อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 เมษายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 25 เมษายน 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เมื่อข่าว'น้องเมย'นำไปสู่แรงสะเทือนในรร.เตรียมทหาร

สัปดาห์นี้คงไม่มีเรื่องไหนสั่นสะเทือนในรร.เตรียมทหารได้นอกจากข่าว “น้องเมย” ที่สะท้อนปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการสนองความรุนแรงของใครบางคน เป็นอย่างไรไปติดตามกัน พฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.00 น.


ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุที่เรียกได้ว่าสะเทือนใจคนไทย คือข่าวการเสียชีวิตปริศนาของ “น้องเมย” นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่ไม่ทราบการเสียชีวิตแน่ชัด ว่าเกิดจากอะไร และมีอวัยวะภายในบางส่วนของร่างกายหายไป จนได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง...

“น้องเมย” เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ด้วยสาเหตุใดไม่แน่ชัด แต่มีการอ้างว่า
“เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว” ซึ่งก็ถามกันอีกว่า “ทำไมนักเรียนเตรียมทหารที่แข็งแรงถึงหัวใจล้มเหลว?” เพราะจากข่าวที่ออกมา “น้องเมย” ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องสมรรถนะ สามารถสอบดึงข้อได้ถึง 20 ครั้ง ดังนั้นสาเหตุที่หัวใจล้มเหลวคืออะไร มีปัญหาสุขภาพแฝงที่ตรวจไม่เจอ? หรือผ่านการถูก “ซ่อม” มากจนเกิดผลกระทบกับร่างกาย...หัวใจล้มเหลว

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. มีผลของการตรวจร่างกาย ซึ่งทางครอบครัวน้องเมย ได้แถลงว่าได้รับรายงานการตรวจสาเหตุการเสียชีวิต จากสถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ชี้ว่า “กระดูกซี่โครงซี่ที่ 4 หัก มีการพบเลือดคั่งที่ตับและม้าม” ทำให้ครอบครัวสงสัยว่า...



การทำซีพีอาร์เพื่อช่วยชีวิตขณะที่อาการกำเริบ (ข่าวว่ามีการทำซีพีอาร์รอครอบครัวถึง 4 ชั่วโมง) จะทำให้เกิดอาการดังที่ว่าจริงหรือ?? ซึ่งทีมแพทย์สถาบันนิติเวช กระทรวงยุติธรรม แจ้งว่าการทำซีพีอาร์ไม่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น สาเหตุมาจากการกระแทกอย่างรุนแรง จึงมีการตั้งทีมแพทย์เพื่อหารายละเอียดการเสียชีวิตที่แน่ชัด!!

ความชัดเจนเกี่ยวกับการเสียชีวิตก็ยังต้องหาต่อไป ขณะที่การสืบสาวราวเรื่องในโรงเรียนเตรียมทหาร “บิ๊กต๊อก” พล..ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ลงนามในคำสั่งที่ 711/60 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 23 พ.ย. โดยคณะกรรมการมีทั้งหมด 11 คน

กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม คือ น้องเมยเสียชีวิตเพราะการถูก “ซ่อม” หรือที่ศัพท์ในวงการเขาเรียกว่า “การธำรงวินัย” (หรือบางคนเรียกว่าการ “แดก”) หรือไม่? การกระทำดังกล่าว คือการที่หากมีรุ่นน้องคนไหนกระทำการผิดวินัยก็จะต้องมีการ “จัดการ” โดยรุ่นพี่หรือโดยครูฝึก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ถูกมองว่า “เกินกว่าเหตุ”

โดยเฉพาะหากเป็นการกระทำของ นตท.รุ่นพี่ ซึ่งสังคมมองว่า “ไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะดำเนินการดังกล่าว” รุ่นพี่ที่แก่กว่าเพียง 1-2 ปี จะรู้ระดับความเหมาะสมที่ควรทำได้อย่างไร? เผลอๆ อาจทำไปโดยเอามัน รู้สึกเห่อเหิมในอำนาจที่มีน้อยนิด และไม่รู้ถึงระดับที่เหมาะสม แต่พอใครวิพากษ์วิจารณ์ก็พยายามถูๆ ไถๆ อ้างไปว่า “เป็นเรื่องภายในที่ยอมรับกันในองค์กร” ซึ่งฟังดูก็แปลกๆ เพราะในสากลโลกมนุษย์ศิวิไลซ์เขาคงไม่ยอมรับความรุนแรงเลยเถิดกันหรอก

เรื่องนี้ถูกขยาย กลายเป็นเรื่องที่ฝ่ายทหารถูกเหน็บแนมไปพอสมควร เพราะการตอบคำถามของ “คนใหญ่คนโต” ที่ดูจะทำให้สังคมไม่พอใจเอาไม่น้อย ตั้งแต่ท่าทีของ “บิ๊กป้อม” พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่พูดในทำนอง “การซ่อมเป็นเรื่องธรรมดา”



และเมื่อนักข่าวถามเรื่อง หาก “การซ่อมเกินกำลังคนจะรับได้” จะทำอย่างไร?? ก็ได้รับคำตอบ “ผมก็เคยโดนซ่อมจนเกินกำลังจะรับได้จนสลบไปเหมือนกันแต่ผมไม่ตาย”

แถมเมื่อถามอีกว่าจะแก้ไขปัญหาพวกนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก พล..ประวิตร กล่าวว่า “ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียน ไม่ต้องมาเป็นทหาร เราเอาคนที่เต็มใจ” การตอบเช่นนี้เล่นเอาทางครอบครัวผู้เสียชีวิตออกมาตัดพ้อ เศร้าใจว่า “บิ๊กป้อมไม่น่าตีค่าลูกเขาต่ำไป” และเรื่องแบบนี้ก็เป็นอะไรที่กระแสโลกโซเชียลชอบนำไปขยายความอยู่แล้ว ตามลักษณะข่าวที่จะดังได้ในโลกโซเชียล คือเป็นข่าวที่มีองค์ประกอบทางอารมณ์ความรู้สึกสูง “บิ๊กป้อม” กลายเป็น meme ไปเรียบร้อย

ก็คงจะเห็นกันมาในช่วงไม่กี่วันก่อนว่า มีการเอาคำพูดนี้ไปตัดต่อเล่นกันอย่างไร? คำพูดที่ว่า “เอาคนที่เต็มใจ” ก็ถูกนำไปเหน็บแนมต่อว่า ถ้าอย่างนั้นก็ยกเลิกเรื่องการเกณฑ์ทหารไปเลยดีไหม เอาแต่คนที่เต็มใจไปดีกว่า นอกจาก “บิ๊กป้อม” อีกคนที่ถูกต่อว่าในการสัมภาษณ์เรื่องนี้ก็คือ “บิ๊กแป๊ะ” พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่กล่าวว่า “คดีแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว โรงเรียนเหล่ามีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เป็นประจำ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น”



คนอ่านข่าวก็ร้องเฮ้ย!! กันเป็นแถว ว่าทำไมถึงมองว่า “ลักษณะแบบนี้มีเป็นประจำ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น” อย่างนั้นมันโรงเรียนหรือ
“โรงเชือด?”

คนที่เขาไม่พอใจในท่าทีของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาก็มองไปถึงขนาดว่า “มันคือการที่มองว่าตัวเองมีอำนาจ แล้วไม่ต้องแคร์ความรู้สึกใครหรือไม่?” ผลจากการตอบคือยิ่งตอบยิ่งเข้าตัว ถูกต่อว่า “ไม่รู้เรื่องการสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ” คือเมื่อมีเรื่องแทนที่จะพยายามทำให้มันคลี่คลายหรือเบาลงให้ได้มากที่สุด กลับตอบแบบยิ่งเติมเชื้อไฟ

...จะคลี่คลายเรื่องมันไม่ใช่ว่าจะยาก เริ่มจากการขอโทษที่เกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ พูดเรื่องความจริงใจในการสืบหาความจริงและการเยียวยาผู้สูญเสีย ไม่ใช่บอกให้เขายอมรับว่า “ก็เป็นเรื่องปกติ” ก็ไม่รู้ว่า ข่าวที่ออกมา “กระเทือนวัฒนธรรม” อะไรกันมากมายแค่ไหน?

แต่หลังจากกรณี “บิ๊กป้อม” (รองนายกฯ ออกมาขอโทษในเวลาต่อมา) ก็มีคนไม่พอใจ โพสต์อ้างว่าเป็นทหาร หรือเป็น นตท. ออกมาตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ไปเหน็บชาวเน็ตเป็นชนชั้นล่างบ้างล่ะ ดูถูกคนเรียนอุดมศึกษาบ้างล่ะ...ยิ่งพูดยิ่งเละ...ไม่รู้จักการสื่อสารในภาวะวิกฤติ โพสต์ไหนแรงๆ ก็ถูกเอามาแชร์เป็นข่าวไปเรียบร้อย (สื่อมวลชนเดี๋ยวนี้ก็มีทีมหาข่าวจากดราม่าทางอินเทอร์เน็ต) ลักษณะการโพสต์ก็ดูจะเป็นไปในทางเดียวกัน คือ “พวกเราก็ทนที่โดนซ่อมได้” หรือ “ถ้าไม่ใช่พวกเราก็คงไม่เข้าใจ”

นี่ก็ต้องบอกว่า “ไม่เข้าใจ” การยอมรับการใช้ความรุนแรงที่เลยเถิดนี่มันมีประโยชน์อะไรหรือไม่? การยอมเพื่อให้รุ่นพี่ยอมรับ มันก็กลายเป็น
“วงจรอุบาทว์” ที่สร้างสมความรุนแรงไปรุ่นต่อๆ ไปไม่จบไม่สิ้น แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบถ้าอะไรมันเลยเถิด เผลอๆ จะเปิดการ์ดเยาวชน การ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์กันให้มั่วไปหมด

จะอ้างว่า การซ่อมที่ทรมานคนอื่น “เป็นการฝึกความอดทน” อันนี้ก็งงๆ บอกว่าฝึกความอดทน แต่เห็นพอมีเรื่องก็ไม่เห็นจะอดทน ออกมาตอบโต้แบบไม่ค่อยจะมีวุฒิภาวะ บางคนยังเหน็บให้ว่า “ทหารอดทนจริงหรือ?? ดูผู้มีอำนาจปัจจุบันนี้สิ เดี๋ยวปรี๊ดแตกๆๆ อย่างนั้น ควรฝึกทหารให้อดทนทางอารมณ์ด้วยดีไหม??





เห็นในต่างประเทศ อย่างที่ไต้หวัน พลทหารถูกซ้อมตาย รัฐมนตรีเขาก็ลาออกแสดงความรับผิดชอบ (ก.ค.2556 นายเกา ฮั่วฉู่ รมว.กลาโหมไต้หวันประกาศลาออก คาดว่าเพราะพลทหารชื่อหง จ้งชิ้ว ถูกซ่อมจนตาย ) หรือมีคนที่รู้เรื่องการฝึกทหารในอเมริกา เขาก็ยืนยันว่า การทำร้ายร่างกายทหารเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

เรื่องของ “น้องเมย” กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมรอดูความจริง รอดูคนกระทำผิดต้องถูกลงโทษ ถ้าเป็น “เรื่องปกติ” ก็เข้าใจให้ได้ว่า “มันไม่ปกติ” ผู้มีอำนาจต้องเห็นปัญหาและแก้ไขอย่างจริงจัง อาจต้องมีการรื้อระบบการลงโทษ การจัดการวินัย ซึ่งควรจะต้องเป็นคำสั่งที่เป็นระบบ เป็นทางการของผู้บังคับบัญชา และการดำเนินการใดๆ ก็ต้องอยู่ในสายตาผู้บังคับบัญชา ไม่ให้เกิดการกระทำที่เลยเถิด กลั่นแกล้ง เอาสนุกคึกคะนอง ไม่ใช่ให้รุ่นพี่ทำกันเอง

เมื่อเกิดกระแสในสังคมขึ้นมา สังคมเองที่ต้องกระทุ้ง เรียกร้องให้ผลสอบมันออกมาจนถึงที่สุด ไม่ใช่ปล่อยเงียบไป พอมีเรื่องใหม่เป็นกระแสก็ไปตามง่ายๆ ลืมเรื่องเก่า มิฉะนั้นปัญหาก็ไม่จบ เช่นนี้กระบวนการสอบที่มีความจริงใจ ไม่ประวิงเวลา ก็ควรจะทำกันให้เสร็จในระยะเวลาไม่นานด้วย

และถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีการแก้ไขปัญหาที่รวมไปถึงการซ่อมทำร้ายทหารเกณฑ์ด้วย ที่ผ่านมาก็มีกรณีทหารเกณฑ์ถูกซ่อมทำร้ายจนตาย เช่นกรณีที่มีข่าว พลทหารทาโร่ นพดล วรกิจพันธ์ ทหารเกณฑ์มณฑลทหารบกที่ 45 พลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม สังกัด มทบ. 45 เช่นกัน และยังมี พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด สังกัด ร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตาร์ พลทหารวิเชียร เผือกสม อีก ซึ่งกรณีเหล่านี้ จะให้เล่าก็ดูจะพื้นที่เขียนไม่พอ แต่สามารถหาในกูเกิลเจอทุกคดี



ทำให้มันเป็นมาตรฐาน ไหนๆ ก็มี “เชื้อ” ให้หยิบเรื่องความรุนแรงในกองทัพมาสะสางแล้วก็ควรทำให้ครบๆ ไป เอาจริงเรื่องการซ่อมโดยทรมานนี่ มันไม่ได้มีอยู่ใน พ.ร.บ.วินัยทหาร 2476 การลงโทษตามกฎหมายมันมีแค่

1.ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่ง สถานใด แต่มีเหตุอันควรปรานี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏหรือให้ทำทัณฑ์บนเอาไว้
2.ทัณฑกรรม นั้นให้กระทำการสุขา การโยธาฯ ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยาม นอกจากหน้าที่ประจำ
3.กัก คือกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามแต่จะกำหนดให้
4.ขัง คือขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่จะได้มีคำสั่ง
5.จำขัง คือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร

สร้างมาตรฐานให้ได้ คนมาเป็น
“ทหารเพื่อมารับใช้ชาติ” ไม่ใช่มาสนองความรุนแรงในสันดานใคร!!
…........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


ขอบคุณภาพจาก : @CSI LA,@Red Skull Return,@ควาย+Social V.3

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 199