมืองเป็นคนขี้เกียจ แต่จริง ๆ แล้วคนเหล่านี้ทำงานหนักมาก แต่ได้ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น สิ่งที่รัฐต้องทำในการแก้ปัญหาให้กับคนเหล่านี้ คือ การมองให้เห็นถึงปัญหาด้านรายได้



ถ้าสวัสดิการของรัฐมีความแข็งแรง และป้องกันการตกหล่นของผู้คนได้ รวมถึงมีระบบการจ้างงานที่ดูดซับคนได้หลายกลุ่ม หลายเพศ หลายเงื่อนไข ปัญหานี้ก็จะถูกลดทอนลงไป แต่ตลาดแรงงานของประเทศเรายังไม่เปิดกว้างพอ อย่างผู้ที่อายุมาก แม้เคยทำงานมาก่อนหน้านั้น แต่พอแก่ตัวลง ก็ไม่มีตลาดแรงงานที่มารองรับ”

สำหรับ โครงการแบ่งปัน มูลนิธิกระจกเงา เป็นการนำของที่มีผู้บริจาคมาจำหน่ายเพื่อระดมทุน รวมถึงจำหน่ายให้กับคนจนเมือง โดยจะนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนที่มีความยากจน และต้องการจะสร้างรายได้

ทั้งนี้ คนทั่วไปสามารถบริจาคสิ่งของที่เหลือใช้ได้แทบทุกอย่าง โดยส่วนใหญ่สิ่งที่มีการบริจาคคือ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก หนังสือ ซึ่งผู้สนใจบริจาคสามารถนำสิ่งของไปบริจาคได้ที่มูลนิธิกระจกเงา

... การ “ให้โอกาส” ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับในเมืองใหญ่ ที่มีการแข่งขันที่สูง การเอื้อเฟื้อกัน การ “แบ่งปัน” ย่อมจะสร้างให้สังคม ไม่ว่าจะในเมืองเล็ก หรือในเมืองใหญ่ เปี่ยมด้วยความอบอุ่น “บังเกิดสิ่งที่ดี ๆ” ...

ทั้งสำหรับผู้ให้และผู้รับ.


.................................
ศราวุธ ดีหมื่นไวย์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 9