อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ดอนเมืองบินทะลัก60ล้านคน ปัดฝุ่นตึกร้างขยายสนามบิน

สัปดาห์นี้เล่าถึงความบูมสุดขีดของ “สนามบินดอนเมือง” ที่ผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำเพิ่มมากขึ้นจนล้นทะลัก ต้องใช้งบขยายสนามบินเพื่อรองรับ ทำอย่างไรไปติดตามกัน อังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.00 น.


บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. สรุปปริมาณการบินปีงบประมาณ 60 (ต.ค.59 -ก.ย.60) ว่า “สายการบินต้นทุนต่ำ” (โลว์คอสต์) ใช้บริการท่าอากาศยาน (สนามบิน) ของ ทอท. 6 แห่ง รวมกว่า 3 แสนเที่ยวบิน ผู้โดยสารรวมกว่า 60 ล้านคน เป็นที่มาของปัญหาความแออัดในการใช้บริการ

ไล่เรียงท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในความดูแลของ ทอท. ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ปริมาณผู้โดยสารรวม 391,780 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.57 % แบ่งเป็นในประเทศ 260,854 เที่ยว เพิ่มขึ้น 14.90 % และระหว่างประเทศ 130,926 เที่ยว เพิ่มขึ้น 11.02 % ปริมาณผู้โดยสารรวม 60,067,752 คน เพิ่มขึ้น 12.77 % ในประเทศ 38,641,309 คน เพิ่มขึ้น 11.97 % และระหว่างประเทศ 21,426,443 คน เพิ่มขึ้น14.24 %



เมื่ออัตราการเติบโตพุ่งสูง ผู้โดยสารล้นทะลักเกินขีดความสามารถรองรับของสนามบินถึง 28 ล้านคน เกิดปัญหาความล่าช้าในการเข้าใช้บริการ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอิน ไปจนถึงการตรวจหนังสือเดินทาง เนื่องจากค่าโดยสารสายการบินโลว์คอสต์ ประชาชนเอื้อมถึง...
ใครๆ ก็บินได้”

ราคาใกล้เคียงกับรถบัสโดยสารหรือรถไฟชั้น 1 และชั้น 2 ปรับอากาศ แต่ความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการเดินทางเครื่องบินกินขาด!! ทอท. จึงมีแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อพัฒนาขยายสนามบินทั้ง 6 แห่งรองรับผู้โดยสารมากขึ้น



จับจ้องกันที่
สนามบินศูนย์กลาง (ฮับ) ของโลว์คอสต์นั่นก็คือ “สนามบินดอนเมือง” นั่นเอง ภาพความเงียบเหงาเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ต้องย้ายสายการบินไปประจำการที่สนามบินแห่งใหม่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” แทน ขณะนั้นทำให้ “สนามบินดอนเมือง” ถึงกับร้าง!! แต่วันนี้ “สนามบินดอนเมือง” กลับมาคึกคักอีกครั้ง กลายเป็นเป็นขวัญใจโลคอสต์ที่มีผู้โดยสารสูงที่สุดในโลกกว่า 35 ล้านคนต่อปี

ทอท.มีแผนแม่บทพัฒนา “สนามบินดอนเมือง” ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 (ปี 60-65) ต่อเนื่องจากการพัฒนา ระยะที่ 2 มีเป้าหมายรองรับปริมาณเที่ยวบิน 40-50 เที่ยวบินต่อชม. และรองรับปริมาณผู้โดยสาร 40 ล้านคนต่อปี อาทิ ก่อสร้างขยายลานจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ พร้อมทางขับเชื่อม และระบบเติมน้ำมันอากาศยาน, งานปรับปรุงพื้นที่ด้านทิศเหนือเพื่อรองรับอาคารซ่อมบำรุงอากาศยาน, งานก่อสร้างขยายอาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ พร้อมติดตั้งสะพานเทียน 3 ชุด,

งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1, อาคารเทียบเครื่องบิน ด้านทิศเหนือ และอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 2-4 รวมถึงก่อสร้างโครงการระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ ภายในสนามบิน (Automated People Mover หรือ APM) รูปแบบรถไฟฟ้าภายในสนามบินแก้ปัญหาจราจรรวมทั้งเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตด้วย



..สุธีรวัฒน์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บอกว่าเดือน ม.ค.-ก.พ. 61 จะของบประมาณปี 61 เพิ่มเติมประมาณ 2,200 ล้านบาท มาใช้ในโครงการปรับปรุงอาคารภายในประเทศหลังเก่า ซึ่งปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 49 หลังเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะออกแบบพร้อมหาตัวผู้รับเหมาให้ได้ภายในปลายปี 61 ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 63 และจะเปิดใช้บริการประมาณปลายปี 63

จากนั้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้งานพื้นที่อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ (อาคาร 2) โดยแบ่งพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเนื่องจากต้องทยอยปิดปรับปรุงอาคารระหว่างประเทศ (อาคาร 1) ตามแผนพัฒนาสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3



..สุธีรวัฒน์ บอกด้วยว่าเมื่อปรับปรุงอาคารภายในประเทศหลังเก่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะขอความร่วมมือสายการบินที่มีผู้โดยสาร 8-10 ล้านคน ให้กลับมาใช้อาคารหลังนี้ ดังนั้นตั้งแต่ปลายปี 63 ผู้โดยสารภายในประเทศบางสายการบินต้องมาใช้บริการอาคารหลังนี้แทนรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี


ยืนยันว่าจำเป็นต้องปรับปรุงอาคารภายในประเทศหลังเก่า มิฉะนั้นจะไม่มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าการกลับมาใช้อาคารหลังนี้อีกครั้งจะไม่สร้างความโกลาหลให้ประชาชนแน่นอนเพราะจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้า” ผู้อำนวยการสนามบินดอนเมืองย้ำถึงความจำเป็น

นี่แค่ส่วนหนึ่งที่หยิบยกเรื่องธุรกิจการบินของไทยมาฉายภาพให้เห็นว่ากำลังบูมสุดขีดจน “สนามบินดอนเมือง” ต้องคืนชีพปัดฝุ่นตึกร้างมารองรับผู้โดยสาร



ยิ่งเมื่อ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน หรือการปลดธงแดงออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากที่เคยถูกปักธงแดงหน้าประเทศไทยบนเว็บไซต์ของไอเคโอ www.icao.int นานถึง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 58

ย้อนกันนิดกับการถูกปักธงแดงเพื่อความเข้าใจ เนื่องจากไอเคโอตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการบิน (เอสเอสซี) 33 ข้อ ในโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสากล (ยูโซฟ) ส่งผลให้ที่ผ่านมา
“สายการบินของไทย” ถูกลดความน่าเชื่อถือ ได้รับผลกระทบทั้งการห้ามเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ ห้ามเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และบางประเทศไม่อนุญาตให้บินเข้าประเทศ

นั่นหมายความว่าเมื่อ
“ปลดธงแดง” ได้แล้ว อุตสาหกรรมการบินของไทยจะยิ่งเติบโตสูงขึ้น ความฝันที่ไทยแลนด์จะเป็น “ฮับการบินในภูมิภาค” ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม...
…........................................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย “เทียนหยด”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 2.49K