อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'เสรีนิยม'ที่ต้องรับผิดชอบ อย่าดูถูกหัวใจคนไทย!!

สัปดาห์นี้เอ่ยถึงความไม่เข้าใจของคนที่มีความคิด “โลกสวย” อย่าวิจารณ์ว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเลย เพราะถือเป็นการดูถูกหัวใจคนอื่น เรื่องอะไรไปอ่านกัน พฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.00 น.


งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9” ได้ผ่านไปแล้ว และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกนานแค่ไหน สิ่งที่เป็นพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยก็ยังคงอยู่ในใจคนไทยตลอดไป สิ่งที่เป็นต่อจากนี้ คือคนไทยต่างน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระองค์ไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หลายเรื่องมีความสำคัญเพื่อการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา “อยู่เย็น ใช้ชีวิตเป็น” โดยยึดหลักทางสายกลาง

ในกระแสทุนนิยมเชี่ยวกราก ที่หลายสิ่งรอบตัวล่อใจให้เราอยากบริโภคเกินความจำเป็น เราก็พึงระลึกถึงหลักการเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต จดจำไว้ว่า คนเราไม่ได้มีความสุขเพราะ “มี” แต่มีความสุขได้เพราะ “พอ” อยู่ได้ตามอัตภาพ ไม่ต้องดิ้นรนอยากได้ให้เกิดความเดือดร้อนต่อตัวเองหรือผู้อื่น แนวทางพระราชดำรัสของพระองค์ท่านล้วนสอดคล้องกับแนวทางพระพุทธศาสนา และทำตามได้โดยเริ่มจากความตั้งใจ



สิ่งหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับพระราชดำรัส คือความ
“รู้ รัก สามัคคี” ซึ่งอาจมองได้ว่า เป็นพื้นฐานความคิดของการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสันติ สงบสุข “รู้” คือความเข้าใจ การยอมรับในความเห็นต่าง ว่าแต่ละคนล้วนมีเหตุผลในความคิดแห่งตัว เหตุผลนั้นจะมาจากการเรียนรู้ การขัดเกลาทางสังคม หรือประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตก็ได้ แต่พื้นฐานของ “ความรู้” ที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันคือ “เข้าใจความแตกต่าง”

เมื่อรู้ก็ “รัก” คือเข้าใจและยอมรับว่า ความแตกต่างไม่ทำให้เกิดความแตกแยก ถ้าเราเปิดใจฟัง ยอมรับ ผ่อนปรนเข้าหากันไม่ใช่การมุ่งเอาชนะเพียงอย่างเดียว “รัก” ในความเป็นคนไทยด้วยกัน ที่ต่างก็มี “พ่อ” พระองค์เดียวกัน และรักที่จะมีเป้าหมายในการสรรสร้างสังคมไปในทางที่ดีงามร่วมกัน

เมื่อ “รู้ รัก” แล้วจะนำมาซึ่ง
“ความสามัคคี กลมเกลียว แน่นเหนียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการร่วมกันพัฒนา สร้างสรรค์สังคมไปในแนวทางที่ดีงาม และนำมาซึ่ง “ประโยชน์สุข” คือสิ่งที่มีคุณค่าและทำให้เกิดความสุขอันยิ่งใหญ่ร่วมกันในสังคม หากปราศจากความ “รู้ รัก สามัคคี” สิ่งที่เป็น “ประโยชน์สุข” คงเกิดขึ้นได้ยาก

“ประโยชน์สุข” ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พระองค์ท่านหรือนักปกครองทำให้เกิด แต่ประชาชนต้องร่วมกันสร้าง



ในช่วงงานพระราชพิธีฯ เราได้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ที่ประชาชนชาวไทยน้อมใจแสดงความอาลัย คนนับเรือนแสนไปร่วมพิธี ณ มณฑลท้องสนามหลวงอย่างอดทนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าเปิดวันที่ 25 ต.ค. แต่ประชาชนจำนวนมากก็ไปรอตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. บางคนอยู่ยาวไปจนถึงงานพระราชพิธีวันสุดท้าย คือ 29 ต.ค. จิตอาสาจำนวนมากเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน ช่วยเหลือประชาชนที่ไปร่วมงานพิธี นี่คือความงามของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

แต่ยังมี
“ความขัดแย้ง” บางอย่างที่เกิดขึ้น ที่น่าจะนำมาพูดถึงเพื่อให้ช่วยกันพิจารณา ความขัดแย้งนั้น บางครั้งเกิดจากความ “ไม่เข้าใจ” ซึ่งบางครั้งก็ต้องเปิดใจในการอธิบาย การแสดงออกซึ่งความไม่เข้าใจ บ่อยครั้งเราจะเห็นในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นโลกที่มีการแสดงความเห็นได้อย่างเสรี เพราะคุณสมบัติของมันคือการไม่ปรากฏตัวตนขณะพูด อำพรางตัวตนได้ และความเห็นสามารถแพร่กระจายไปได้ง่าย

เราเห็นต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์งานพระราชพิธีในทำนองว่า เป็นเรื่องที่
“ใช้เงินจำนวนมาก” และยังมีการแสดงความเห็นที่อาจเรียกว่า “โลกสวย” คือ เงินเหล่านี้น่าจะนำไปใช้ในเชิงพัฒนาสังคม กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือถ้าพูดกิจกรรมที่เขาชอบยกมาอ้างกันคือ “เอาไปช่วยคนจน” เรียกว่า “เหตุผลโลกสวย”

คือเวลาใครจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณทำอะไรที่เขาไม่เห็นด้วย ก็จะยกหลักเมตตาธรรมขึ้นมาอ้าง โดยไม่รู้ว่าจริงใจแค่ไหน หรือแค่พูดเพื่อยกตนให้เห็นว่า...
ตัวเองมีคุณธรรม เห็นใจผู้อื่น อยากเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์ อันนี้ก็สุดจะรู้...



แต่อ่านพวกต่างชาติ พวกฝรั่ง มาแสดงความเห็นบางทีก็งง ทำไมเขาไม่เข้าใจเรื่องความผูกพันของพระราชวงศ์ที่มีต่อพสกนิกร? เพราะใช่ว่ามันไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดในสังคมฝรั่งมังค่า ที่เมื่อสมาชิกพระราชวงศ์สิ้นพระชนม์ ก็มีการแสดงความรักความอาลัยจากประชาชน ยังคิดๆ ว่าคนมาแสดงความเห็นคงเกิดไม่ทันสมัยที่เจ้าหญิงไดอาน่า แห่งอังกฤษสิ้นพระชนม์ ภาพข่าวการแสดงความอาลัยเป็นอย่างไรเปิดกูเกิ้ลดูก็ยังเห็น หน้าพระราชวังบัคกิ้งแฮมเป็นอย่างไรไปดูได้ ยิ่งถ้าอยากเห็นว่า ประชาชนอังกฤษทำอะไร ลองหาหนังเรื่อง the queen มาดูสิ!

สำหรับประเทศไทย พระมหากรุณาธิคุณของ ในหลวงรัชกาลที่ 9” ไม่สามารถบรรยายได้หมดด้วยซ้ำ ท่านปกครองดูแลประชาชนดุจพ่อปกครองลูก ความผูกพันย่อมมีมากยิ่ง ความเศร้าโศกเสียใจก็เกิดจากน้ำเนื้อใจจริงของประชาชน การจัดงานพระราชพิธีให้สมพระเกียรติ และถูกต้องตามราชประเพณี ก็มาจากความรักและอาลัยของประชาชน ไม่ใช่การจะเอาไปคิดว่า
“ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เป็นเรื่องที่ผู้วิจารณ์ต้องเข้าใจและมีมารยาทในการไม่ก้าวล่วง ดูถูกไปถึงหัวใจผู้อื่น เข้าใจความเป็นจริงในสังคมอื่นด้วย แต่ถ้าการพูดเกิดจากความไม่รู้ ก็ต้องเปิดใจรับฟังคนที่ไปอธิบายด้วย

การอ้างเสรีภาพในการพูด บางครั้งก็เป็นเรื่องน่าคิดถึงความอัปลักษณ์ของ
“เสรีนิยมเกินขอบเขต” เสรีนิยมเป็นเรื่องดี แต่ถ้าใช้มันอย่างเกินเลย ถึงขั้นไปยกตนข่มท่าน คิดแต่ว่าตัวเองถูก มันก็กลายเป็นรอยด่างพร้อยของเสรีนิยม และทำให้พวกยึดถือเสรีนิยมดีๆ ที่เขามีมารยาทอาจต้องพลอยโดนเหมารวมไปด้วย...



เสรีนิยม คือการแสดงออกทางความเห็นและการกระทำได้อย่างเสรี เพราะยึดหลักว่า ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ ก็คือเสรีภาพ ที่จะไม่ถูกตีกรอบโดยสิ่งใด...คิดไปคิดมาว่า เสรีนิยมเกินขอบเขตจนถึงขั้น “เกรียน” นี่มันเกิดจากอะไร ก็น่าจะมาจากการเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสารนี่แหละ ที่มันเปิดพื้นที่ให้ใครพูดอะไรก็ได้ สิ่งที่พูดแพร่กระจายออกไปได้ง่าย หลายคนแสดงความเห็นหยาบๆ โดนๆ มีคนชอบก็หลงตัวว่าเป็น “ศาสดาทางความคิด” ง่ายๆ

จะคิด จะพูดอะไร ต้อง “แหวกและแรง” พอมีคนมาชื่นชมก็ดีใจว่า ตัวเองได้ “มีตัวตน” ในสังคม จนบางครั้งประมาท ไม่ระวังตน หลงผิดคิดว่าตัวฉลาดหรือเป็น “ขบถ” อันหมายถึงผู้นำทางความคิดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในความเป็นเสรีนิยมแบบไม่รับผิดชอบ คือการวิจารณ์ดะ โดยที่ไม่มองว่า ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่ดีงาม แต่มักยกข้ออ้างว่า พูดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น ทั้งที่น่าจะคิดว่า ถ้าอยากให้ดีเราต้องการคนปฏิบัติไม่ใช่คนพูด!!

ตัวอย่างของ การวิจารณ์ดะ” ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ถ้าจะให้นึกถึงตอนนี้ ก็คงนึกถึงกรณี “ตูน-บอดี้แสลม” ที่ประกาศจะวิ่งระดมทุนเพื่อหาเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลทั่วประเทศ เสียงชื่นชมก็มีมาก ขณะเดียวกันก็มีคนตั้งคำถามโน่นนี่ เย้ยหยันไยไพไปถึงว่า... การวิ่งระดมทุนหาเงินบริจาคเช่นนี้เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณ หาเงินเพื่อการสาธารณสุขไม่เพียงพอ ทำให้รัฐบาลไม่รับผิดชอบ มีอะไรก็แบมือขอบริจาค ฯลฯ

คือบางเรื่องทำไมไม่มองกันในเชิง back to basic มองแค่เจตนาเบื้องต้นของคนทำดีไปก็ได้ง่ายๆ ว่า “เขาจะหาเงินบริจาคโรงพยาบาล” ไม่รู้ว่าการมีมุทิตาจิตมันยากแค่ไหนกับคนบางคน งบประมาณแผ่นดินนั้นมีไว้ใช้ในงานหลายด้าน ทั้งงบประจำ บริหาร งบพัฒนาต่างๆ ขณะที่ความต้องการด้านสาธารณสุขคนเรามากขึ้นทุกวัน เพราะคนป่วยมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ การบริจาคก็เป็นการช่วยเหลือสังคมที่เหมาะสม

หรือกรณีอื่นๆ ก็มีที่คนทำดีหลายๆ คน เมื่อเอาสิ่งที่ตัวเองทำมาเผยแพร่ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็ถูกวิจารณ์ในทำนอง สร้างภาพ คนดีจริงเขาทำอะไรไม่พูดหรอก นี่ก็ประหลาด คนทำดีทำไมจึงไม่มีสิทธิ์ได้เครดิตในสิ่งที่ตัวเองทำ? คำถามนี้หาคำตอบไม่ค่อยจะเจอ คนเขามีสิทธิ์อิ่มใจที่ทำดี อยากบอกใครต่อใคร กลับถูกว่าโดยคนที่อาจไม่ทำอะไรเลย แต่เชื่อไปเองแบบผิดๆ ว่า การวิพากษ์สังคมและผู้อื่นของตัวเองคือดีแล้ว

บางคนแถวนี้ๆ เห็นการแสดงความเห็นในโลกโซเชียลก็ยังหัวเราะหน่ายๆ บอกว่า สงสัยเราเข้ายุคผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน ตามคำทำนายแล้วล่ะ คนทำดีถูกเหน็บแนม ถากถาง แต่พวกที่โพสต์อะไรบ้าๆ บอๆ ที่บางทีอาจเรียกได้ว่า เป็นเรื่องไม่ดีเสียด้วยซ้ำ กลายเป็นคนดัง เป็นเน็ตไอดอล มีคนชื่นชมความ
“หยาบๆ แรงๆ (ไปถึงขั้นถ่อย )” ว่าเป็นความตรง จริงใจ แต่มองหมิ่นความมีมารยาทว่า “แอ๊บ ดัดจริต” นี่คิดไปคิดมาก็ชวนให้งง ว่าแค่ไม่กี่ปีโลกมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ ต่อไปอะไรๆ มันจะ “ล้ำ” ไปขนาดไหน

บางที เราอาจต้องมาทบทวน มาสอน กันใหม่เกี่ยวกับ
“การแสดงความเห็นอย่างเสรี” เสียล่ะมัง!!
............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก : CNN

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 454