อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

6คำถามระบบเลือกตั้งใหม่ "แบไต๋"หนุนพรรคไหน?

สัปดาห์นี้ถอดรหัสลับจากคำถาม 6 ข้อที่น่าจับตา คือ คสช.มีสิทธิ์สนับสนุนพรรคไหนก็ได้ เพราะนายกไม่ลงสมัคร ว่าแต่สนับสนุนพรรคไหนกันล่ะ? พฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.00 น.


ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเท่าไร เมื่อตัวแทนจาก คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.) และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาอธิบายหลักเกณฑ์การนับคะแนนเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ก็มีนักการเมืองออกมาโวยวาย ไม่ค่อยอยากจะรับระบบการเลือกตั้งนี้เท่าไร
               
เอาจริง...มันก็น่าดูชมอยู่ไม่น้อยเมื่อถึง
วันจัดเลือกตั้ง เพราะระบบเที่ยวนี้ค่อนข้างเข้าใจยาก ตั้งแต่การที่ตัดบัตรลงคะแนนเสียงเหลือใบเดียว แต่เลือกทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเดียว ขออธิบายวิธีคำนวณใหม่อีกครั้ง (เพราะไม่รู้ว่าเราจะอยู่กับมันไปอีกนานไหม รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้แก้ยาก จำไปเลยดีกว่า) คือ บัตรที่ว่านั่นใช้ “เลือกเฉพาะ ส.ส.เขต”
               
คราวนี้พอเลือกตั้งเสร็จ รับรอง ส.ส.เขตได้ทุกเขต ซึ่ง ส.ส.เขตมี 350 คน เขาก็จะเอาคะแนนบัตรดีทุกใบทั่วประเทศมารวมกันแล้วหาร 500 (คือจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร) แล้วเอาจำนวนที่ได้ ไปหารคะแนนรวมบัตรดีทั่วประเทศของแต่ละพรรค ก็จะได้จำนวน “ส.ส.ที่พึงมี” ของพรรคการเมืองนั้นๆ

แล้วก็เอาจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคนั้นได้ ไปลบออกจาก ส.ส.ที่พึงมี ลบได้เท่าไร ก็จะได้จำนวน
“ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ไล่ลำดับกันไปสิว่า...แต่ละพรรคจะได้กี่คน แต่บังเอิญถ้าพรรคไหนได้จำนวน ส.ส.เขต เกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมี ก็ให้ได้เฉพาะ ส.ส.เขตไป ไม่ต้องได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อเอาจำนวน ส.ส. 2 ประเภทบวกกันก็จะรู้พรรคไหนได้กี่เก้าอี้
 


การจับเลขผู้สมัคร ก็ไม่ใช่พรรคเดียวเบอร์เดียวทั่วประเทศ แต่ผู้สมัครต้องจับเบอร์ใหม่รายเขต ซึ่งเวลาหาเสียงก็สร้างความสับสนมึนงงพอสมควร แกนนำพรรคที่ลงช่วยลูกพรรคหาเสียง ไปที่ไหนก็ต้องนั่งจำเบอร์กันใหม่ ตอนนับคะแนนที่เขตคงไม่เท่าไร แต่ตอนเอาคะแนนมารวมกันเป็นคะแนนกลาง เพื่อคำนวณ “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ก็น่าจะวุ่นวายอยู่ (มีคนบอกว่าตอนรวมคะแนนก็อย่าไปคิดถึงเบอร์ ให้รวมเป็นพรรคๆ  ไปแล้วกัน)
 
พูดถึง
“ระบบบัตรเลือกตั้ง” มีประเด็นที่น่าสนใจ จากการได้ฟังบรรยายของ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายเรื่องความแตกต่างของบัตรเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งแบบเก่า ใช้บัตร 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งลงคะแนน 2 บัตรแยกกัน เลือกคนกับเลือกพรรค ว่างั้น...

ตามหลักการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 ผู้ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ไม่จำเป็นต้องได้เสียงเกินครึ่ง แต่ให้ได้เสียงข้างมาก หลายเขตเลือกตั้ง ผู้ชนะ ส.ส.เขต ก็ได้คะแนนแบบทิ้งห่างคู่แข่งไม่เท่าไร คราวนี้...ประเด็นที่น่าสนใจ คือ…
 
เมื่อเอาคะแนนการเลือกตั้งของพรรคใหญ่ อย่างพรรคไทยรักไทยมาพิจารณา ในการเลือกตั้งสมัย “ทักษิณ 2” เมื่อ พ.ศ.2548 พรรคไทยรักไทยกวาด ส.ส.เขต ถึง 310 ที่นั่ง แต่เมื่อรวมจำนวนบัตร ส.ส.เขตทั่วประเทศของพรรคไทยรักไทย คิดเป็นร้อยละ พบว่า เลือกพรรคไทยรักไทยประมาณ 51%
 


ขณะที่คะแนนระบบบัญชีรายชื่อ ได้มากกว่าคะแนน ส.ส.เขต คือคิดเป็นร้อยละ 58% หรือ 18,993,073 บัตรดี (จึงกลายเป็นวาทกรรม 19 ล้านเสียงที่ถูกใช้มาก) ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทำให้พรรคใหญ่ “แข็งแรงกว่าความเป็นจริง” (ส.ส.เยอะ แต่บางเขตก็ชนะแบบเส้นยาแดงผ่าแปด) และคะแนนที่ไม่มีความหมาย (หรือไม่ใช่คะแนนของผู้ชนะ) มีมากเกินไป

ผศ.ดร.ปริญญา มองว่า ระบบเลือกตั้งเช่นนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ต้องการให้พรรครัฐบาลมีความเข้มแข็ง แต่ผลที่ตามมา คือจะทำให้เกิดการต่อสู้ที่เหลือแค่ 2 พรรคใหญ่ ขณะที่พรรคเล็กค่อยๆ อ่อนแอลง เพราะโค้งสุดท้าย คนเชื่อว่าลงคะแนนไปก็ไม่น่าจะชนะ มาเก็งพรรคใหญ่ดีกว่า   
 
ขณะที่
“ระบบเลือกตั้งแบบมีชัย” ต้องการให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อถูกตัดออกไป ทุกบัตรดีที่เลือกตั้ง ส.ส.เขต ถูกนำไปนับเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อ คะแนนที่ไม่ใช่คะแนนของผู้ชนะถูกนำมาคำนวณใช้ด้วย ซึ่งถ้าลองเอายอดบัตรดีของ ส.ส.เขต ในการเลือกตั้ง “ทักษิณ 2” มาคำนวณหาจำนวน ส.ส. ด้วยวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ ยอด ส.ส.ของพรรคไทยรักไทยก็จะลดลง พรรคอื่นก็จะได้ ส.ส.มากขึ้น
 


ย้อนกลับไปข้างต้น นี่ก็คือเหตุที่นักการเมืองออกมาโวยวาย ด้วยเหตุผลไม่ยาก คือพรรคใหญ่ก็มีโอกาสได้เก้าอี้ลดลง การแข่งขัน ส.ส.เขตก็ยิ่งจะต้องเข้มข้นมากขึ้น ที่จะต้องทำผลงานให้ได้คะแนนมากๆ แบบทิ้งห่างคู่แข่งให้ได้ (เพื่อเอาเก้าอี้ ส.ส.เขต และตัดคะแนนบัญชีรายชื่อของคู่แข่ง) การคัดเลือกคน การทำผลงานในพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัคร ก็หนักมากขึ้นก็ไม่รู้ว่าจะลดพวก “กินบุญพรรค” ที่ยึดวาทกรรม “พรรคนี้เอาเสาไฟมาลงก็ได้” ลงไปได้หรือไม่

ก็อาจมองได้ว่าเป็นข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคต้องทำงานเข้มข้นมากขึ้น และอาจมองได้ว่าสอดรับกับระบบไพรมารี่ โหวต ที่คราวนี้จะให้หัวหน้าพรรค, นายทุนจิ้มเลือกเอาฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่เสียงจากพื้นที่ สาขาพรรคนั่นแหละที่ต้องมีส่วนร่วมในการเลือกคนพื้นที่ สาขาพรรคย่อม “หยั่งเสียง” ได้ว่าพื้นที่นี้ใครดี
 
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของระบบการเลือกตั้งเช่นนี้ คือการที่ “ไม่ส่งเสริมพรรคเล็ก” เพราะการจะได้คะแนนมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมาจากคะแนนเลือก ส.ส.เขตทั่วประเทศ พื้นที่ไหนไม่ส่ง ส.ส.เขต ก็อดได้คะแนน ดังนั้นถ้าพรรคประเภทเบี้ยน้อยหอยนิด ก็ลงสมัครได้ไม่กี่เขต หรือพรรคประเภทพรรคท้องถิ่นอย่างพรรคพลังชล (ที่เป็นพรรคมุ่งเน้นพื้นที่ชลบุรี) ก็ส่งได้จังหวัดเดียว
 
พรรคที่มี
“ตัวขาย” แค่คนเดียว ซึ่งเคยหวังคะแนนบัญชีรายชื่อ ก็อย่าหวังเกิด พรรคที่มีลักษณะเช่นนี้ในการเลือกตั้งปี 2554 ก็คือพรรครักประเทศไทยของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ นั่นไง ไม่มีคนจะไปขายเป็น ส.ส.เขต ก็หวังคะแนนบัญชีรายชื่อไม่ได้ แล้วพรรคเกิดใหม่ (แม้จะอ้างว่า จะสนับสนุน คสช.) ก็มั่นใจได้อย่างไรว่า “รอดแน่”
 
อย่างไรก็ตาม มันจะดีจะร้าย เมื่อจะใช้เป็นครั้งแรก ก็คงเรียกว่า จะต้องมีการลองผิดลองถูกและถอดบทเรียนกันก่อน แต่ผลจากการกำหนดยอด ส.ส.ที่พึงมี ทาง กกต.ก็ว่า ทำให้โอกาสมีพรรคได้คะแนนเกินครึ่งเป็นไปได้ยาก...เมื่อพรรคใหญ่ถูกทอนจำนวน ส.ส. ภาพต่อมา คือ พรรคขนาดกลาง อย่างพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ที่ส่งผู้สมัครได้หลายเขต แม้จะไม่ได้ทั่วประเทศ ก็มีโอกาสได้เก้าอี้มากขึ้น เกิดเป็นสภาที่ไม่มีเสียงพรรคไหนเด็ดขาด
 


การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่จับขั้วพรรคไหนมาเป็นพรรคร่วมได้บ้าง...ตัวแปรหนึ่งของโฉมหน้ารัฐบาลที่น่าจับตา คือการที่ คสช. “แบไต๋” ออกมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยการส่งคำถาม 6 ข้อมาให้ประชาชนตอบอีกแล้ว ซึ่งดูๆ ไปก็เหมือนเป็นคำถามที่กำหนดอนาคตทางการเมืองของ คสช.อยู่กลายๆ ข้อที่สำคัญ คือข้อ 2 คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใด ก็เป็นสิทธิ์ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว
 

ดูๆ ไป ก็คือการโยนหินถามทางกลายๆ นั่นแหละ ว่า คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองได้หรือไม่ (เพื่อจะกลับมามีอำนาจด้วยพรรคนั้นหลังเลือกตั้ง) อย่างที่รู้กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็กลับมาเป็นนายกฯ ได้ตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาล หากเลือกคนจากบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ ก็มีการเสนอชื่อคนนอกต่อสภาฯ ให้เลือกเป็นนายกฯ ได้

เสียงที่จะสนับสนุนคนจาก คสช. ในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกในช่วงบทเฉพาะกาล 5 ปี (ที่ต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของ 2 สภา คือ 375 เสียงขึ้นไป) คือ ส.ว.มี 250 เสียง หาเสียง ส.ส.อีกร้อยกว่าเสียงให้ครบ ก็ดันคนนอกขึ้นเป็นนายกฯ ได้  
 


แต่เรื่องนี้ ผศ.ดร.ปริญญา มองว่า ถ้าได้เสียงจากสภาผู้แทนฯ แค่ 126 เสียง ก็จะเป็นสภาฯ ที่ฝ่ายบริหารหืดขึ้นคออยู่ เพราะหากเสียงที่เหลืออีก 300 กว่าเสียงเกิดรับไม่ได้ ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์รัฐบาลนายกฯ คนนอก ก็จะเกิดเหตุตีรวนการบริหารบ่อยครั้ง ทั้งไม่ผ่านกฎหมายสำคัญ อย่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ
 
หรือถ้า 2 พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ พลิกโฉมหน้าทางการเมือง มาจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อป้องกัน
“ตาอยู่” มาเป็นนายกฯ ก็คงยังมี “ตัวปัญหา” ตัวหนึ่งที่จะคานรัฐบาล คือ ส.ว.สรรหาจาก คสช.นี่แหละ เมื่อทำงานสวนทางการ ส.ว.ก็ตีรวนรัฐบาลได้ ด้วยบางเงื่อนไข เช่น  พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ ส.ว.มีอำนาจติดตามการทำงานของรัฐบาลตาม พ.ร.บ. ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามแผนปฏิรูป ก็ยื่น ป.ป.ช.ให้ถอดถอนรัฐบาล
 
ฟังๆ ดูพอ
“ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” อะไรๆ มันก็น่าปวดหัว ทำอะไรก็เหมือนต้องระแวง ติดขัดไปหมด ผศ.ดร.ปริญญา พูดถึง “สิ่งที่น่าจะพอเป็นทางออก” ไว้ในทำนองว่า ก็ต้องมีการปล่อยให้ ส.ว.เป็นอิสระ มีอิสระตั้งแต่เรื่องการโหวตเลือกนายกฯ ไปจนถึงการทำงาน เพราะถ้าทำตาม “คำสั่งใคร” ก็ขัดแย้งกับ ส.ส.หนักแน่
 
ส่วน คสช.จะหนุนพรรคไหน?? ก็เปิดหน้าให้ชัด!! และให้ คำตอบ” เป็นเรื่องประชาชนตัดสินใจ.   
…………………………....
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 7