อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

แม้วันนี้ไร้ร่าง'หมอผู้ทุ่มเท' ภรรยาใจเข้มแข็ง'สู้เพื่อลูก'

เมื่อมะเร็งร้ายคร่าชีวิตอาจารย์หมอ แสนเสียใจแต่ภรรยาสุดเข็มแข็ง สู้เพื่อลูกน้อย 3 คน แม้วันนี้ไร้ร่างหมอผู้ทุ่มเท แต่คงไว้ซึ่งชื่อและความดีคู่ความรู้สืบไป อาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น.


คำพูดที่หลายคนมักพูดกันนักต่อนักว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” คุณเชื่อกันหรือไม่?? ใครที่เคยตกอยู่ในห้วงสถานการณ์นั้น เมื่อโรคร้ายได้ “พลัดพราก” คนรักไปจากอ้อมกอด โดยที่รู้ดีว่า...ในวันข้างหน้า จะไร้วันซึ่งได้สัมผัสอ้อมกอดนั้นกลับคืนมา...นอกเสียจากรูปและความทรงจำที่เหลืออยู่

แล้วดวงใจของคนที่อยู่ข้างหลัง...จะทรมานสักเพียงใด เฉกเช่นหัวใจของ “น..ปัทมา บุญลาภทวีโชค” อายุ 39 ปี ที่ต้องแข็งแกร่ง ดูแลลูกๆ อีก 3 คน เพราะแม้ว่าวันนี้เธอจะสูญเสียสามีผู้เป็นที่รัก “นพ.จรูญ บุญลาภทวีโชค” อายุ 41 ปี กุมารแพทย์ระบบทางเดินหายใจในเด็ก และเวชบำบัดวิกฤติ ซึ่งป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ที่รพ.เลิดสิน ไปด้วยโรค “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” แต่ทว่า...เธอก็ต้องสู้ต่อไป



“นพ.จรูญ” เข้ารักษาตัวเป็นรอบที่ 2 ตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่ป่วยรักษาตัวนานร่วม 8 เดือน จึงปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ แต่กว่าจะเจอเซลล์ไขกระดูกที่ตรงกันได้ ของคุณหมอตามหาทั่วโลกได้เพียง 2 คน หลังจากนั้นกลับมาทำหน้าที่สอนนักศึกษาแพทย์ได้ 1 ปีครึ่ง จนกลับปวดกระดูกกำเริบเป็นซ้ำครั้งที่ 2 แต่ก็ปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 เช่นกัน

ความหวังที่ต้องพังลง หลังรอคอยมา 3 ปีเต็ม เป็นช่วงเวลาที่ “นพ.จรูญ” ต้องทนทุกข์อยู่กับโรค พยายามบอกร่างกายให้ต่อสู้ และใช้แรงใจฟันฝ่าสรสุมมะเร็งร้าย จนปลูกถ่ายไขกระดูกสันหลังได้สำเร็จทั้ง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถต้านท้าน...พญามัจจุราชได้!! แม้ใจยังคงสู้เพียงใด แต่ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ มะเร็งได้พรากอาจารย์หมอไปแล้ว



11 ต.ค.60 เป็นวันสิ้นอาจารย์หมอ ภรรยาคุณหมอพยายามใช้ถอยคำที่เข้าใจง่าย บอกลูกทั้ง 3 คนว่า “ปะป๊าไปสวรรค์แล้ว” เด็ก 8 ขวบ 7 ขวบ และ 4 ขวบ ยากมากที่จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ แต่ชื่อและความทรงจำก็จะยังคงอยู่ไปตลอดกาล เมื่อครั้งหนึ่งที่ยังมีชีวิตได้สร้างคุณประโยชน์ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดทำคลิปวิดีโอรณรงค์รับบริจาคไขกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของอาจารย์หมอ

“ตอนที่คุณหมอยังดีๆ เขาก็คุยกับลูกๆ ว่า ต่อไปนี้ปะป๊าอาจจะไม่อยู่นะ ลูกชายคนโตและคนรอง อายุ 8 และ 7 ขวบ ก็พอรู้ความหมาย แต่ลูกสาวคนเล็กอายุ 4 ขวบก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ” ภรรยาของอาจารย์หมอ เผยให้ฟัง



“นศพ.ภูมิ จิตต์เสรี” วิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ชั้นปีที่ 4 ในฐานะประธานโครงการปลูกถ่ายไขกระดูก บอกว่า อาจารย์หมอเล่าให้ฟัง ตอนที่ยังรักษาตัวอยู่นั้นรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน และต้องรอคอยในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ อาจารย์คิดยอมแพ้หลายครั้ง แต่กำลังใจจากครอบครัวและลูกศิษย์ ทำให้ผ่านพ้นมาได้ จนในที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ อาจารย์บอกว่าราวกับได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง โอกาสที่จะหาอะไรมาทดแทนไม่ได้ ฉะนั้นอาจารย์จึงเข้าใจความรู้สึกผู้ป่วยมากที่สุด จึงอยากให้ประชาชนชาวไทยได้รับรู้ และรับโอกาสเหมือนกับที่อาจารย์เคยได้รับมาก่อน จึงเกิดเป็นคลิปวิดีโอที่ชื่อว่า “เรื่องเล่าของคนเคยรอ”

โดยก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ส่วนที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินกระแสโลหิตก็คือ “สเต็มเซลล์” ซึ่งจะมีอยู่มากในไขกระดูก โดยเฉพาะบริเวณสะโพก บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าคือกระดูกสันหลัง แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ทั้งนี้การบริจาคไขกระดูก จะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน

1.เก็บจากการเจาะไขกระดูก โดยจะใช้เข็มพิเศษเจาะไขกระดูก บริเวณสะโพกด้านหลัง เพื่อนำเสต็มเซลล์ออกมา ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หลังจากบริจาคแล้วต้องพักฟื้น 1-2 วัน แล้วถึงจะกลับบ้านได้

2.เก็บจากเลือด ต้องฉีดยากระตุ้นเพื่อให้สเต็มเซลล์ออกมาในกระแสเลือด ฉีดวันละเข็ม 4 ครั้ง เมื่อฉีดครบแล้วจะเจาะเลือดดำที่บริเวณข้อพับแขน เลือดที่ได้มาเข้าเครื่องแยกเม็ดโลหิตอัตโนมัติ ใช้เวลา 4-5ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถกลับบ้านได้เลย

คลิปวิดิโอนั้น จัดทำขึ้นในนามของ IFMSA ซึ่งเป็นองค์กรนิสิตแพทย์นานาชาติและประเทศไทย มีการกล่าวถึงสภากาชาติว่าเป็นศูนย์บริจาคโลหิต และบริจาคเสต็มเซลล์ โดยนิสิตและนักศึกษาแพทย์ของโครงการปลูกถ่ายไขกระดูก มีความตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม 



ประโยคหนึ่งจากภรรยาของอาจารย์หมอ คนที่ดูแลตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย ได้บอกกับ นศพ.ภูมิ ก่อนที่อาจารย์จะเสียชีวิต ได้พูดว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ถึงผมจะตายไป แค่คนเดียวมันไม่เป็นไร ผมยังมีศิษย์ ลูกศิษย์ทุกคนที่ผมได้สอนมา จะช่วยเหลือชีวิตผู้คนนับจากนี้ต่อไปได้อย่างแน่นอน”

เมื่อสิ้นประโยคนี้ความรู้สึกที่อัดอั้นในใจทั้งหมดได้ถูกคลายลงแล้ว น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกในตอนนั้นมันทั้งเจ็บปวดและคิดถึง รู้เลยว่าอาจารย์รักและคิดถึงพวกเราอยู่เสมอมา แต่อาจารย์รู้ไหมครับ...ว่าคำพูด น้ำเสียง และความตั้งใจของอาจารย์ มันส่งมาถึงพวกผมแล้ว แล้วอาจารย์รู้ไหมครับ...ว่าคนมาร่วมงานอาจารย์เยอะมากครับ ทุกคนล้วนแล้วแต่รักและคิดถึงอาจารย์ครับ



เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก อาจารย์หมอก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ซนตามประสา และเรียนจบจากโรงเรียนเผยอิง เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ และเมื่อโตขึ้นก็สอบเข้าเรียนได้ที่โรงเรียนราชวินิตมัธยม จนกระทั่งมาจบม.6 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยความมุ่งมั่นจากอดีตเด็กตัวเล็กๆ ได้กลายเป็นหนุ่มนิสิตคณะแพทย์ฯ จุฬาลงกรณ์ฯ และต่อมาได้สำเร็จเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชศาสตร์ โรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอดชีวิตการทำงานของอาจารย์คนนี้ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การสอน” ถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์อย่างไม่ย่อท้อ ด้วยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเพื่อนมนุษย์เป็นสาคัญ หรือแม้แต่ในฐานะแพทย์ จะทุ่มเท “รักษา” ด้วยแรงกาย แรงใจ และแรงสติปัญญาที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อหวังคนไข้พ้นจากความเจ็บปวด ความทรมาน และความสิ้นหวัง ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ และในฐานะอาจารย์แพทย์ จนกระทั่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย



ในวันพระราชทานเพลิงศพ ที่เมรุวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ แม้จะเป็นวันที่แสนโศกแสนอาลัย แต่ภรรยาผู้นี้ก็เข้มแข็งสุดกำลัง จูงมือลูกๆ ขึ้นไปวางดอกไม้จันทร์ เคาะโลงศพคล้ายกับจะสื่อความในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะทำพิธีเผาร่างด้วยไฟหลวงพระราชทาน ส่งดวงวิญาณอาจารย์หมอขึ้นสวรรค์

ในขณะที่ “นายเจริญ บุญลาภทวีโชค” น้องชายของอาจารย์หมอ บอกด้วยเสียงสั่นๆ ว่าวันที่ส่งพี่ชายขึ้นสวรรค์ มีอาจารย์ที่พี่ชายเคารพนับถือ ที่ให้ความรู้ และความรัก มีเพื่อนแพทย์ที่เรียนหนังสือด้วยกัน มีความหลังที่สนุกสนาน และช่วยเหลือกัน มีคนไข้ที่รักร่วมต่อสู้กับโรคต่างๆ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และยังมีลูกศิษย์ที่รัก และฝากภาระกิจที่ยังไม่บรรลุให้ดำเนินต่อไป



สุดท้ายผมขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่บริจาคเลือดให้พี่ชายผมตั้งแต่ 3 ปีก่อน จนถึงวาระสุดท้าย เพราะท่านได้มอบเวลาให้กับนายแพทย์จรูญ ได้ทำในสิ่งที่ปรารถนา และอยู่กับลูกๆ และพี่สะใภ้อย่างถึงที่สุดแล้ว ขอบพระคุณจริงๆ ครับ” เสียงกลืนน้ำลายเริ่มกลับมา

นับต่อจากนี้ น้องชายคือผู้ที่จะรับหน้าที่ดูแลเด็กๆ ทั้ง 3 คน ซึ่งรับเป็นลูกบุญธรรม "ผมก็รักเด็กทั้ง 3 เหมือนลูกแท้ๆ ซึ่งผมได้บอกกับเด็กๆ ว่า ป่าป๊าอยู่บนสวรรค์ การที่เด็กๆ ทำความดีจะส่งผลให้ป่าป๊าที่อยู่บนสวรรค์มีความสุข และสบาย" โดยที่นายเจริญ ขอยึดพี่ชายเป็นแบบอย่าง มุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวมมาเป็นอันดับแรก.
....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 12.45K