อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

อนุสรณ์น้อมรำลึกพระเมตตา "ศาลาไทย"สำคัญในต่างแดน

การสร้าง “ศาลาไทยในต่างประเทศ” มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาไทยเป็น แห่งแรก ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560 เวลา 05.01 น.


ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับนานาอารยประเทศมาช้านาน ด้วยพระอัจฉริยภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ เพื่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยมีคณะราชทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรี และองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์พระประมุขแห่งไทยหลายพระองค์ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นทูตสันถวไมตรีเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดี ความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประเทศต่าง ๆ กับประเทศไทย...

ทั้งนี้ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ท่านก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปโดยพระองค์เองเพื่อการนี้ ณ หลายประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งนอกจากจะทรงเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศแล้ว ยังทรงนำศิลปกรรมด้านต่าง ๆ ไปเผยแพร่สู่สายตาชาวต่างชาติอีกด้วย

ศาลาไทย” ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมไทย ที่ได้รับบทบาทให้เป็น “อนุสรณ์สถานความทรงจำที่สำคัญ” ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างเด่นชัด มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย เป็นสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่พบปะ และพักผ่อนหย่อนใจ มีลักษณะเปิดโล่ง ไม่มีฝาหรือมีอยู่บ้างก็เป็นส่วนน้อย โดยส่วนประกอบหลัก ๆ ประกอบไปด้วย พื้นฐาน เสา และหลังคา โดยมีการผสมผสานศิลปกรรมหลากหลายแขนงที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์และความสามารถของช่างไทย ตั้งแต่ชั้นฐาน ชั้นเรือน และหลังคา ที่มีความวิจิตรงดงาม นับเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติไทยที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสานสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี



การสร้าง “ศาลาไทยในต่างประเทศ” มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาไทยเป็น แห่งแรก ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

ขณะที่ศาลาไทยสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หยั่งรากลึกในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยข้อมูลในหนังสือตามเสด็จไกลบ้าน โดยอัมพร จิรัฐติกร ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางตามรอยพระยุคลบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในการเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ระบุว่า ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450 พระองค์ได้เสด็จฯ ประทับรักษาพระวรกายที่ เมืองบาดฮอมบวร์ก เป็นเวลาหนึ่งเดือน และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ทางเมือง บาดฮอมบวร์กได้ขุดบ่อน้ำแร่แห่งใหม่ถวาย ณ สวนสาธารณะคัวร์พาร์ค โดยพระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิด และตั้งชื่อบ่อน้ำนี้ว่า “คิงจุฬาลงกรณ์”

ต่อมาหลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ กลับจากยุโรปได้ประมาณ 2 ปี คือใน พ.ศ.2452 เมืองบาดฮอมบวร์กได้แจ้งความประสงค์ว่าจะจัดสร้าง ศาลาไทยครอบบ่อน้ำคิงจุฬาลงกรณ์ ขึ้น พระองค์จึงได้พระราชทานแบบศาลาและสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างส่งไป หากแต่การออกแบบก่อสร้างตามพระราชประสงค์เป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งเสด็จสวรรคต และศาลาไทยได้ถูกย้ายไปสร้างอยู่ใกล้บ่อน้ำของ ไกเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 2 อย่างไรก็ดี ในโอกาสครบรอบ 100 ปีการเสด็จประพาสเยอรมนีของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทางการเมือง บาดฮอมบวร์กได้จัดโครงการบูรณะและเสนอให้ฝ่ายไทยสร้างถาวรวัตถุ คือ ศาลาไทย แห่งที่ 2 ขึ้นที่บ่อน้ำพุคิงจุฬาลงกรณ์ตามพระราชประสงค์เดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่ง
การเสด็จฯ เยือนเยอรมนีในครั้งนั้น ซึ่งการก่อสร้างได้ดำเนินไปด้วยดี โดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยและเยอรมนี โดยจัดสร้างด้วยงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศ ออกแบบโดยกรมศิลปากร และที่สำคัญ มีการอัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย จปร ประดิษฐานที่หน้าบันทั้ง 3 ด้านของศาลาไทย



อนุสรณ์สถานศาลาไทย” ทั้ง 2 แห่งในสวนสาธารณะคัวร์พาร์ค เมืองบาดฮอมบวร์ก แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับเยอรมนีที่มีมาช้านาน ทั้งยังเป็น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่จะคงอยู่ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษากันสืบต่อไป

ทั้งนี้ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อประเทศ ไทยและประชาชนคนไทย ทรงสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศด้วยดีเสมอมาตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ และได้มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการสร้าง ศาลาไทยเพื่อเทิดพระเกียรติ ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระสำคัญต่าง ๆ โดยในวันที่ 6 มิ.ย. 2510 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ อีสต์-เวสต์ เซ็นเตอร์ (East–West Center) ซึ่งอยู่ภายใน มหาวิทยาลัยฮาวาย มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อพระราชทานศาลาไทยเป็นของขวัญส่วนพระองค์ ให้แก่ทางศูนย์ฯ

ศาลาไทยแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมากและยังแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยในฮาวาย กลายเป็นจุดเด่นและเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอีสต์-เวสต์ เซ็นเตอร์ เพราะสามารถมองเห็นได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของนักศึกษา และนักวิจัยของศูนย์ฯ แต่ด้วยศาลาไทยหลังเดิมนี้เป็นไม้เนื้ออ่อน เมื่อเวลาผ่านไปนานทำให้เกิดชำรุดเสียหาย ทางศูนย์จึงต้องการที่จะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ขึ้นทดแทน ซึ่งทางศูนย์ฯและรัฐบาลไทยได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างในปี พ.ศ. 2549



ศาลาไทยหลังใหม่เป็นไม้สักทั้งหลัง ทาด้วยทอง โดยมีสถาปนิกผู้ควบคุมดูแลในการก่อสร้างคือ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี โดยใช้ไม้สักและไม้หอมของไทยในการก่อสร้าง มีการแกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา ศาลาทั้งหลังสร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จนเสร็จเรียบร้อยจึงถอดออกเป็นชิ้นส่วนส่งไปฮาวายทางเรือ พร้อมทั้งส่งช่างไทย 6 คน และวิศวกรไทยอีก 1 คน ไปร่วมกันประกอบ ทั้งนี้ ชื่ออย่างเป็นทางการของศาลาไทยหลังนี้คือ The Royal Sala Thai” โดยในวันเสาร์ที่ 1 มี.ค. 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงเปิดศาลา

นอกจากนี้ ยังมี ศาลาไทยที่ระลึก ณ ออลบริคการ์เด้น เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา อีกด้วย โดยเป็นศาลาไทยที่สร้างโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซินแห่งประเทศไทย ในนามของรัฐบาลไทย จัดสร้างขึ้นเพื่อมอบให้แก่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินและเมืองเมดิสัน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.. 2542 โดยเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเภทศาลาโถง โครงสร้างไม้เนื้อแข็ง ทรงตรีมุข หลังคาซ้อนชั้นมุงด้วยกระเบื้องดินเผาหางมนชนิดเคลือบสี บริเวณหน้าบันเป็นงานไม้แกะสลักประดับตราสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

ศาลาไทยในต่างแดนยังปรากฏที่ สวนเดอน็องตู เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็น ศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับไทย เพราะพระมหากษัตริย์ไทย 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และ รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปประทับ พร้อมด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นเวลาถึง 18 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2476-2494 ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร



ศาลาไทยแห่งนี้ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมศิลปากร มีพลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นผู้ออกแบบ ช่างฝีมือและคนงาน 50 คน ร่วมกันสร้างชิ้นส่วนทุกชิ้นในไทย รวมทั้งการทำฐานและบันไดด้วยหินแกรนิต ใช้ระยะเวลาราว 3 เดือนจึงเสร็จ ก่อนขนส่งทางเรือจากไทยไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้วทำงานกันต่อ ณ สถานที่จริงจนเสร็จเรียบร้อย ศาลาแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 2 วาระสำคัญ คือ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสวิตเซอร์แลนด์ครบ 75 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทั้งนี้ ในวันที่ 17 มี.ค. 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศาลาไทยหลังนี้

ส่วนสำคัญที่สุดของศาลาไทยหลังนี้คือ หน้าบัน ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ ด้านหน้าทางทิศใต้คือพระปรมาภิไธยย่อ ภปร ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันตกคือพระปรมาภิไธยย่อ อปร ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และนอกจากนี้ ด้านตะวันออกประดิษฐานพระนามาภิไธยย่อ สว ใน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ส่วนหน้าบันด้านทิศเหนือประดับ ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

...สถาปัตยกรรม “ศาลาไทยในต่างแดน” แสดงสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และ อเมริกา

และที่สำคัญยิ่ง...พระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ไทย แผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ... ปวงไทยต่างน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

......................................
จุฑานันทน์ บุญทราหาญ

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 7