อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

กว่าจะเป็นแท็กซี่น้ำใจงาม ชีวิตสูญเสียทั้งพ่อแม่พี่ชาย

เปิดชีวิตพ่อลูก 1 ขับแท็กซี่น้ำใจงาม พบแต่ความสูญเสีย ไร้เวลาเข้าวัดทำบุญ เลือกรับ-ส่งฟรีทำบุญกับเพื่อนมนุษย์ เผยอดีตเคยอดมือกินมื้อเห็นใครทุกข์ต้องรีบช่วยไปอ่านกัน อาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.00 น.


นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สังคมต้องการคนแบบนี้...สืบเนื่องจากกระแสชื่นชมแท็กซี่หนุ่มน้ำใจงาม จ.นครราชสีมา ที่ได้ไปพบกับพระสงฆ์อายุ 86 ปี มีเงินเหลือติดตัวเพียง 3 บาทเท่านั้น เขาจึงอาสาไปส่งโดยไม่คิดค่าบริการแม้แต่บาทเดียว จนกลายเป็นความประทับใจ และไถ่ถามกันมากเลยว่า หนุ่มใจกุศลคนนี้เป็นใครกัน



หนุ่มน้ำใจงามผู้นี้ชื่อว่า “วีระยุทธ ขอชูกลาง” อายุ 24 ปี บอกว่า “ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรขนาดนั้น ดีใจมากๆ เลยครับที่มีคนชื่นชม จนผมพูดไม่ถูก” โดยในวันนั้นเขายังถวายปัจจัย 100 บาท แก่พระสงฆ์อีกด้วย ซึ่งแก่นของความรู้สึกที่เขาแสดงออกเช่นนั้น เพราะว่า...“ครอบครัวผมลำบากมาก่อน ตอนเด็กก็อดมือกินมื้อ รู้ว่ามันรู้สึกยังไง เห็นภาพแบบนี้หดหู่ใจครับ เหมือนมองภาพสะท้อนตัวเอง อีกทั้งแม่ของผมก็สอนตลอดว่า ถึงเราจะไม่รวยทรัพย์ แต่ต้องรู้จักแบ่งปันน้ำใจ ซึ่งผมก็นำมาสอนลูกชายวัย 2 ขวบกว่าๆ แบบที่แม่ผมสอน”



แต่กว่าเขาจะได้มายืนอยู่ในจุด “ผู้ให้น้ำใจ” เรื่องราวชีวิตของแท็กซี่หนุ่มคนนี้ไม่ได้ง่ายๆ เลย ต้องสูญเสียพ่อตั้งแต่ 2 ขวบ จากอุบัติเหตุรถชนตายคาที่ ส่วนแม่ทำใจไม่ได้ติดเหล้า ทำให้เขาและพี่ชายที่อายุห่างกัน 2 ปี ย้ายจากจ.สกลนคร มาอาศัยที่อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา อยู่กับน้องสาวของพ่อ “อาน้อย-สวิตา สีวิไล” ขณะนี้อายุ 52 ปีแล้ว

โดยอาสาวคนนี้เสมือน
“แม่คนที่สอง” มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี เลี้ยงดูทั้งคู่ให้เติบใหญ่ แต่อาสาวก็มีครอบครัวอยู่แล้ว และมีลูก 2 คน เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี กลับต้องมีเหตุให้จดจำตลอดชีวิต เวลา 6 โมงเย็นในวันที่ 14 ก.พ. 2543 ผมอยู่ ป.1 พี่ชายอยู่ป.2 ส่วนลูกของอาอยู่ป.3 และม.1 เรากำลังนั่งรถกลับบ้านกัน รถเก๋งขับมาเบียดทำให้รถเราพุ่งชนเกาะกลางถนน พ่อตายคาที่ (สามีของอา) พี่ชายแท้ๆ และพี่สาวคนโตอยู่ชั้น ม.1 ตายที่โรงพยาบาล”



หลังจากความสูญเสียครั้งนี้ เมฆดำของความลำบากได้ทอดตัวมาถึงประตูหน้าบ้าน เสาหลักอย่าง “อาน้อย” ซึ่งแท็กซี่หนุ่มคนนี้เรียกว่า “แม่” ทำทุกหนทางรับจ้างส่งลูกที่เหลือ 2 คนให้จบสูงที่สุด แม้วัยประถมฯ แท็กซี่คนนี้จะเรียนได้เกรด 4 เสมอ แต่เขารู้สึกเก็บกดชีวิตเจอสารพัดโศกเศร้า แม่ก็กลัวว่าลูกทั้ง 2 คนจะดื้อ ท้ายสุดมันเกิดขึ้นจริง “พี่ชายออกตอน ม.2 ส่วนผมออกตอน ม.3 แม่บอกว่า เมื่อส่งให้เรียนแล้วไม่เรียน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง”

ผู้เป็นแม่ (อาน้อย) ตัดสินใจขายสมบัติชิ้นสุดท้าย คือ “รถกระบะ” เพื่อนำเงินไปทำรถแท็กซี่ ส่วนพี่ชายตระเวน รับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟ ขณะที่แท็กซี่หนุ่มคนนี้ตอนนั้นอายุเพียง 15 ปี เลือกที่จะลองใช้ชีวิตข้างนอก กินนอนอยู่ที่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เป็นลูกมือค่าแรงวันละ 100 บาท ทำได้สักพักหันไปเป็นกรรมกรได้ค่าแรง 140 บาท มีประสบการณ์จึงเลื่อนตำแหน่งเป็น “หัวหน้าช่าง” ค่าแรง 500 บาท



กระทั่งพบรักกับแฟนสาว และมีลูกด้วยกันชื่อ “น้องน็อต” วัย 2 ขวบกว่าๆ ซึ่งดูเหมือนชีวิตทั้งคู่จะไปได้ดี และคงจะผ่านพ้นมรสุมความทุกข์ระทมได้สักทีแล้ว แต่แล้ววันหนึ่งมีเหตุต้องแยกทางกัน
“ผมขอลูกมาเลี้ยงเองครับ”

เขาออกจากงานมาขับแท็กซี่แทนแม่ วันแรกเขาคิดว่าจะมีลูกค้าเหรอ แต่ต้องทำให้ได้ งานบริการทำยังไงให้ออกมาประทับใจลูกค้า แม่จะสอนเขาตั้งแต่การพูดกับผู้โดยสาร ต้องพูดเพราะๆ แบบนี้นะ รับเงินก็ต้องไหว้ เพราะแม่ของเขาสู้ชีวิตมาเกือบ 10 ปี ขับแท็กซี่หาเลี้ยงครอบครัว แต่อีกช่วงความหดหู่ใจที่รับรู้เพียงเสี้ยววินาที มันคือความสูญเสียครั้งใหญ่ ขณะที่เขาเข้าไปที่อำเภอเพื่อทำทะเบียนบ้านใหม่ เมื่อเช็คข้อมูลจึงรู้ว่า “แม่บังเกิดเกล้า” ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เสียแล้ว ถูกระบุถึงแก่กรรมไปตั้งแต่ปี 2549 โดยเพิ่งจะมารู้ 3 ปีให้หลัง

“ผมสูญเสียทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้ไม่มีท้อหรอกพี่ ที่คิดคือจะเลี้ยงดูครอบครัวยังไง รายได้มากสุดที่เคยได้ 2,000 บาท ถึงบ้านยื่นให้แม่หมดเลย ชีวิตผมก็เกเรไม่ได้ดีนะ แต่ว่าผมโชคดีที่มีแม่เป็นคนเมตตา ชอบช่วยเหลือ ซึ่งผมก็เป็นแบบนั้นและติดนิสัยแม่ ผมคิดว่ามีคนลำบากกว่าผมเยอะเลยนะ จะเป็นอะไรไปถ้าผมจะขับรถไปส่งฟรีบ้าง ถ้าเรารู้จักสนุกหรือมีความสุขกับงาน เชื่อผมสิครับไม่ว่าเราจะทำงานอะไร ก็ไม่รู้จักหรอกคำว่าเหนื่อย



สิ่งหนึ่งที่เขาอยากบอก คือ ก้าวแต่ละก้าวที่ผ่านพ้นเหตุร้ายๆ มาได้ เพราะว่า...อย่าไปท้อ อย่าคิดมาก ลองมองสะท้อนดูตัวเราในอดีตผ่านอะไรมาบ้าง ทำไมเดินก้าวข้ามได้ทุกครั้ง เด็กๆ เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เกเร แต่ไม่ได้มีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย และก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาอยู่ในจุดนี้ เพราะในหัวสมองไม่มีอนาคตตัวเองเลย

ในวันนี้ถึงแม้ว่าแท็กซี่หนุ่มคนนี้ จะไม่มีเวลาเข้าวัด แต่ที่เขาทำบุญกับคนั้น เพราะ 365 วันเขาทำแต่งาน นับวันหยุดได้เลย 1 ปีจะมีสัก 3 วัน การทำบุญกับคนนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด ทำงานขับแท็กซี่ไม่มีผู้จัดการ มีแต่ผู้โดยสาร มันคือการมองสะท้อนไปถึงตัวเองในอดีต เขาเคยเจอแต่เรื่องแย่ๆ ทำให้ในทุกวันนี้ไม่อยากให้อะไรต่อมิอะไรมาลงที่ลูกชาย เขาพยายามเติมลงไปให้ลูกมากที่สุดเท่าที่จะได้



เพราะลูกคือ
“แก้วตาดวงใจของผม” เขาบอกว่า ตัวเขาเองจะโตไปพร้อมๆ ลูกชาย เพราะหน้าที่เเละความรับผิดชอบนั้นสำคัญมากที่สุด กอดและหอมลูกทุกวัน เพื่อเติมกำลังใจในการสู้ชีวิตซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะเจอคำดูถูก แต่เขากลับคิดว่านั้นแหละคำชม ใครจะว่าอะไรก็เฉยเมยไว้ แท็กซี่รายนี้จึงรู้ว่า “บุญคุณพ่อแม่นั้นเป็นอย่างไร”

นี่แหละ...นิยายชีวิตจริง!! บางคนต้องพบเจอแต่ความสูญเสีย กว่าจะผ่านพ้นอุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน แต่ต่อจากนี้เส้นทางชีวิตจะดีขึ้น ดังคำทิ้งท้ายของแท็กซี่หนุ่มที่ว่า “สู้จนชิน แต่ก็รู้สึกดี ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ช่วยใครสักคน มันเหมือนว่าเราทำอะไรขาไปหนึ่งอย่าง กลับบ้านมาก็จะคิดว่า ปล่อยผ่านไปได้ไง ทำไมเราไม่ซื้อข้าวซื้อน้ำ หรือถามเขาว่าจะไปไหน เราจะได้ขับไปส่งฟรี”
....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 2.58K